บางส่วนจากเอกสารสรุปการประเมินผลการจัดสวัสดิการชุมชนขององค์กรที่ได้ร่วมกับชาวบ้านดำเนินการจัดสวัสดิการชุมชน ในรูปธนาคารข้าว ธนาคารควาย ธนาคารสุขภาพ และกองทุนพัฒนา มาเมื่อประมาณ 25 ปีที่ผ่านมา
"ในปัจจุบันโครงการไม่สามารถตอบสนองเป้าหมายทั้ง 3 ประการได้มากนัก กล่าวคือ
<p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal">(1) ในด้านประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันชาวบ้านมีกองทุนต่างๆ ในหมู่บ้านที่ตอบสนองความต้องการด้านนี้ได้มากกว่าโครงการร่วมมือ ที่สำคัญการจัดการโครงการตามที่ชุมชนส่วนใหญ่จัดการอยู่นั้น ก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้คนที่มีความต้องการทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง “คนจน” ก็ยังเป็นผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงประโยชน์ของโครงการอย่างเต็มที่ตามเป้าหมายเดิม</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal">(2) ในด้านจิตตารมย์ของการแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เห็นชัดเจนมากนัก จะมีบางส่วนก็เพียงการเริ่มต้นที่ทางศูนย์ให้ชาวบ้านร่วมสมทบกองทุน แต่ก็เป็นในลักษณะเก็บจากแต่ละครอบครัวจำนวนเท่าๆ กัน เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่เป็นความต้องการจะได้ประโยชน์จากการกู้ยืมในเงินกองกลางที่ศูนย์ร่วมสมทบด้วย บางหมู่บ้านที่ยังไม่มีเงินกองทุนบางประเภทที่ศูนย์ช่วยหมู่บ้านอื่น ก็พยายามที่จะเสนอให้มีการตั้งกองทุนนั้นๆ ที่หมู่บ้านของตนด้วย </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal">ดังนั้นลักษณะของความต้องการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่มจึงไม่ค่อยเห็นภาพ และไม่มีแนวคิดที่จะร่วมสมทบในกองทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้กองทุนขยาย มีเพียงรอส่วนจากดอกเบี้ยเท่านั้น</p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal">(3) ในด้านทักษะในการบริหารจัดการ พบว่า บางหมู่บ้านพอจะมีความร่วมมือในการบริหารจัดการ มีการประชุม มีการจัดทำบัญชีกู้ยืมเบื้องต้น แต่รูปแบบในการบริหารจัดการโครงการร่วมมือ ก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากกองทุนอื่นๆ ในหมู่บ้าน อีกทั้งยังพบปัญหาว่าส่วนใหญ่คนที่พอมีความรู้สามารถอ่านเขียนหนังสือได้ ก็มักไปร่วมเป็นกรรมการฝ่ายการเมืองของหมู่บ้าน หรือเข้าไปทำงานในเมือง ดังที่กล่าวมาแล้ว </p> <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal">ดังนั้น หากการบริหารจัดการโครงการร่วมมือไม่ได้มีจิตตารมย์ของความรักและเสียสละร่วมด้วยเช่นนี้แล้ว ทักษะเบื้องต้นในด้านการบริหารจัดการต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่ชาวบ้านสามารถเรียนรู้จากการบริหารกองทุนมากมายในหมู่บ้านได้</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify; tab-stops: 396.0pt" class="MsoNormal">แนวทางที่มองเห็นร่วมกันในการเดินทางต่อกับชาวบ้าน นอกเหนือจากโครงการร่วมมือเดิมที่ได้เริ่มต้นไว้แล้ว คือ การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มย่อยต่างๆ ในลักษณะที่รวมตัวกันเหนือระดับชุมชนหมู่บ้านทางการเมืองในปัจจุบัน (หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องช่วยเป็นกลุ่มหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่จะช่วยในระดับกลุ่มปัญหาที่มีความต้องการคล้ายๆ กัน ซึ่งอาจอยู่คนละหมู่บ้านก็ได้) และพยายามให้ความช่วยเหลือเข้าถึงคนที่ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง “</p>
เรื่องเดียวกัน
http://gotoknow.org/blog/pilgrim/98787
แน่นอน คนที่ยากจนและด้อยโอกาสที่สุดในชุมชนขณะนี้ที่เราพบ ก็คือ คนไร้สัญชาติ หรือ ชาวเขา / ชนเผ่า / ชนกลุ่มน้อย / กลุ่มชาติพันธุ์ ที่ยังไม่ได้สัญชาติไทยนั่นเอง
ในจำนวนนี้ มีทั้งคนที่เข้ามาในประเทศไทยไม่นาน หรือเข้ามานานหลายสิบปีแล้วแต่ยังรอคอยอยู่ ไปจนถึงเด็กและเยาวชนที่เกิดในประเทศไทย
เขาเหล่านี้ไม่อาจเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐได้เหมือนเราๆ ถูกจำกัดทั้งสิทธิการเดินทาง สิทธิในที่ทำกิน สิทธิในการทำงาน สิทธิในสาธารณสุข และอื่นๆ เป็นต้น
คุณ pilgrim คะ
ดิฉันคิดว่า ปัญหาของคนเรามีสาเหตุมาจาก 2 ส่วนใหญ่ๆ
ส่วนแรก คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา (ปัจเจกชนเล็กๆ) เช่น ปัญหาจากสภาพธรรมชาติ ปัญหาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งชนกลุ่มน้อยจะเผชิญปัญหานี้สาหัสกว่าคนอื่นๆ
ส่วนที่สอง คือ ปัญหาเชิงพฤติกรรม เป็นเรื่องความประพฤติวิถีปฏิบัติ ซึ่งเชื่อมโยงกลับลงไปสู่วิธีคิด จิตใจ ทัศนคติ ค่านิยมของเราเอง
ปัญหาทั้งสองกลุ่ม มีปฏิสัมพันธ์ เป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน กลับไปกลับมา
วิธีแก้โดยพุ่งเป้าไปที่ส่วนแรก บ่อยครั้งจะเกิดแรงปะทะ หรือไม่ก็สู้ไม่ไหว วิธีที่สอง แก้ที่ตัวเอง ก็ทำได้ไม่ง่าย ภายใต้โครงสร้างที่ครอบอยู่ แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นไปได้มากกว่าการแก้ที่โครงสร้าง ต่อเมื่อสร้างพลังจากตัวเราเองและสร้างเครือข่ายของคนที่มีวิธีคิด วิธีปฏิบัติ คล้ายเราได้แล้ว ก็อาจมีพลังที่จะต่อรองเชิงโครงสร้าง
ครั้งแรกที่คุณ pilgrim ถามเรื่องการเริ่มงานนั้น ดิฉันตอบในส่วนที่เริ่มจากตัวคุณเอง คือ การมองโจทย์ ปัญหาจากประสบการณ์ตรง (ที่จริงทำแบบสอบถามก็ไม่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนงาน)
แต่ทางที่จะเริ่มกับชาวบ้าน คิดว่าน่าจะเป็นการจัดกลุ่มชวนคุย ค้นหาว่า มีอะไรบ้างที่เขาเคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันในอดีต เขาเคยอยู่กันได้อย่างไร มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เขาอยากเห็นอะไร การหาทางออก ตรงไหนที่แก้จากตัวเองได้ก่อน ตรงไหนที่อาจจะช่วยกันได้
ตอนนี้เห็นภาพของพื้นที่ไม่ชัดนัก แม้จะรู้ว่าเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่มาก แต่ข้อมูลเชิงพฤติกรรมวิถีชีวิต ยังไม่ค่อยเข้าใจนักค่ะ สิ่งที่ตอบก็อาจจะไม่มีประโยชน์มากนัก
จะมา กทม.เมื่อไร อย่าลืมส่งข่าวนะคะ
โชคดีค่ะ
ปล.น่าสนใจว่า เอกสารที่คุณ pilgrim กล่าวถึง มาจากหน่วยงานไหนหรือคะ
"สวัสดิการ" ดิฉันมองในภาพกว้าง อะไรที่ทำให้เราอยู่ดี มีสุข เป็นเรื่องของสวัสดิการทั้งสิ้นค่ะ น่าสนใจว่า ชาวบ้านให้ความหมายของ "อยู่ดี มีสุข" กันอย่างไร ลองชวนชาวบ้านคุยก็น่าจะเห็นทางออกดีๆได้นะคะ
ขอบคุณค่ะอาจารย์
ข้อมูลเชิงพฤติกรรมในพื้นที่นี้น่าจะไม่ต่างจากในพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ท่ามกลางกระแสทุนนิยมนะคะ
อาจารย์ลองจินตนาการหมู่บ้านสุดท้ายในเขตนี้ที่เพิ่งมีไฟฟ้าเข้าไปเมื่อไม่ถึงสามเดือนนี้นะคะ ครัวเรือนส่วนใหญ่ซื้อจานดาวเทียมรอไว้เป็นเดือนแล้วค่ะ ดังนั้นทุกคนจึงมุ่งหน้าหาช่องทางออกไปทำงานเพื่อให้ได้ เงินๆๆ มาใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
จะยากหน่อยก็คนที่ยังไม่มีบัตรที่ออกนอกพื้นที่ยาก แต่ก็ไม่เกินกำลังของแรงจูงใจ
จะลงกรุงเทพฯ เมื่อไร จะส่งข่าวให้อาจารย์ทราบนะคะ