ปลายฝนต้นหนาว

แม้ว่าในช่วงกลางเดือนกันยายน ในพื้นที่จังหวัดน่านจะมีฝนตกอยู่บ้าง แต่เมื่อตื่นมาตอนเช้าสังเกตุเห็นว่าเริ่มมีหมอกแล้ว คงเป็นช่วงเวลาปลายฝนต้นหนาวที่กำลังมาถึง อากาศเริ่มเย็นลง บางเวลาอากาศดีมาก แต่ก็น่าเป็นห่วงเรื่องสุขภาพอนามัยในช่วงที่ฤดูกาลและอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง การรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ผมได้อ่านบทความเรื่อง เตือนระวังไข้หวัดใหญ่ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว จาก http://www.redcross.or.th/pr/pr_news.php4?db=3&naid=631 แล้วน่าสนใจ และเป็นประโยชน์ในการป้องกันตนเองจากโรค จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ ดังนี้

เตือนระวังไข้หวัดใหญ่ ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว 
รศ.นพ.พีรพันธ์   เจริญชาศรี  หัวหน้าสาขาโรคจมูกและภูมิแพ้  รพ.ศิริราชพยาบาล  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู  คอ  จมูก  กล่าวเตือนว่า  ในช่วงปลายฝนต้นหนาวขณะนี้  อากาศจะมีสภาพความชื้นสูงและค่อนข้างเย็นส่งผลให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดภาวะการติดเชื้อในทางเดินหายใจ  เชื้อที่สำคัญ  คือ  ไวรัสและแบคทีเรีย  รวมทั้งไข้หวัดนก  ซึ่งยังไม่มีการยืนยันว่ามีการติดต่อจากคนสู่คน  แต่มีการติดต่อได้ในคนที่สัมผัสน้ำลายอุจจาระหรือปัสสาวะ  ของไก่   นก  หรือสัตว์ปีกอื่น ๆ ที่เป็นโรค

 

นอกจากนี้สภาพอากาศที่ชื้นยังทำให้ปริมาณเชื้อราในอากาศสูงขึ้น  ทำให้ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว เกิดการแพ้เชื้อราและเกิดอาการตามอวัยวะต่าง ๆ เช่น  เยื่อบุตาอักเสบทำให้คันตา  ต้องขยี้ตา  บางคนอาจมีอาการจมูกอักเสบ  หอบหืดร่วมด้วย  เชื้อรานี้จะพบได้ทั้งในบ้านและนอกบ้าน  รวมทั้งช่วงนี้ต้นไม้เจริญงอกงามได้ดี จึงทำให้มีละอองเกสรกระจายอยู่ในอากาศจำนวนมาก  ทำให้ผู้ที่เป็นโรคแพ้ละอองเกสรพืช  มีอาการคัน จาม น้ำมูกไหล ไอ และหอบได้

 

สำหรับผู้ที่มีอาการไข้และเป็นหวัดในช่วงนี้  มักมีความกังวลว่าตนเองจะติดเชื้อไข้หวัดนกหรือไม่ เพราะไม่แน่ใจว่าอาการไข้หวัดที่ตนเป็นนั้น  แตกต่างจากไข้หวัดนกอย่างไร  รศ.นพ.พีรพันธ์  แนะนำว่า อันดับแรกต้องไม่ตื่นตกใจมากเกินไป  เพราะเชื้อของไข้หวัดแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน  ผู้ที่เป็นไข้หวัดธรรมดานั้น  จะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว  หนาว ๆ ร้อน ๆ มีอาการจาม  คัดจมูก  น้ำมูกไหล  อาจมีอาการเจ็บคอร่วมด้วย  และมีไข้ไม่สูง เป็นอยู่2-3 วัน  ไข้จะหาย  และอาการจะดีขึ้นภายใน  5-7  วัน  แต่ในผู้ป่วยภูมิแพ้จะมีอาการรุนแรงขึ้น  เพราะทำให้เป็นหวัดนานขึ้น  และถ้านอนดึก  พักผ่อนน้อย  ภูมิต้านทานของร่างกายจะไม่ดี  หรือถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ ผู้สูงอายุ  ผู้ที่ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน  หรือมีโรคเรื้อรังทางกายอื่น ๆ เช่น  โรคตับ  โรคไต  เบาหวาน  จากที่มีอาการไข้หวัดธรรมดา จะมีอาการรุนแรงขึ้นได้

 

ส่วนไข้หวัดใหญ่นั้น  เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่  ในประเทศไทยพบได้ตลอดปี  ช่วงที่ระบาดสูงสุดคือ  ระหว่างเดือนพฤษภาคม  จนถึงพฤศจิกายน  อาการที่พบได้มีตั้งแต่แค่เป็นหวัด  หรือมากจนไปถึงหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบ  มีอาการไข้  ปวดศรีษะ  เจ็บคอ  น้ำมูกไหล  คอและตาแดง  บางรายมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโต  ในรายที่เป็นรุนแรง  จะมีอาการปอดอักเสบ  ไข้สูง  ไอ  เหนื่อย  และอาจมีอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อแบคทีเรีย  หูชั้นกลางอักเสบ  ไซนัสอักเสบ  เกิดปอดบวม  จนถึงขั้นเสียชีวิต

 

ส่วนอาการของไข้หวัดนกในคนไม่แตกต่างไข้หวัดใหญ่มากนัก  ผู้ที่เป็นจะต้องมีประวัติสัมผัสหรือ ใกล้ชิดกับนก  ไก่  หรือสัตว์ปีกชนิดต่าง ๆ  ที่เป็นโรค  โดยติดต่อผ่านทาง  น้ำลาย, อุจจาระหรือปัสสาวะของสัตว์ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง  38-39  องศาเซลเซียส  มีอาการไอและหรือเจ็บคอร่วมด้วย  แต่จะมีเยื่อตาแดงได้บ่อยกว่าในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่  และเกิดปอดอักเสบได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงมาก

 

“สิ่งที่สำคัญคือ  ต้องเฝ้าระวังและป้องกันตนเองจากไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผู้ที่เสี่ยงติดไข้หวัดใหญ่แล้วเกิด อาการรุนแรง  ได้แก่  ผู้สูงอายุ  เด็กเล็ก  ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง  ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานผิดปกติ  ควรไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่  และในช่วงอากาศที่ปรับเปลี่ยนขณะนี้  ต้องรักษาร่างกายให้อบอุ่นอย่านอนตากพัดลมหรือโดนเครื่องปรับอากาศโดยตรง  ถ้ามีอาการของไข้หวัดควรหลีกเลี่ยงของเย็น  และดื่มน้ำอุ่นนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัดผู้คนมาก ๆ  เพราะมีโอกาสเกิดการติดเชื้อได้ง่าย ถ้าอาการไม่ดีขึ้น  3-5  วัน  ควรไปพบแพทย์  รวมทั้งรับประทานผักสด  ผลไม้  หรือกินวิตามินให้ครบถ้วยตามหลักโภชนาการ”รศ.นพ.พีรพันธ์  กล่าวแนะนำ

 

ที่มา

สำนักข่าวไทย วันพุธที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2547