ชีวิตมนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้ ต้องลองดูและต้องทำ ในโลกนี้ไม่มีคนเก่งที่มาจากนั่งงอมืองอเท้า หากมาจากคนกล้าทำ กล้าคิด กล้าทดลองและกล้าต่อสู้อย่างมีสติสัมปชัญญะ

             (8):เรียนเพื่อรู้                         

                 การเรียนรู้ที่เล่าในบันทึกตอนที่ 7 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นว่าเป็นการเรียนรู้เพื่อทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด จุดเริ่มต้นของการเป็นแพทย์คือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ผมได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการทำงาน บริหารงาน การจัดทำโครงการ การสำรวจชุมชนต่างๆในขณะที่เรียนที่เชียงใหม่ 6 ปีโดยการทำกิจกรรมหลากหลายโดยเฉพาะที่ทุ่มเทอย่างมากคือค่ายอาสา ที่ต้องทำงานไปพร้อมๆกับการเรียนและที่สำคัญ ดึงให้นักศึกษาหันมาสนใจกิจกรรมอาสาพัฒนาชนบทมากขึ้น

                บทเรียนจากค่ายอาสาชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัยเหมือนโลกกว้างใหญ่สำหรับนักเรียนที่เพิ่งจบชั้นมัธยมในมหาวิทยาลัยมีกิจกรรมต่างๆให้เลือกเข้าร่วมอยู่มากมายตามความสมัครใจนอกเหนือจากกิจกรรมการเรียนตามปกติซึ่งเป็นหน้าที่หลัก  ผมเข้าเรียนแพทย์เชียงใหม่เมื่อปี 2530 ถือเป็นแพทย์เชียงใหม่รุ่นที่ 30 ตอนอยู่ปี 1 ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัยอย่างมากอาทิชมรมโรตาแรคส์ชมรมรักบี้-ว่ายน้ำทำกิจกรรมวันมหิดลแต่ที่ชอบเป็นชีวิตจิตใจเลยคือการออกค่ายอาสาพัฒนาที่ตลอด 6 ปีผมออกค่ายอาสาพัฒนาถึง 11 ครั้ง

                  ค่ายอาสาพัฒนาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีอยู่หลายชมรมทั้งของมหาวิทยาลัยเองและของคณะต่างๆผมเคยไปออกค่ายอาสากลางของสโมสรนักศึกษามช. ออกค่ายคณะศึกษาศาสตร์ค่ายอาสาพัฒนาของนักศึกษา 5 คณะสวนดอก(ปัจจุบันมีมากกว่า 5 คณะ) ค่ายอาสาของแต่ละคณะก็จะมีความแตกต่างกันไปบ้างโดยจะเน้นในส่วนที่คณะหรือวิชาชีพของตนเองเกี่ยวข้องนอกเหนือไปจากการสร้างสิ่งก่อสร้างให้แก่หมู่บ้านซึ่งหลายครั้งเราชาวค่ายที่ออกค่ายบ่อยๆจะเริ่มมีความคิดเปลี่ยนไปจากการไปสร้างอะไรให้ชาวบ้านไปสู่การเรียนรู้อะไรจากชาวบ้านแต่คนที่เพิ่มออกค่ายครั้งแรกๆจะสนุกและภูมิใจกับการไปสร้างส้วมสร้างประปาหมู่บ้านยุ้งข้าวอาคารเรียนให้ชาวบ้านและเราก็พบว่าหลายครั้งสิ่งเหล่านี้กลายเป็นอนุสรณ์สถานของชาวค่ายที่ชาวบ้านไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์จริง  อาสาคณะศึกษาก็เน้นการสร้างอาคารเรียนและการเรียนการสอนของนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลอาสากลางของมช.จะเน้นการเรียนรู้วิถีชาวบ้านการขบคิดถกเถียงเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตปัญหาสังคมส่วนอาสาของ 5 คณะสวนดอกก็เน้นไปทางด้านสุขภาพอนามัย

                   ค่ายอาสาพอชหรือชมรมพัฒนาอนามัยและชนบทเป็นค่ายอาสาของนักศึกษา 5 คณะสวนดอกที่สังกัดโดยตรงกับคณะแพทยศาสตร์  ถือกำเนิดตั้งแต่อาจารย์หมอเกษมวัฒนชัยองคมนตรีเป็นนักศึกษาแพทย์ (อาจารย์เป็นแพทย์เชียงใหม่รุ่นที่ 4 และเป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่คนแรก  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เกิดทีหลังคณะแพทย์เชียงใหม่ 7 ปี) ประมาณ 2507-2508 ขณะอาจารย์เป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4 ได้จัดกิจกรรมออกค่ายอาสาเป็นรุ่นแรกและก็ได้ขยายวงเป็นที่รวมการทำกิจกรรมเพื่อชนบทของนักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพจนถึงปัจจุบัน

                    ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับค่ายอาสาพอช. ตั้งแต่ปี 1 โดยเป็นชาวค่ายที่อ.แม่แจ่มแล้วเกิดความประทับใจในทีมงานและกิจกรรมของชมรมตอนอยุ่ปี 2 ก็เลยได้เข้าร่วมเป็นทีมงานค่ายเต็มตัวและขึ้นปี 3 เมื่อ 2532 ก็ได้รับเลือกเป็นประธานชมรมพอช. (คุณหมอขจรวินัยพานิชปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลพิชัย.อุตรดิตถ์ชอบแซวเล่นว่าพอช. แปลว่าพวกไอ้เชฐ) ตอนอยู่ชั้นปี 2 มีพี่ดิเรก(ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางคล้าฉะเชิงเทรา) เป็นประธานแต่ผมก็ได้ลงไปร่วมทีมด้วย(ปกติปี 2 จะเรียนหนักมักไม่ค่อยได้รับผิดชอบกิจกรรมชมรมของคณะ) ได้ฝึกการทำโครงการการจัดซื้อจัดจ้างพอมาเป็นประธานเองในปีต่อมาก็เลยรู้ช่องทางดีไม่ต้องเริ่มใหม่  ค่ายพอช.สมัยนั้นจะรับทีมงานและชาวค่ายจาก 5 คณะฝั่งสวนดอก(ฝั่งคณะแพทย์) ที่มีคณะแพทย์เภสัชทันตะพยาบาลเทคนิคการแพทย์

                    การทำค่ายพอช.ในปีที่ผมเป็นประธานนั้นมีข้อดีคือเรามีทีมงานที่ผนึกกำลังกันแน่นมากทั้งในส่วนเพื่อนร่วมรุ่นคณะแพทย์ด้วยกันและน้องๆจากคณะอื่นๆ(ทีมงานที่ทำค่ายของคณะแพทย์จะเป็นปี 3 ซึ่งเป็นปีที่ต้องรับผิดชอบกิจกรรมชมรมต่างๆของคณะส่วนคณะอื่นๆจะเป็นปี1-2 ซึ่งเป็นรุ่นน้อง) ปีนั้นเรามีการออกค่ายทั้งหมด 5 ครั้ง(ครั้งละ 5-8 วัน) ทำให้เราสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้านในหมู่บ้านได้ครบทั้งปีออกค่ายที่บ้านแม่ลายเตียนอาง.ฮอด.เชียงใหม่การเปิดรับสมัครชาวค่ายแต่ละครั้งจะมีนักศึกษาแย่งกันสมัครจำนวนมากเป็น 2-3 เท่าของจำนวนที่รับได้และรับเฉพาะกลุ่ม 5 คณะสวนดอกเวลารับสมัคร 12.10 . ปรากฎว่า 11.30 . นักศึกษาก็จะมาเข้าแถวสมัครกันเต็มเหยียดแล้วหลายค่ายต้องขยายจำนวนคนจากรับ 60 คนเป็น 80 คนหรือจาก 80 คนเป็น 120 คนการขยายจำนวนแบบนี้จะส่งผลต่อการบริหารจัดการค่ายเพราะงบประมาณไม่ได้เพิ่มตามไปด้วยในการออกค่ายส่วนใหญ่เราจึงไปจำกัดประเภทอาหารการกินเพื่อให้ได้จำนวนเพียงพอกับคนที่เพิ่มขึ้นโปรตีนเกษตรจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่นำมาทดแทนอาหารประเภทหมูหรือเนื้อ

                  ตอนที่เราคัดเลือกหมู่บ้านว่าจะออกค่ายที่ไหนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมเราจะกำหนดหลักเกณฑ์การเลือกหมู่บ้านไว้ก่อนแล้วหาข้อมูลเบื้องต้นจากแหล่งต่างๆ  นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกันเพื่อคัดเลือกหมู่บ้านจำนวนหนึ่งประมาณ 10 หมู่บ้านไว้สำหรับการออกสำรวจหมู่บ้านจริงว่าข้อมูลจากกระดาษกับของจริงไปด้วยกันไหมและเหมาะจะออกค่ายอาสาจริงไหมช่วงของการถกเถียงเพื่อเลือกหมู่บ้านจะทำกันอย่างจริงจังเรียกว่าเถียงกันเอาเป็นเอาตายตามเหตุผลที่แต่ละคนมีพอปิดประชุมก็จบออกไปกินข้าวด้วยกันต่อได้ไม่โกรธกันการทำงานสมัยนักศึกษานั้นจะไม่มีผลประโยชน์ซ่อนเร้นนักศึกษาทุกคนทำงานด้วยใจรักไม่มีค่าตอบแทนไม่มีรายได้ให้ไม่มีสองขั้นมีแต่การขัดกันทางความคิดไม่มีการขัดผลประโยชน์ทำให้เราทำงานด้วยกันได้  อาจารย์หมอผจญวงษ์ตระหง่านบอกว่าการขัดแย้งที่น่ากลัวที่สุดคือการขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์

                    ตอนออกสำรวจหมู่บ้านเพื่อคัดเลือกหมู่บ้านก็จะสนุกมากและทรหดพอควรออกกันเป็นสัปดาห์ 10 หมู่บ้านพร้อมกับความรับผิดชอบของทุกคนที่ออกสำรวจว่าใครรับผิดชอบการหาข้อมูลด้านไหนต้องหามาให้ได้ละเอียดมากที่สุดหลังจากออกสำรวจครบก็นำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาเพื่อคัดเลือกหมู่บ้านก็ได้ที่บ้านแม่ลายเตียนอางหมู่บ้านกระเหรี่ยงที่อยู่อำเภอฮอดเกือบถึงเขตอำเภออมก๋อยพอตัดสินใจเลือกหมู่บ้านได้แล้วก็ต้องออกไปสำรวจเชิงลึกในหมู่บ้านที่เลือกเพื่อต้องการหาข้อมูลความต้องการที่แท้จริงหรือFelt needsของชาวบ้านโดยออกไปคุยกับชาวบ้านกับผู้ใหญ่บ้านโรงพยาบาลสถานีอนามัยที่ว่าการอำเภอเมื่อได้ข้อมูลแล้วก็เอามาจัดทำแผนงานโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากทางมหาวิทยาลัยและมีข้อมูลประกอบเพื่อDefend งบประมาณ 

                  ก่อนออกค่ายครั้งแรกซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่จะต้องเตรียมพื้นที่ให้ดีเพราะเราต้องออกค่าย 5 ครั้งถ้าออกค่ายครั้งแรกแล้วไม่ประทับใจทั้งชาวบ้านชาวค่ายก็จะมีปัญหาในการทำงานอย่างต่อเนื่องได้จึงต้องมีการเตรียมพื้นที่กันก่อนโดยการสำรวจหมู่บ้านสร้างความสัมพันธ์เบื้องต้นจัดทำแผนที่หมู่บ้านซึ่งปัจจุบันแนวคิดเรื่องเครื่องมือทางเวชศาสตร์ครอบครัวเรียกว่าแผนที่เดินดิน  เราก็ทำผังบ้านทุกหลังในหมู่บ้านโดยการเดินสำรวจจริงและปีนต้นไม้สูงเพื่อสังเกตคงวามเชื่อโยงต่างๆด้วยโดยผมมักจะเป็นคนปีนเป็นส่วนใหญ่เพราะเป็นเด็กบ้านนอกและอยู่บ้านก็ปีนเก็บมะพร้าวอยู่บ่อยๆ) ในหน้าแล้งจะทำง่ายเพราะหญ้าไม่รกแต่พอหน้าฝนต้องมาเดินสำรวจกันใหม่เพราะทางเดินในหมู่บ้านมีการเปลี่ยนแปลงและหญ้ารกขึ้นมาก  การสร้างความสัมพันธ์กับชาวบ้านต้องใช้เวลาครั้งแรกที่เข้าหมู่บ้านเขาวิ่งหนีเข้าป่ากันหมดคิดว่าเราเป็นป่าไม้จะมาจับเขาแต่พอหลายๆครั้งเขาก็รับรู้ได้ว่าเราเป็นมิตรกับเขาความคุ้นเคยไว้วางใจก็เกิดขึ้นเรื่อยๆจนเป็นความรู้สึกดีๆและคราบน้ำตาเมื่อเราเสร็จสิ้นค่ายที่ 5 และการเริ่มสร้างสัมพันธ์ที่ง่ายก็คือเข้าหาเด็กๆก่อนทำกิจกรรมกับเด็กๆจนเกิดความคุ้นเคยแล้วเขาจะดึงพ่อแม่เข้ามาร่วมกิจกรรมกับเราได้

                     การบริหารงานชมรมอาสาของผมจะแบ่งงานออกเป็นฝ่ายๆคือฝ่ายโยธาฝ่ายสาธารณสุขฝ่ายศึกษาและฝ่ายสร้างสัมพันธ์มีหัวหน้าฝ่ายรับผิดชอบโครงการของฝ่ายตนและมีทีมกลางเป็นเสมือนฝ่ายบริหารงานทั่วไปคอยอำนวยความสะดวกหากเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนๆกับการทำงานในโรงพยาบาลชุมชนเลยแต่ในการออกค่ายแต่ละครั้งถือเป็นโครงการๆหนึ่งผมจะจัดให้มีประธานค่ายขึ้นมาเป็นผู้รับผิดชอบและตัดสินใจในการออกค่ายครั้งนั้นๆ  มีทีมงาน5-6 คนของประธานค่ายเรียกว่าประสานงานเป็นทีมบริหารจัดการและฝ่ายต่างๆก็จะมีการตั้งผู้รับผิดชอบงานของฝ่ายในค่ายนั้นๆที่จัดแบบนี้เพราะผมเชื่อว่าเพื่อนๆน้องๆมีความสามารถกันหลายคนหากเราทำเองอยู่เรื่อยก็จะได้ประสบการณ์คนเดียวแต่ถ้าทำแบบนี้ก็จะเหมือนมีประธานค่าย 5 คนเป็นการแบ่งอำนาจให้คนอื่นๆด้วยโดยหากมีปัญหาในการตัดสินใจผมก็จะยกให้ประธานค่ายเขาเป็นคนตัดสินใจส่วนผมเป็นแค่ที่ปรึกษาและชาวค่ายเท่านั้นไม่เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินใจของเขา

                        งานในค่ายของโยธาก็มีการสร้างอาคารเรียน 1 หลังขุดบ่อน้ำตื้นให้โรงเรียนฝ่ายสาธารณสุขก็มีการตรวจรักษาการตรวจพยาธิให้แก่ชาวบ้านฝ่ายศึกษาก็มีกิจกรรมเสริมความรู้สำหรับเด็กส่วนสร้างเสริมสัมพันธ์จะเป็นกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ที่ดีของชาวค่ายและชาวบ้าน (ยังมีต่อครับ พิเ