<p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">ดิฉันสรุปการใช้ศาสตร์นพลักษณ์ในการพัฒนาความเป็นผู้นำของทั้งผู้นำองค์กร และพนักงาน โดยมีจุดสำคัญที่เน้นย้ำว่า </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">นพลักษณ์ไม่มีวัตถุประสงค์ให้นำศาสตร์นี้ไปประยุกต์ใช้แบบ “put the right man to the right job” หากแต่เป็นไปเพื่อ การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของแต่ละคน (ปัจเจก) แล้วพัฒนาเพื่อข้ามพ้นข้อจำกัดของตนเอง ก็คือเป็นการพัฒนาตนเอง การพัฒนาบุคลากรในองค์กรมากกว่า (Individual Development / Personal Development) </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p> <p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">มีหลายสถาบันในสหรัฐอเมริกา ที่มีการเรียนการสอนศาสตร์นพลักษณ์ เพื่อตอบโจทย์ทางธุรกิจ เช่น Boston Business School : Institute for Personal Development นำ enneagram หรือนพลักษณ์สอนอยู่ในหลักสูตร โดย David Daniels </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">(ในเมืองไทยมีหนังสือที่เขาเขียน แปลเป็นไทยแล้ว 1 เล่ม ชื่อ “แก่นนพลักษณ์ : คู่มือค้นหาและพัฒนาตนเอง” ) และมีอีกหลายแห่ง หากท่านค้นใน google จะพบว่ามีมากกว่าแสนข้อมูลเมื่อพิมพ์คำว่า enneagram</p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p> <p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">สำหรับในเมืองไทย การอบรมนพลักษณ์ มีอยู่หลายกลุ่ม หลายองค์กร โดยส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ของการอบรมในด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ หรือการพัฒนาชีวิตด้านในมากกว่าที่จะตอบสนองการประยุกต์ใช้ในองค์กร แต่เมือผู้เข้ารับการอบรมนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มักพบว่า “นพลักษณ์” ส่งผลดีต่อเรื่อง “ความสัมพันธ์” ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน ต่อมาจึงมีหลักสูตรการฝึกอบรมที่ตอบโจทย์ต่อองค์กรมากขึ้น และได้รับการทาบทามให้จัดฝึกอบรมในลักษณะของ in house training มากขึ้น </p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p> <p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">ในด้านการศึกษาในระบบของเมืองไทย นพลักษณ์ ก็ได้รับการบรรจุเป็นหนึ่งวิชาในมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาจิตปัญญาศึกษา</p><p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent"></p> โลกเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา เน้นย้ำว่า ปัจจัยสำเร็จขององค์กร คือ “ทรัพยากรมนุษย์” แล้วก็มีศาสตร์ มีเครื่องมือต่างๆ มากมายออกมาให้เราเรียนรู้เพื่อที่จะ “จัดการ” และ “พัฒนา” ทรัพยากรมนุษย์ หรือ คนในองค์กร โลกตะวันตกตอนนี้ มีแนวโน้มในการหันมาสนใจศึกษาศาสตร์ของตะวันออก ในเรื่องของจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกสมาธิ โยคะ ชี่กง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นศาสตร์ที่ฝึกเฉพาะตน หรือเป็นการพัฒนาปัจเจกบุคคล โดยมองเห็นความเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมว่า “พลังของปัจเจก คือ พลังขององค์กร” <p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal"> </p><p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal">Peter M. Senge ให้คำจำกัดความคำว่า องค์การแห่งการเรียนรู้ (learning organization) ว่าหมายถึง องค์กรที่บุคลากรสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างผลงานให้บรรลุได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมทั้งเป็นองค์กรที่เกิดรูปแบบการคิดใหม่ ๆ ที่หลากหลาย ซึ่งบุคลากรมีอิสระที่จะสร้างแรงบันดาลใจ และเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ร่วมกัน</p> <p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal"> “ศักยภาพ” คือสิ่งที่นอนเนื่องอยู่ในตัว และพร้อมสำหรับการนำมาใช้ ให้เป็นสมรรถนะ (Competency) ในการทำงาน และการใช้ชีวิต ศาสตร์นพลักษณ์ เน้นย้ำว่า เราทุกคนมี “ศักยภาพสัมบูรณ์” อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว หรือในทางพุทธศาสนามหายาน เรียกว่า เราทุกคนมีความเป็น “พุทธะ” หรือ “จิตประภัสสร” อยู่แล้ว เพียงแต่เรามี “อวิชชา” หรือความไม่รู้ มาทำให้เราไม่สามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ เรามักจะคิด มองโลก มีทัศนคติว่าเราทำได้ ทำไม่ได้ อยากทำ ไม่อยากทำ ตามเกราะของบุคลิกภาพที่เราสร้างขึ้นมาตามลักษณ์เรา </p><p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> <p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal"> จุดสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคือ ต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ออกก่อนว่า เราสร้างบุคลิกภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาไว้ให้กับตัวเองอย่างไร ภาษาด้านจิตวิญญาณมักเรียกว่า “การตระหนักรู้ตนเอง” ตรงนี้ Senge เรียกว่า รู้ Mental Model ของตนเอง รู้ว่ากลไกทางจิตของตนเองเป็นอย่างไร รู้จุดแข็ง จุดอ่อนของตัวเอง เพื่อก้าวข้ามไปสู่การรู้จักศักยภาพของตนเอง หรือ Personal Mastery (ไว้ตอนต่อไปจะนำเสนอการใช้นพลักษณ์เป็นเครื่องมือเข้าถึง Fifth Discipline : The Art and Practice of Learning Organization ของ Senge อย่างละเอียด) </p><p style="text-justify: distribute; margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 0.5in; line-height: 150%; text-align: justify" class="MsoNormal"></p> <h4 style="margin: 0in 0in 0pt; line-height: 150%" class="MsoBodyText"> อีกคนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของ “พลังปัจเจก” โดยเฉพาะพลังการตระหนักรู้ตนเอง คือ สตีเฟ่น อาร์โควี่ย์ จากหนังสือ อุปนิสัยที่ 8 ระบุว่า “สาเหตุง่ายๆ ประการหนึ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งปวงว่า ทำไมคนจำนวนมากจึงไม่พอใจกับหน้าที่การงาน และทำไมองค์กรส่วนใหญ่จึงไม่สามารถดึงความสามารถพิเศษ ความฉลาด ความริเริ่มสร้างสรรค์ของพนักงาน และไม่เป็นองค์กรที่ยั่งยืนยิ่งใหญ่อย่างแท้จริงเลย ต้นตอของปัญหานี้มาจาก กรอบความคิดที่ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ว่า เราเป็นใคร ซึ่งเป็นมุมมองขั้นพื้นฐานถึงธรรมชาติมนุษย์”</h4><p style="margin: 0in 0in 0pt; line-height: 150%" class="MsoBodyText"></p> นพลักษณ์ เป็นเครื่องมือให้คนในองค์กร รู้จักว่า “ตัวเอง คือ ใคร” และอะไรจำกัดเราอยู่ เราแต่ละคนสร้างปัญหาให้กับตัวเองและคนอื่นโดยไม่รู้ตัว จากการใช้พลัง 3 ศูนย์ตามทฤษฏีนพลักษณ์ที่ไม่สมดุล คือ พลังหัว (การใช้เหตุผล จินตนาการ ข้อมูล ตรรกะ) พลังใจ (อารมณ์ ความรู้สึก การมีสัมพันธภาพกับคนอื่น การมีภาพลักษณ์) และพลังท้อง (การลงมือกระทำ การเคลื่อนไหว การตอบสนองแบบสัญชาติญาณ การเอาตัวรอด) อีกคนหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงคือJack Welch สุดยอดนักบริหารจากGE เขามักจะแบ่งพนักงานที่คัดเข้ามาเป็น 4 ประเภทคือ
A : คนที่มีทัศนคติตามความเชื่อของบริษัท และสามารถทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
B : คนที่มีทัศนคติตามความเชื่อของบริษัท แต่ทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ค่อยได้
C : คนที่ทำงานไม่ค่อยได้เรื่องตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และพอมีทัศนคติตามความเชื่อของบริษัทบ้าง
D : คนที่สามารถทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ไม่มีทัศนคติตามความเชื่อของบริษัท
เขาคิดว่า คนประเภท D เป็นประเภทที่ต้องให้ออกจากงานมากที่สุด ส่วนคนประเภท C ควรให้โอกาสสัก 2 ถึง 3 ครั้ง <p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 1in; line-height: 150%" class="MsoNormal">สำหรับพนักงานที่ Welch ต้องการนำไปฝึกอบรมคือพนักงานประเภท A ที่มีคุณสมบัติ 3 อย่าง คือ
Head : ต้องเป็นคนฉลาด คือเป็นคนที่มีความรู้ในงานที่ทำเป็นอย่างดี
Heart : ต้องมีทักษะในการเข้ากับผู้อื่น และมีมนุษย์สัมพันธ์ดี
Guts : มีความมั่นใจในตนเอง ซึ่งจะเกิดได้ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว</p><p style="margin: 0in 0in 0pt; text-indent: 1in; line-height: 150%" class="MsoNormal"></p> ส่วนคนที่จะได้รับ promotion จากเขาต้องมี Head, Heart, Guts และต้องมีลักษณะความเป็นผู้นำ (leadership traits) <p style="margin: 0in 0.2in 0pt 0in" class="MsoBodyTextIndent">ช่างสอดคล้องกับทฤษฎีนพลักษณ์เสียเหลือเกิน ที่กระตุ้นให้คนแต่ละลักษณ์เรียนรู้ที่จะสร้างสมดุลในการใช้ชีวิตโดยการใช้พลังทั้ง 3 ศูนย์ให้เหมาะสม </p><p> แล้วอย่างนี้คุณจะไม่ทำความรู้จัก “นพลักษณ์” สำหรับการพัฒนาคนในองค์กรไม่ได้แล้วหล่ะค่ะ </p><p></p> <div class="shape" style="padding-right: 7.2pt; padding-left: 7.2pt; padding-bottom: 3.6pt; padding-top: 3.6pt">
สมาคมนพลักษณ์ไทย โทร 02-224 5999 หรือ 081 9229161ศึกษาข้อมุลเพิ่มเติมได้ใน www.enneagramthailand.com หรือหนังสือเกี่ยวกับนพลักษณ์ ติดต่อ มูลนิธิโกมล คีมทอง www.Komol.com </div></font></span>
เข้ามาอ่านคร่าวๆ ก่อนนะครับยัง งง กับศัพท์เทคนิค 555 แต่เป็นบทความที่ดีมากๆ ครับ