เมื่อเช้าได้ตรวจผู้ป่วยในตึกชาย(สลับกับตึกหญิงแห่งละ 1 สัปดาห์) คนไข้เต็มหมดทุกเตียงเลย ตรวจตั้งแต่ 7 โมงเช้า เสร็จประมาณ 9 โมงครึ่ง ได้คุยกับหัวหน้าหอผู้ป่วยแล้วพบว่าตอนนี้มีคนไข้มานอนมากขึ้น และเป็นคนไข้ที่จำเป็นต้องนอนและส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถดูแลที่บ้านได้เองและส่วนหนึ่งญาติไม่สามารถดูแลเองได้ แม้พยายามแนะนำแล้วก็ตาม

              คนไข้โรคมะเร็งตับ 1 คน ผู้ป่วยทราบว่าเป็นก้อนในตับและผ่าตัดแล้วแต่ไม่ทราบว่าเป็นมะเร็ง แต่ญาติทราบ และขอร้องว่าไม่ให้แพทย์บอกผู้ป่วยกลัวจะทรุด แต่ผมเองก็ไม่อยากปกปิดคนไข้ จึงค่อยๆพยายามบอกไปทีละขั้น ให้ผู้ป่วยปรับตัวปรับใจก่อน ตอนนี้คนไข้สดชื่นขึ้นมาก ทานอาหารได้แต่ตอนมาจะซึมมากไม่ค่อยรู้สึกตัว ญาติบอกว่าไม่ให้แพทย์ช่วยฟื้นคืนชีพหากผู้ป่วยมีหัวใจและหายใจหยุดทำงาน อยากให้พ่อ(ผู้ป่วย)ตายอย่างสงบไม่ทรมาน

              คนไข้โรคหลอดเลือดสมองแตก ช่วยตัวเองไม่ได้ ซึม ไม่ค่อยตอบสนองต่อการกระตุ้น มีแผลกดทับที่ก้นกบ มานอนโรงพยาบาลนานเกือบเดือนแล้ว เมื่อตอนเป็นใหม่ๆก็ได้ให้การดูแลและให้คำแนะนำ การสอนเรื่องการทำแผล การทำกายภาพ การดุแลผู้ป่วยในด้านต่างๆ แต่ภรรยาไม่สามารถดูแลได้เต็มที่ เพราะต้องไปทำงานที่หน่วยงานแทนสามี ไม่อย่างนั้นเขาก็จะให้ออก ก็จะขาดรายได้ ลูกก็ยังเรียนหนังสืออยู่ ผู้ป่วยทิ้งไว้อยู่บ้านเป็นช่วงๆ ทำให้การดูแลและการทำกายภาพไม่ดี คราวนี้ญาติขอนอนรักษาที่โรงพยาบาลเพราะกลับบ้านแล้วคนเดียวดูแลไม่ไหว และภรรยาบอกแพทย์ว่าถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ไม่ต้องช่วยฟื้นคืนชีพอยากให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบไม่ทรมาน

               คนไข้โรคเอดส์เป็นวัณโรคปอด สามีทิ้ง มีแม่คอยตามมาดูแล รักษาด้วยยาวัณโรค 5 เดือนแล้วยังคงมีผลเสมหะบวกอยู่ กินไม่ค่อยได้ อ่อนเพลียมาก

                คนไข้ถุงลมโป่งพอง 6 คน เข้าๆออกๆโรงพยาบาลตลอด พอทุเลาก็กลับบ้านได้ พอมีอาการหอบเหนื่อยก็มานอนในโรงพยาบาล มีประวัติสูบบุหรี่ทุกคน เราให้การดูแลทั้งด้านการแพทย์ การพยาบาล กายภาพบำบัด คลินิกอดบุหรี่ และการเยี่ยมบ้าน แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ ครอบครัวต้องเสียแรงงานไปทำงาน 1 คนเพื่อมาคอยดูแลผู้ป่วย

                 ถ้าจะมาสร้างเสริมสุขภาพของผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ป่วยในตอนนี้คงยากที่จะทำได้ เราจึงทำได้แค่การสรางเสริมสุขภาพในมุมของการฟื้นฟูสภาพเพื่อให้เขาทุเลาลงหรือพอมีชีวิตอยู่ในสังคมได้ พอดูแลตัวเองได้บ้างหรือการพยายามทำให้ครอบครัวของเขาช่วยดูแลเขาได้ที่บ้าน แต่อีกหลายครอบครัวก็ไม่สามารถดูแลได้เพราะต้องทำมาหากิน

                  การพูดเรื่องสร้างเสริมสุขภาพจึงเป็นเรื่องง่าย แต่การปฏิบัติเพื่อสร้างเสริมสุขภาพนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แค่บอกตัวเองให้เลิกนอนดึก เลิกเครียด กินอาหารให้ตรงเวลา อย่ากินหวาน อย่ากินของมัน ออกกำลังกายทุกวันหรือง่ายๆขับมอเตอร์ไซด์ใส่หมวกกันน็อค ก็จะเห็นว่าแม้ผู้ที่มีการศึกษาสูงก็ยังปฏิบัติไม่ค่อยได้เลย ดังนั้นการสร้างเสริมสุขภาพจึงเป็นงานที่ต้องทำอย่างช้าๆ ต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป เป็นงานที่เห็นผลช้าแต่ยั่งยืน จะมาบอกว่าให้ทำปุ๊บปีสองปีจะดีขึ้นเลย ก็ทำได้แต่น้ำลายเท่านั้น การสร้างเสริมสุขภาพจึงไม่ใช่อาหารจานด่วนหรือแดกด่วน(Fast food)ที่สั่งปุ๊บได้ปั๊บ

                       การสร้างเสริมสุขภาพ จึงไม่ใช่การส่งเสริมสุขภาพ(Health promotion)เท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการป้องกัน(prevention) การรักษา(Curation)และการฟื้นฟูสภาพ(Rehabilitation)ด้วย ผมจึงเสนอให้ใช้การสร้างเสริมสุขภาพเป็นภาษาอังกฤษว่า Health production หรือ Health promoduction เพื่อให้เห็นความแตกต่างจากHealth promotion