“Behind success man is a woman.”

                        วันที่ 17 เป็นวันแรกที่เริ่มเรียนเนื้อหาจริงๆกับศ.ฌอง ปิแอร์ อังเกอร์ กับ อาจารย์ทอม โฮรี ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องฟังไม่ค่อยทัน หรือฟังทันแต่แปลความหมายไม่ทัน แต่ดูแล้วตอนบ่ายรู้สึกฟังได้มากขึ้น ตอนเช้าอาจจะกังวลเรื่องส่งรายงานของอาจารย์วาลาเรีย เพราะชะล่าใจไปหน่อย อาจารย์เขาส่งให้ตั้งสองอาทิตย์ก่อนมาเบลเยียม แต่ก็ยุ่งจนไม่ได้ทำ มานั่งทำเมื่อวานก็อ้อยอิ่ง มัวแต่เขียนบันทึก (รู้สึกสนุกกว่า ทำการบ้าน) เมื่อคืนกว่าจะได้นอนประมาณตีหนึ่ง รีบตื่นเช้ามาทำต่อพร้อมกับหุงข้าวและก็ยังไม่เสร็จ ไปเรียนเก้าโมงเช้า พอพักเที่ยงกินข้าวกลางวัน (ห่อข้าวไปกิน เหมือนตอนสมัยเด็กประถม มัธยมเลย) มาเสร็จตอนกลางวัน ส่งได้ทันเวลาพอดี

                        บางทีในชีวิตเรามีเรื่องที่เราอยากทำมากมาย แต่ด้วยความจำกัดของเวลา เราต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ได้ รวมทั้งรู้จักเรียงลำดับเรื่องเวลาด้วย จึงจะไม่เสียงาน ทำงานมากแต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สู้ทำน้อยแต่ทำในสิ่งสำคัญไม่ได้ มีคนกล่าวว่าให้ทำสิ่งที่ต้องทำก่อน สิ่งที่ควรทำตามมา ส่วนสิ่งที่อยากทำเอาไว้ทีหลัง เมื่อมีเวลาเหลือ เมื่อคืนผมพลาดไปหน่อย ไปทำเรื่องอยากทำก่อนเรื่องที่ต้องทำ เลยต้องบริหารเวลาช่วงเช้าให้ได้อย่างจำกัด

                       เลิกเรียนหกโมงเย็น เรียนตั้งแต่เก้าโมงเช้า รู้สึกล้าๆเหมือนกัน ทำให้กลับบ้านพักเพื่อคุยโทรศัพท์ทางสไกป์กับแฟน ลูกๆและแม่ไม่ทันเพราะเกือบเที่ยงคืนบ้านเราแล้ว ด้วยความคิดถึงบันทึกนี้ก็เลยเขียนเกี่ยวกับภรรยาสุดที่รักก็แล้วกัน

                      คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเองได้เมื่อเราเกิดมาจะพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นอย่างที่เราไม่คาดฝันบางสิ่งบางอย่างก็เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจบางสิ่งบางอย่างเราก็ไม่ค่อยพอใจไม่ถูกใจเพราะหลายเรื่องเราเลือกไม่ได้ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้ว่า คนเราสามารถเลือกการดำเนินชีวิตได้สองแนวทางทางแรกคือมองทุกสิ่งทุกย่างที่ผ่านมาในชีวิตไม่ได้เรื่องเลยไม่ดีสักอย่างกับอีกทางหนึ่งมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตล้วนเป็นสิ่งวิเศษมหัศจรรย์ทั้งสิ้นก็ทำนองเดียวกับของไทยที่เขียนไว้ว่าสองคนยลตามช่องคนหนึ่งมองเห็นโคลนตมอีกคนหนึ่งมองเห็นดวงดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้านั่นคือการสอนให้มีความคิดเชิงบวกหรือการมองโลกในแง่ดี

                       ในชีวิตวัยหนุ่มสาว ส่วนใหญ่ก็คงผ่านเรื่องราวของความรักกันมาบ้าง สำหรับตั้งแต่ชั้นประถมก็รู้สึกชอบเพศตรงข้ามเป็นแล้ว แต่ก็แอบชอบเขาเป็นความชอบแบบเด็กๆไม่ได้เป็นแฟนกัน พอเข้ามัธยมต้นก็แอบชอบเพื่อนในห้องเดียวกันแต่ก็แค่แอบชอบเท่านั้น พอมัธยมปลายก็เริ่มรู้สึกว่ามีความรักแบบวัยรุ่น แต่ก็ลงท้ายด้วยอกหักไปตามระเบียบ (ไม่รู้ว่าทำไมต้องตามระเบียบด้วยทั้งๆที่ระเบียบอาจไม่เคยอกหักก็ได้) พอไปเรียนเชียงใหม่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว ก็ชอบคนโน้นคนนี้ แต่ก็ไม่กล้าจีบ แต่พอปลายปีที่สามก็จีบจริงๆแต่ก็อกหักเหมือนเดิม พอตอนอยู่ปีห้า ก็อกหักอีก พอขึ้นชั้นปี 6 ก่อนจบก็เลยคิดว่าสงสัยเราจะไม่มีโชคเรื่องความรัก แต่ก็จะว่าไปมันน่าจะเป็นเรื่องความไม่ลงตัวมากกว่า คนที่รักเราชอบเราก็มีแต่เราไปรู้สึกกับเขาเหมือนน้อง แปลความรู้สึกในใจเขาไม่ออก ส่วนคนที่เราไปรักเขา เขาก็คิดกับเราเหมือนพี่เหมือนเพื่อนซะอีก แต่มาคิดอีกทีก็ดีเหมือนกันนะ ทำให้ได้มาพบรักกับภรรยาได้และชีวิตก็ลงตัวดีมาก

                       เพื่อนผมหลายคู่ก็เคยเป็นแฟนกันหลายปี แต่ก็มีเหตุให้เลิกกัน แต่ๆละคนก็ไปพบเนื้อคู่ของเขาที่เหมาะสมลงตัวกันทุกคน ตอนที่เราอกหัก เราอาจคิดว่าทุกอย่างสิ้นสลาย ชีวิตพังทลาย ความรู้สึกเศร้า เหงา โลกนี้หมดความหมาย หมดความสวยงามไปเลย เหมือนชีวิตนี้ไม่เหลืออะไรแล้ว เธอหรือเขาคนนั้นคือทุกสิ่งทุกอย่าง ผมก็เคยคิด เพื่อนผมที่เจอแบบนี้ก็คิด รุ่นน้องผมที่เคยเจอกันก็คิดแบบนี้ แต่พอผ่านช่วงนี้ไปได้หัวใจก็จะแข็งแกร่งมากขึ้น รู้จักรักมากขึ้น เข้าใจความรักมากขึ้น พอเวลาผ่านไปที่เคยคิดว่าชีวิตเราไม่เหลืออะไรแล้ว มันไม่ใช่ โลกสร้างเรามาให้มีคู่ มันจะต้องหาคู่จนเจอจนได้ ยกเว้นไม่อยากหา อยู่คนเดียวก็สบายดีแล้ว อันนั้นก็แล้วแต่ เพื่อนผมบางคนรักกันมาเป็น 7-8 ปี พอเลิกกัน ต่างคนก็ต่างไปพบกับคนใหม่ ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว ที่เคยคิดว่าเขาเท่านั้นที่เหมาะกับเรา ก็ไม่ใช่แล้ว ยังมีคู่ของเรา รอเราอยู่

                        ช่วงหลังการอกหักใหม่ๆ อย่าอยู่คนเดียว หาเพื่อน ออกไปเจอคนภายนอก ออกท่องเที่ยวแต่ไม่ใช่เที่ยวกลางคืน เมาเหล้าประชดชีวิต เดี๋ยวจะพลาดได้คู่โดยไม่ทันได้คิด จะเดินหน้าก็ทุกข์ ถอยหลังก็ไม่ได้ ลำบากไปใหญ่ เพื่อนสนิทช่วยได้มาก โดยเฉพาะเพื่อนที่พร้อมจะรับฟังเราพูด ระบายอะไรในใจออกมา ถ้าไม่ใช่เพื่อนก็เป็นใครสักคนที่เราไว้ใจ อย่างผมก็ซึมไป 3-4 วันเหมือนกัน แต่เผอิญมีการซ้อมกีฬา มีเรื่องเรียนและกิจกรรมอยู่มากก็เลยหายเร็วและที่สำคัญมีพี่สาวที่แสนดีช่วยให้กำลังใจคือพี่ต้อย (สุดาวรรณ สุขเจริญ) และอีกคนคือพี่ดาวรรณ คุณยศยิ่ง ซึ่งผมคิดว่าการมีคนที่รับฟังเราได้แบบเพื่อนจะดีมาก ไม่อยากแนะนำให้รีบมีแฟนคนใหม่เร็วไปเพราะช่วงเหงา ถ้าใครมาทำดีด้วยหน่อย เราก็จะปักใจว่าเขาดี เขาเข้าใจเราไปหมด อาจเกิดปัญหาซ้ำได้

                       ผมไม่เคยโกรธคนที่ทำให้เราผิดหวัง เพราะคิดว่าเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะเลือกไม่เลือกใคร ถ้าเขาคิดว่าเราไม่เหมาะสมกับเขา ก็ตามใจเขา ผมคิดเสมอว่า คนอื่นไม่เห็นค่าเรา เราก็อย่าไม่เห็นค่าของตัวเองไปด้วย เราต้องมองเห็นคุณค่าของตัวเราแต่ไม่หลงตัวเอง (ถ้าเห็นตามความเป็นจริง ก็ไม่หลงตนเอง ) อย่าฝากคุณค่าของตนเองไว้กับความรู้สึกของคนอื่น ไม่เช่นนั้นเราจะผิดหวังมากและรุนแรง ผมคิดว่า “อกหักดีกว่ารักไม่เป็น” นะ ก็เป็นการปลอบใจตัวเองได้ดี ทำนอง "องุ่นเปรี้ยว มะนาวหวาน" ก็ได้

                      ความรักเป็นสิ่งสวยงาม เวลาเรารักใครเราก็อยากจะให้สิ่งดีๆกับเขา อยากดูแลเขา เป็นห่วงเป็นใยกัน คุยกันในแง่ดี แต่พอใครสักคนมาบอกเลิกรับเรา เราจึงไม่ควรลืมความสวยงามก่อนที่จะเลิกกัน ควรเก็บสิ่งดีๆไว้เพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดีงามต่อไปในรูปแบบอื่น เป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันได้ และวันหน้าผ่านไปเราอาจจะได้หัวเราะกับเพื่อนที่ดีของเราคนหนึ่งกับอดีตที่เคยผ่านมาได้ ดังนั้น อกหักไม่ตาย แต่ความรู้สึกที่ก่อตัวหลังอกหัก หากจัดการไม่ดีก็อาจส่งผลรุนแรงต่อตนเองหรือคนที่เราเคยรักได้ ที่เขียนมานี่ไม่ได้เขียนนิยายรักอะไร แต่อยากให้เห็นมุมมองที่ดีของความผิดหวัง ว่าอาจส่งผลที่ดีในอนาคตมากกว่าที่เราเคยคิดก็ได้

                       ตระกูลผมเป็นคนสุโขทัยแต่กำเนิดทั้งสายคุณตาและสายคุณปู่เป็นคนบ้านนอกขนานแท้และดั้งเดิมโดยไม่เจือปนในเมืองเลยเป็นลูกชาวไร่หลานชาวนาชาวสวนเรียกว่าเกษตรกรทั้งบ้านคุณปู่ผมเป็นคนบ้านป่ากุมเกาะ.สวรรคโลกแต่ไปแต่งงานอยู่กับคุณย่าที่บ้านหนองกระดี่.ศรีสำโรงพ่อผมก็เลยเกิดและโตที่นั่นแต่แล้วพ่อก็มาแต่งงานอยู่กับแม่ซึ่งเป็นคนป่ากุมเกาะทำให้ผมเกิดและโตที่ป่ากุมเกาะ

                      ผมเลือกไปเรียนเชียงใหม่เพราะชอบชีวิตต่างจังหวัดและกลัวกรุงเทพฯเนื่องจากคุ้นเคยกับชีวิตบ้านนอกมากกว่าพอเรียนจบก็เลือกทำงานที่โรงพยาบาลงาวจังหวัดลำปางได้ 1 ปีก่อนที่จะย้ายไปโรงพยาบาลแม่พริกเพียงหนึ่งเดือน ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับน้องพยาบาลจบใหม่คือคุณสุภาภรณ์ (น้องเอ้) อินตะนัย ที่จะมาทำงานที่งาวเมื่อ11 เมษายน 2537 แล้วก็เกิดความประทับใจและสร้างความรักความผูกพันเป็นสามีภรรยามาจนทุกวันนี้

                     เราสองคนเกิดวันที่ 4เหมือนกันแต่คนละเดือนของผมเดือนมีนาคมส่วนแฟนเดือนพฤษภาคมห่างกัน 5 ปีคบกันได้ 1 ปีก็จัดงานหมั้นเมื่อ11 พฤษภาคม 2538 และแต่งงานกันในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2538 หลังจากที่ย้ายตามไปอยู่ที่โรงพยาบาลแม่พริกด้วยกันแล้วเราสองคนกำหนดวันแต่งงานเองเพราะรู้สึกผูกพันกับเลข 4 แต่คุณแม่แฟนกับคุณแม่ผมก็นำฤกษ์ไปให้พระที่ลำปางและผู้สูงอายุที่เป็นหมอดูเนื้อคู่ที่นับถือกันที่สุโขทัยดูปรากฏว่าเป็นวันที่ดีมากของทั้งสองคนผมคาดว่าจะฉลองวันครบรอบแต่งงาน 12 ปีที่เบลเยียม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเอกสารต่างๆในการขออกวีซ่าของภรรยาและลูกจะทำได้ทันหรือไม่ แต่ผมก็หวังไว้พร้อมๆกับภาวนาในใจไปด้วย เป็นพลังใจอย่างหนึ่ง อาจเหมือนกับ Word of power ก็ได้

                    ผมเล่าเรื่องราวสมัยที่ผมกับแฟนพบกัน จีบกัน รักกันให้ลูกๆฟัง ลูกๆจะตื่นเต้นมาก น้องแคนชอบให้เล่าให้ฟังซ้ำบ่อยๆ  ตอนนั้นผมเห็นแฟนวันแรก แอบมองจนลับตาเลย คิดในใจเลยว่า น้องคนนี้น่ารักมาก คิดในใจว่าคราวนี้จะไม่ยอมอกหักอีกแล้ว คิดว่าคนนี้ ใช่เลย เรียกว่ารักแรกพบได้เลย สูง ขาว ผมยาว ตาโต

“เพียงได้พบ สบตา ผวาสั่น                 ตะลึงงัน ฝันหา พาใจไหว

เห็นเพียงร่าง นางน้อง อยู่ไกลไกล        สะดุดใจ ให้แอบมอง ทั้งสองตา

ตะลึงแล ชะแง้หา พาอยู่ใกล้              ตระหนักใน ใจจิต ถวิลหา

ทั้งเช้าสาย บ่ายเย็น ใคร่เห็นหน้า         ว่างเป็นมา ผ่านห้อง น้องคนดี

ทั้งยามหลับ หลับก็ฝัน ถึงแต่เจ้า          ยามตื่นเล่า อยากอยู่ใกล้ ไม่หน่ายหนี

ทั้งสูงขาว ผมยาว ตาโตดี                   อีกวจี ไพเราะซึ้ง ตรึงฤทัย”

ผมมีเวลาแค่ 1 เดือนจะย้ายไปอีกที่หนึ่งที่ห่างกัน 200 กิโลเมตร ใจก็หวั่นๆเหมือนกัน แต่ก็พยายามบริหารเวลาให้ได้ เวลาทำงานพอว่างก็แวะเวียนผ่านไปบ่อยๆ จนวันเกิดน้องเขาก็ชวนไปทำบุญที่วัด ซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปกันสองคน เพื่อนน้องเขาเห็นใจก็เลยไม่ยอมไปด้วย พอย้ายไปบ้านตาก เป็นหมอคนเดียว ไปไหนลำบาก โทรศัพท์ไม่มี เป็นโทรศัพท์วิทยุที่ห้องบัตร คุยกันก็ได้ยินทั้งตึก ผมก็เลยไปติดต่อองค์การโทรศัพท์ที่อำเภอเถิน เขาเห็นใจ(ที่โรงพยาบาลไม่มีโทรศัพท์ติดต่องานลำบาก) เขามาติดตั้งให้แต่ก็สามวันดีสี่วันเสีย ต้องขับมอเตอร์ไซด์ไปใช้ในตัวอำเภอที่ห่างไป 4 กิโล ตอนหลังเปลี่ยนรุ่นใหม่ให้ คราวนี้ไม่ค่อยเสียแล้ว ก็ใช้โทรศัพท์คุยกันทุกวัน ไม่รู้จะคุยอะไรก็ร้องเพลงที่ชอบให้กันฟัง โดยเฉพาะเพลงของจุ้ย ร้องบ่อยมาก “จำปี ที่เด็ดมาเมื่อวาน ก็บานไป บอนไซที่ใครๆว่าหรู มันก็ดูเล็กเกิน ใบเฟิร์นที่ใครๆว่าสวย แพงพวยก็เบ้อเริ่ม จะเอาดอกใดให้เธอ ให้ตรงกับใจที่เพ้อ ถึงเธออยู่...”

ตอนตกลงแต่งงานก็คุยกันในหลายๆเรื่อง เปิดใจคุยกัน ถึงความชอบไม่ชอบ ความคาดหวัง วิถีชีวิต ภาระหน้าที่ของแต่ละคน เพื่อจะได้เข้าใจและยอมรับกันก่อนแต่งงานกัน เปิดให้เห็นความเป็นตัวตนของแต่ละคนก่อน เพราะเราจะได้ไม่ต้องทน แต่ยอมรับกันได้

เพลงที่ผมและภรรยาชอบมากก็คือเพลงเพราะฉะนั้นจึงรักกันเช่นฉะนี้  เป็นเพลงที่มีความหมายที่ดีมากสมัยผมเรียนแพทย์อยู่ปี6 เป็นExtern อยู่ที่พิษณุโลกได้ไปที่ห้างท็อปแลนด์(เก่า) ไปเจอกับเทปเพลงๆนี้ที่ทั้งม้วนมีอยู่เพลงเดียว  ผมเห็นแล้วชอบมากก็เลยซื้อไว้กะว่าจะเก็บไว้ให้คนที่จะมาเป็นคนรัก  ก็เก็บไว้เกือบ2 ปีกว่าจะได้มอบให้กับภรรยาตามที่ตั้งใจไว้เทปเพลงม้วนนี้ภรรยาก็ยังคงเก็บไว้อย่างดีเนื้อร้อง-ทำนอง-ขับร้องโดยคุณจุ้ยเรียบเรียงโดยคุณชัยวัฒน์จุฬาพันธ์และบรรเลงเปียโนโดยคุณพงษ์พรหมสนิทวงศ์อยุธยา  ทั้งม้วนเพลงเดียวแต่ขับร้องเป็น4 แบบเนื้อเพลงมีดังนี้ครับ

แม้เวลาผ่านนานแสนนาน           ใจยังไม่เปลี่ยน  ถึงฤดูเปลี่ยนหมุนเวียน  ไม่เคยหยุดเฉย  จะมีรักให้กันไม่มีวัน   ลดน้อยลงเลย  ยังคงพูดเชยเชยรักเธอ

ขอเพียงรู้สึกเชื่อใจ  ในยามต้องห่าง แม้มีความต่างแต่ร่วมทาง  กันด้วยเหตุผล  มีความหวังให้กันต่อเติมฝัน   ของคนสองคน มีทั้งสุขทุกข์ทนนานมา

เพราะฉะนั้นจึงรักกันเช่นฉะนี้       เพราะเรามีวันเก่าเก่า มิใช่มีแต่เพียงดอกไม้มีรอยยิ้มและมีน้ำตา วันที่โลกเหว่ว้า   อย่างน้อยมีเธอ

เพราะฉะนั้นจึงคิดถึงกันเสมอ       เหมือนมีเธอคอยชิดใกล้  แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไหน  ห่างไกลทะเลขวางกั้น  ยามเมื่อเราหลับฝันจะฝันถึงกัน

ขอเพียงรู้สึกเชื่อใจ  ในยามต้องห่าง คิดถึงกันบ้างคำสัญญา  ที่เคยให้ไว้ จะมีรักให้กันและแบ่งปันเพื่อคนมากมาย  ใจจึงอุ่นแม้กายไกลกัน

เพราะฉะนั้นจึงรักกันเช่นฉะนี้       เพราะเรามีวันเก่าเก่า มิใช่มีแต่เพียงดอกไม้มีรอยยิ้มและมีน้ำตา  วันที่โลกเหว่ว้าอย่างน้อยมีเธอ

 เพราะฉะนั้นจึงคิดถึงกันเสมอ   เหมือนมีเธอคอยชิดใกล้  แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไหนห่างไกลทะเลขวางกั้น ยามเมื่อเราหลับฝันจะฝันถึงกัน

              ในชีวิตคนเราที่เป็นสัตว์สังคมการอยู่ร่วมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญจุดเริ่มต้นของการอยู่ร่วมกันก็คือครอบครัวผมชอบข้อความประโยคหนึ่งที่อยู่บนปกเทปชุดThe Family ที่ว่าครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมแต่สำคัญที่สุดในโลกในความสำเร็จของคนๆหนึ่งในส่วนหนึ่งของพลังแห่งการต่อสู้ชีวิตที่สำคัญจะมาจากครอบครัวกับอีกประโยคที่ผมเชื่อมั่นว่าเป็นจริง“Behind success man is a woman.”  ที่ผมมีความรักจากแม่และภรรยาคอยหนุนให้มีพลังในการทำงานให้สำเร็จ

บันทึกนี้มอบเป็นพิเศษ สำหรับทุกคนที่มีความรักในหัวใจครับ จะรักใครก็ได้ ขอให้รักแท้จริง จะทำให้เราแลละคนที่เรารักมีความสุข โลกนี้จะได้อบอวลไปด้วยมวลสารแห่งความรัก สำหรับผมความอกหักในครั้งอดีตเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ได้รู้จักกับภรรยา(น้องเอ้) ได้พบกับความลงตัวและสิ่งดีงามของชีวิต อย่างทุกวันนี้

พิเชฐ  บัญญัติ

Verbond straat 52

2000 Antwerp, Belgium

18 กันยายน 2550

21.30 น. ( 2.40 น.เมืองไทย )