หมอบ้านนอกไปนอก(5):หมอบ้านนอก


การบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่ใช่คิดเอาเองอย่างเดียว ต้องมีหลักการ ผมจึงเรียนการบริหารทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เพื่อที่ว่าจะได้ไม่บริหารงานแบบคิดเอาเอง ซึ่งอาจส่งผลเสียระยะยาวต่อโรงพยาบาลได้

              (5):หมอบ้านนอก

                  ผมตั้งใจตั้งแต่เข้าเรียนแพทย์ปี 1 ว่าจะออกไปทำงานในโรงพยาบาลอำเภอ ตอนอยู่ ปี 2-3 พอปิดเทอมก็จะขอไปสังเกตการทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ไปที่โรงพยาบาลพิชัย อุตรดิตถ์ กับที่โรงพยาบาลละหานทราย บุรีรัมย์ ตอนอยู่ปี 5 เรียนวิชาเวชศาสตร์ชุมชน อาจารย์ให้ออกไปพูดหน้าชั้นเรื่องอะไรก็ได้แบบไม่ต้องเตรียมตัว ผมได้รางวัลมาในหัวข้อ ความตั้งใจของข้าพเจ้าเมื่อเรียนจบแพทย์ คือตั้งใจออกไปทำงานในโรงพยาบาลชุมชนและเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล

                   รุ่นผม พอจบแพทย์แล้ว ผมกับเพื่อนๆ พอช.ก็ไปเที่ยวที่เกาะเสม็ดกัน แล้วก็ไปจับฉลากเลือกสถานที่ทำงานในวันที่ 1 เมษายน 2536 สมัยนั้นใช้วิธีจับลูกปิงปอง ถ้ามีคนเลือกเกินโควตาที่กำหนด แต่ละจังหวัดก็จะส่งพี่แพทย์ไปคอยให้คำแนะนำชักชวนน้องๆให้ไปอยู่ด้วย ผมกับเพื่อนอีก 5 คนเลือกลงที่จังหวัดลำปาง (ต้องเลือกโรงพยาบาลด้วย) โควตา 6 คน เราเลือกเต็มหมดเลย แล้วก็พยายามไซโคคนอื่นๆไม่ให้เลือก ก็ปรากฏว่าไม่มีใครเลือกแข่งด้วยในรอบแรก พวกผมจึงไม่ต้องจับลูกปิงปอง ผมกับโอ๊คหรืออัครพงศ์ ศรีภูษณพรรณ เลือกที่งาว ป๊อบ(เรืองศักดิ์ ธนจินดาวงศ์ ปัจจุบันเป็นศัลยแพทย์ เคยเล่นรักบี้ด้วยกัน ป๊อบคนส่งลูก ส่วนผมเป็นคนเขี่ยลูก)กับเบิ๊ด (พิพัฒ เครือบวัง ปัจจุบันเป็นกุมารแพทย์ที่แม่สอด)เลือกที่เมืองปาน เอก (เกรียงศักดิ์ สาลีผล ปัจจุบันเป็นสูติแพทย์อยุ่ที่ลำปาง)กับป๋อม (ปิยะ ปิยวรรณศิริกุล ปัจจุบันเป็นกุมารแพทย์)เลือกที่แจ้ห่ม ในการทำงานปีแรกๆเราจึงเจอเพื่อน มอชอด้วยกันอยู่

                  โรงพยาบาลงาว เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง อยู่ห่างลำปางไปทางพะเยา เชียงราย 85 กิโลเมตร มีพี่โจ๊กหรือพี่โกมล  ภัทรฤทธิกุล เป็นรุ่นพี่เชียงใหม่รหัส 25 งาวมีประชากรประมาณ 5-6 หมื่นคน ทางไปงาวจะเป็นแบบสองเลนและคดเคี้ยวมาก ถ้าไม่มีรถส่วนตัวจะนั่งรถบัสสีเขียวไปเป็นรถประจำทางของลำปาง-เชียงราย สายเก่า ผมเรียกว่า มรกตทัวร์ เป็นแพทย์ประจำสองคนกับโอ๊ค คนไข้เยอะมาก ตรวจกันทั้งวัน อยู่เวรคนละสัปดาห์ จะถูกตามบ่อยมาก อดนอนจนป่วยหลังจบสัปดาห์การอยู่เวรบ่อย แต่ก็ยังมีเวลาไปเล่นบาสเก็ตบอลกับเด็กนักเรียนมัธยมที่โรงเรียนประจำอำเภอเกือบทุกวัน โอ๊คมีรถเก๋ง ส่วนผมมีมอเตอร์ไซด์ เวลาไปไกลๆก็ใช้รถโอ๊ค เวลาไปใกล้ๆก็ใช้รถผม ผมฝึกเล่นบาสกับเด็กๆจนเข้าแข่งขันได้ แล้วก็มาทำสนามกีฬาในโรงพยาบาล ชวนครูมาแข่งบาสเก็ตบอลกัน โอ๊คเป็นนักบาส เล่นเก่งมาก สูงกว่าผมไม่มากแต่สามารถกระโดดทิปบอลได้ ส่วนผมอาศัยตัวเล็กวิ่งไว ก็จะเล่นปีกแล้วก็แครี่บอลเข้าไปชูตได้ เราเล่นเข้าขากันมาก โอ๊คโดดทิปบอลได้แล้วรีบส่งให้ผมวิ่งไปทำแต้มได้อย่างรวดเร็ว ลูกใต้แป้นโอ๊คจะรีบาวด์บอลได้ดีมาก

                 อยู่งาวผมเป็นรองผู้อำนวยการด้วย มีการจัดทำห้องสมุดในโรงพยาบาล จัดกิจกรรมวันมหิดลที่ถือเป็นงานใหญ่งานหนึ่ง โดยใช้เวลาเตรียมการไม่นานนัก โอ๊คถามผมว่ารู้ได้อย่างไรว่าจะเตรียมอะไร ติดต่ออะไรตรงไหน ผมก็บอกว่าเป็นเรื่องไม่ยากเพราะเคยทำสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์มาแล้ว อยู่ลำปางจะมีการแข่งกีฬาสาธารณสุขทุกปี และในโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ผู้ชายมีน้อย ผมต้องหัดเล่นฟุตบอลด้วย ทำให้เล่นกีฬาได้หลายอย่างมากขึ้น และต้องเชิญครูพละมาฝึกสอนกีฬาให้ เราเอาจริงเอาจังกับการฝึกซ้อมมากและสังเกตว่าช่วงกีฬาจะทำให้คนในโรงพยาบาลร่วมมือกันมาก

                   ผมไปทำงานได้สักพักก็มีการประเมินความดีความชอบ ผมก็เสนอว่า ควรให้เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมในการพิจารณา พี่โจ๊กก็บอกว่าแล้วน้องจะรู้ว่าชีวิตการทำงานกับชีวิตนักศึกษามันต่างกันอย่างไร พี่เขาให้ทำโดยผมจัดทำเป็นแบบประเมินให้เจ้าหน้าที่ประเมินเพื่อนร่วมงานแต่ละคน ผลปรากฏออกมากลายเป็นว่า ใครที่ทำงานดี แต่คนอื่นๆไม่ชอบหรือได้ทำงานที่สัมผัสกับผู้อื่นเยอะ ได้คะแนนน้อย ใครที่ทำงานไม่ดีแต่พรรคพวกเพื่อนฝูงรัก คะแนนจะมาก คนที่เฉยๆไม่ค่อยยุ่งกับใคร ไม่ค่อยมีปากมีเสียงจะคะแนนดี ดูแล้วคะแนนไม่ตรงกับผลงานเลย เป็นพวกใครพวกมันมากกว่าเพราะมันเป็น Popular Vote ใช้ความรู้สึกวัดกันมากกว่า ถ้าชอบกันก็คะแนนมาก ถ้าไม่ชอบก็คะแนนน้อย พอผลออกมาแบบนี้ผมก็รู้สึกผิดหวังมาก เพราะผมต้องการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ใช่เอาตามความรู้สึกชอบใจ ผมก็โทรคุยกับมานพและสมชายที่จบออกมาทำงานในโรงพยาบาลก่อนแต่อยู่ที่สุโขทัย เขาบอกว่านี่คือชีวิตจริง ทุกคนมีผลประโยชน์แอบแฝงเสมอ ไม่เหมือนตอนทำกิจกรรม ตอนนั้นทุกคนต้องการทำงานเพื่องาน แต่พอจบออกมาแล้ว มันมีเรื่องผลประโยชน์ เรื่องความก้าวหน้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้นให้ทำใจ อย่าหวังผลอะไรมากนัก จะผิดหวังและอยู่ในระบบราชการไม่ได้นาน ก็เป็นบทสรุปของการเรียนรู้อย่างหนึ่ง

                   อยู่งาวได้หนึ่งปี พี่จุกหรือภูวนนท์ เอี่ยมจันท์ ตอนนั้นเป็นรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (ตำแหน่งคือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติพื้นที่พิษณุโลก) ได้โทรมาหาผมและจะให้ผมไปเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่พริก เนื่องจากไม่มีใครไปเพราะอยู่ไกลที่สุด เล็กที่สุดและต้องอยู่คนเดียว ผมก็บอกว่าผมอยากเป็นแพทย์ประจำที่เมืองปานซึ่งเป็นโรงพยาบาลสิบเตียงอีกหนึ่งปีเพื่อเรียนรู้ก่อนจะเป็นผู้อำนวยการ ถ้าเป็นแล้วผมก็ต้องการเป็นผู้อำนวยการที่ดี พี่จุกก็บอกว่า ยูทำได้ ผมก็ขอตัดสินใจหนึ่งคืนและผมก็ตัดสินใจไปเป็นผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลแม่พริกต่อจากพี่โบ้หรืออนุวัตร พงษ์คุณากร (ตอนแรกพี่เขาอยู่งาว พอพี่เขาย้ายไปแม่พริก ผมก็ไปอยู่แทน พอพี่เขาย้ายไปสบปราบ ผมก็ไปแทนที่แม่พริกอีก ปัจจุบันเป็นหมอกระดูกอยู่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง) พี่โบ้ทำงานเก่ง พัฒนาโรงพยาบาลแม่พริกไปได้เยอะ ตอนส่งงานพี่เขาก็สอนงานผมไปด้วย พอผมไปอยู่ต่อ ผมก็สานต่องานของพี่เขา พร้อมพัฒนาให้ดีขึ้น จนได้รับรางวัลโรงพยาบาลชุมชนดีเด่นจังหวัดลำปาง 3 ปีซ้อนและได้รับรางวัลคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขอำเภอดีเด่น 3 ปีซ้อนเช่นกัน มีสิ่งหนึ่งที่ผมยกเลิกก็คือยกเลิกการถอดรองเท้าขึ้นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยและญาติ ตอนอยู่แม่พริกนี่ก็ได้ทำงานกันอย่างเข้าขากับพี่บรรเทิง วสันทนาหรือพี่เทิง ที่เพิ่งมาขึ้นเป็นสาธารณสุขอำเภอใหม่เช่นกัน เราเข้ากันได้ดีทั้งทีม ทั้งการทำงานและเล่นฟุตบอล ผมเป็นแบ็คซ้าย ส่วนพี่เทิงเป็นปีกซ้าย ทีมคปสอ.เราแน่นมาก ทำนอง มองตาก็รู้ใจกัน ผมกับพี่เทิงไม่เคยปีนเกลียวกัน ต่างยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ปัจจุบันเป็นสาะรณสุขอำเภอเถิน ตอนอยู่ที่แม่พริก นายอำเภอท่านแรกที่ผมมาอยู่คือนายอนุวัฒน์ เดชนันทรัตน์ และต่อมาก็คือนายธงชัย เศรษฐพัฒน์ ซึ่งเพิ่งขึ้นเป็นนายอำเภอใหม่เช่นกัน

                    โรงพยาบาลแม่พริก เป็นโรงพยาบาลขนาดสิบเตียง อยู่ห่างลำปาง 120 กิโลเมตรมาทางทิศใต้ของลำปาง ห่างจากงาว 200 กิโลเมตร ระหว่างเหนือกับใต้สุด โรงพยาบาลอยู่ติดถนนแต่ทางเข้าอยู่ถนนด้านใน ตอนขอยกฐานะเป็นสามสิบเตียง ผมได้ขอทางกองแบบแผนช่วยปรับผังใหม่ โดยสร้างอาคารให้หันหน้ามาทางถนนซูเปอร์ไฮเวย์ ผมเป็นหมอคนเดียวของอำเภออยู่สองปี ไม่มีทันตแพทย์ ไม่มีเภสัชกร พอปีที่สองมีทันตแพทย์มาช่วย 1 คน เป็นคนดีและมีฝีมือคือทันตแพทย์ปัญญา ขวัญวงศ์ ผมได้ให้ช่วยเป็นรองผู้อำนวยการ หมอเขาทำได้ดีมาก (ปัญญาเป็นเพื่อนนักเรียนมัธยมรุ่นเดียวกัน ไปเรียนเชียงใหม่ด้วยกัน 1 ปี แล้วเขาเอนทรานซ์ใหม่ไปเรียนทันตแพทย์ที่ขอนแก่น ตอนนี้ทำงานที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก) เรียนจบปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมหิดล ตอนผมไปแม่พริกใหม่ๆผมสำรวจพื้นที่ทุกตารางเมตรของโรงพยาบาลเลย

                     โรงพยาบาลแม่พริก เป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ดูแลประชากรประมาณ 15,000 คน คนไข้นอกเฉลี่ย 120 คนต่อวัน ข้าราชการในอำเภอจะรู้จักมักคุ้นกันดีมาก เจอกันบ่อย เล่นกีฬาด้วยกัน โดยผมได้ริเริ่มให้มีการแข่งกีฬาข้าราชการอำเภอขึ้นทุกปี สนุกมาก เนื่องจากเป็นแพทย์คนเดียว จึงต้องอยู่เวรทุกวัน ก็ถูกตามไปดูคนไข้ฉุกเฉินเกือบทุกคืน พอได้ยินเสียงโทรศัพท์จะสะดุ้งเลย ผมตื่นแต่เช้าไปกินข้าวที่ร้านหน้าโรงพยาบาลแล้วก็ไปตรวจคนไข้ใน หลังจากนั้นก็ตรวจผู้ป่วยนอกเกือบทั้งวัน ถ้ามีประชุมในตัวอำเภอก็จะแว๊บไปร่วม ถ้าคนไข้ไม่อยากรอก็ให้ตรวจกับพยาบาลก่อน ถ้ารอได้ก็รอตรวจกับผม

                     เป็นผู้อำนวยการจะไม่ไปร่วมกิจกรรมของหน่วยงานอื่นเลยก็ไม่ได้ ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นๆด้วย อาจารย์หมอชูชาติ พรนิมิต อดีต นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก เคยสอนไว้ว่า เป็นหมอต้องราวน์คนไข้ แต่เป็นผู้อำนวยการต้องราวน์โรงพยาบาล ถ้าไปประชุมที่จังหวัดก็จะขอน้องแพทย์จากโรงพยาบาลเถินมาช่วย แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนัก อยู่แม่พริกผมมีผ่าตัดบ่อยทั้งผ่าตัดไส้ติ่งและไส้เลื่อน เวลาผ่าตัดต้องทำการบล็อกหลังคนไข้ก่อน ผมต้องเป็นทั้งศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์ มีพยาบาลคอยช่วย โชคดีที่เวลาผ่าตัดยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น มีครั้งหนึ่งผ่าตัดแม่ยายปลัดอำเภอที่สนิทกัน หาไส้ติ่งยากมากเพราะมุดอยู่ด้านหลัง ใช้เวลาตั้งชั่วโมงครึ่งกว่าจะเสร็จ แต่ก็ไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไร ก่อนผ่าตัดทุกครั้ง ผมจะสวดมนต์และทำสมาธิก่อนเข้าห้องผ่าตัดเสมอ

                   ตอนเย็นจะออกหมู่บ้านร่วมกับฝ่ายส่งเสริมสุขภาพและฝ่ายสุขาภิบาล ตอนบ่ายจะออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเรื้อรัง ทำงานสนุกมาก เจ้าหน้าที่เป็นน้องใหม่เป็นส่วนใหญ่ ก็ลุยกันได้เต็มที่ ตอนที่เริ่มทำHome Health care ใหม่ๆเมื่อปี 2538 เกิดจากการเยีย่มผู้ป่วยเอดส์ที่บ้านและชุมชน ที่อำเภอแห่งหนึ่งเขาทำก่อนผม เขาเล่าให้ฟังว่า พอพาทีมโรงพยาบาลไปเยี่ยมคนไข้เอดส์ที่บ้าน หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันเขาก็ผูกคอตาย เพราะชาวบ้านสงสัยว่าเขาเป็นเอดส์และแสดงความรังเกียจเขา จากการที่หมอไปเยี่ยมถึงบ้าน ตอนนั้นการยอมรับของชุมชนยังไม่ดี ผมกับทีมก็มาคุยกันแล้วก็ปรับแผนเลย ใช้ชื่อโครงการว่า สายใยสุขภาพ เริ่มจากการไปเยีย่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังทั่วๆไปก่อนเช่นเบาหวาน ความดันสูง มะเร็งหรืออัมพาต ทำไปสักเดือนหนึ่งก็เริ่มเยีย่มผู้ป่วยเอดส์พ่วงไปด้วยกัน ทำให้ไม่เกิดการสงสัยเฉพาะคนที่หมอไปเยี่ยม การเยีย่มบ้านคนไข้ สร้างสัมพันธ์ที่ดีมาก ขากลับจะได้ของกิน ผลไม้ติดมือกลับโรงพยาบาลทุกวัน

                  อยู่แม่พริกได้สามปีถึงปี 2540 ก็รู้สึกว่าอยากเรียนรู้ระบบใหม่ๆ ก็เลยตัดสินใจย้าย แต่ก็มีความผูกพันมาก ตัดสินใจอยู่นานเป็นเดือน เลือกไว้สามแห่งคือโรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก โรงพยาบาลบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย และโรงพยาบาลวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก และตัดสินใจสุดท้ายไปอยู่ที่บ้านตาก

                    โรงพยาบาลบ้านตาก ตอนนั้นปี 2540 ก็พัฒนามาระดับหนึ่ง มีคุณหมออนุเวช วงศ์มีเกียรติ เป็นผู้อำนวยการ เป็นรุ่นน้องผมหนึ่งปี ตอนนี้เป็นศัลยแพทย์อยู่โรงพยาบาลอ่าวอุดม ตอนที่ผมตัดสินใจจะเลือกที่ย้าย คุณหมอบุญส่ง (ปัจจุบันเปิดคลินิกอยู่ที่อำเภอบ้านตาก) ได้ไปหาผมที่แม่พริก ชวนผมมาอยู่ที่บ้านตาก เพราะน้องเขาไม่อยากเป็นผู้อำนวยการ ผมติดต่อมาที่ สสจ.ตากได้คุยกับอาจารย์หมอวีระ ภู่พัฒนกูล ท่านน่ารักมาก ท่านบอกว่า ดีมากเลยหมอ คนที่จบมาหลายปีแล้ว ยังไม่เคยมีใครย้ายมาอยู่ตากเลย เพราะห่างไกล ชายแดนและเป็นเมืองเล็ก ถือว่ามาช่วยชาวตาก ทำให้ผมรู้สึกดีมากเลย รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า พอผมย้ายมาอาจารย์ก็พาไปเลี้ยงรับเป็นการส่วนตัวกับครอบครัวผมและพี่ศุภกิจ ก็ประทับใจอาจารย์วีระมาก เพื่อนผมคนหนึ่งเคยอยู่ที่บ้านตาก เขาบอกว่าย้ายมาทำไม ไม่เห็นมีอะไรเลย แล้วก็คนบ้านตากหัวหมอ ทำงานยาก แต่พอผมมาอยู่ก็ไม่เห็นมีอะไร ก็อยู่ได้สบายดี อยุ่ที่ตากผมได้พี่เลี้ยงที่ดี เป็นคนเก่งมากทำหน้าที่รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตากอยู่ตอนนั้น เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำที่ดีมากคือพี่ศุภกิจ ศิริลักษณ์ เป็นตัวอย่างของคนทำงานที่ดี มีหลักการและมีวิชาการด้วย ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข

                    เจ้านายโดยตรงของผมที่บ้านตากคือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดตาก ตลอดสิบปีก็ได้ทำงานกับเจ้านายที่ดีทุกท่าน เข้าใจ ให้โอกาส เป็นผนังพิงให้ตลอด เป็นกันเอง เหมือนพี่เหมือนน้อง ตั้งแต่อาจารย์วีระ ภู่พัฒนากูล ผู้ที่ทำให้ผมตัดสินใจมาอยู่ที่บ้านตาก อาจารย์ชูชาติ พรนิมิตร ที่จะคอยสอนวิธีการบริหารจัดการแบบทางอ้อมให้เสมอๆ อาจารย์ชำนาญ หาญสุทธิเวชกุล เป็นเจ้านายที่น่ารัก ให้อิสระในการทำงานและท่านปัจจุบันคืออาจารย์ปัจจุบัน เหมหงษา ที่เปิดโอกาสให้ได้ทำงาน ได้แสดงความสมารถและใจดีมากเช่นกัน รวมทั้งได้ให้โอกาสผมมาทำงานในหน้าที่ของรองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกันในปัจจุบัน

                    ส่วนเจ้านายทางอ้อม แต่ผมก็คิดว่าเป็นหัวหน้าเหมือนกัน แม้ไม่ใช่สายบังคับบัญชา แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ของท่านคือนายอำเภอบ้านตาก ท่านแรกผมมาได้ไม่กี่เดือน ท่านก็ย้าย ส่วนท่านที่สองคือนายอำเภอพงษ์ศักดิ์ วังเสมอ เป็นนายที่น่ารักมาก ใจดี เปิดโอกาสให้ทำงานได้เต็มที่และสนใจในงานสาธารณสุขด้วย ตอนนี้ท่านเป็นรองผู้ว่าพิษณุโลก ท่านอยู่ 4 ปี ท่านถัดมาคือนายอำเภอพัลลภ ศรีภา ท่านอยู่ 5 ปี เป็นนายที่ทำงานเร็ว เกาะติดงาน เอาจริงเอาจัง เห็นผลงานเร็ว ผมค่อนข้างจะสนิทกับท่านมาก ก่อนเดินทางมาเบลเยียม ท่านและภรรยาได้พาผมกับครอบครัวไปเลี้ยงส่งด้วย ตอนอยู่แม่พริกกับนายอำเภอทรงชัย เศรษฐพัฒน์ ก็สนิทกับท่าน ตอนผมย้ายจากแม่พริกมาตาก ท่านก็พาผมกับครอบครัวไปเลี้ยงส่งเช่นกันและมาส่งผมที่โรงพยาบาลแม่พริกในวันเดินทางด้วย ตอนที่ผมย้ายจากแม่พริกนอกจากเจ้าหน้าที่ที่แม่พริกมาส่งแล้ว ก็มีประธานอสม.และอสม.เกือบยี่สิบคนตามมาส่งด้วย ก็นับว่าชีวิตการทำงานที่ผ่านมาของผมโชคดีมากที่มีเจ้านายทั้งระดับสสจ.และระดับอำเภอให้ความเอ็นดูและสนับสนุนการทำงานมาก

                    อีกท่านหนึ่งที่ช่วยพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากอย่างมากคือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก นายฮึกหาญ โตมรศักดิ์ ท่านไปที่บ้านตากบ่อยมาก มาชวนพวกเราไปทานก๊วยเตี๋ยวมื้อกลางวัน ท่านช่วยหาเงินบริจาคสร้างอาคารผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก สมทบร่วมกับการบริจาคของพระครูพิทักษ์บรมธาตุและอาจารย์ทัศนีย์ เทียนทอง ตอนหาเงินบริจาคและก่อสรางอาคาร ผมเข้าไปหาท่านที่ศาลากลางบ่อยมาก ตอนหลังสี่ทุ่มไปแล้ว เพราะท่านจะไปเยี่ยมราษฎรในตอนกลางวันและจะเซ็นต์งานตอนกลางคืน ตอนเย็นท่านจะร่วมงานต่างๆที่มีผู้เชิญและเล่นกีฬา ท่าถือว่าเป็นคนดีศรีมหาดไทย คนหนึ่ง

                    ครูบาพานหรือพระครูพิทักษ์บรมธาตุ เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุบ้านตาก เจ้าคณะอำเภอบ้านตาก ได้บริจาคเงิน 4.5 ล้านบาท สร้างอาคารผู้ป่วยในขนาด 30 เตียง 1 หลังเมื่อปี 2543 ตอนที่ท่านเรียกผมไปพบ ท่านบริจาคให้แล้วท่านให้ผมเปิดบัญชีเองเลย ผมบอกว่าไม่ได้เพื่อความโปร่งใสขอเปิดเป็นกองทุนอาคารพระครูพิทักษ์บรมธาตุ โดยมีผมกับท่านลงนามถอนเงิน หลายคนคิดว่าเงินบริจาคเป็นของวัดพระบรมธาตุ จริงๆแล้วไม่ใช่เป็นเงินส่วนตัวของท่านที่ท่านเก็บออมไว้เองตั้งแต่บวชมา ท่านเปิดบัญชีเงนิให้ผมดูเลย

                    อาจารย์ทัศนีย์ เทียนทอง กับคุณลุงสุนทร เทียนทอง ได้บริจาคเงินสร้างอาคารผู้ป่วยนอก 1 หลัง จำนวน 7 ล้านบาท (ราคาสร้าง 9 ล้านบาท) ตั้งชื่ออาคารเป็นที่ระลึกแก่คุณไชยกุล ไผทฉันท์ น้องชาย และพอสร้างเสร็จท่านก็บริจาคอีก 2 ล้านบาทซื้อเครื่องมือและรถพยาบาล ท่านรู้สึกรักโรงพยาบาลบ้านตากเหมือนกับเป็นบ้านท่านเลย การก่อสรางนี้ผมพิถีพิถันมากทั้งการใช้งาน การออกแบบและการก่อสร้าง อาจารย์ทัศนีย์บอกผมว่าถูกใจทั้งหมด วันที่ผมเดินทางเมื่อ 4 กันยายน 2550 ผมก็ไปกราบอาจารย์ก่อนไปขึ้นเครื่องบินที่สุวรรรภูมิ

                    ผมเป็นผู้อำนวยการคนแรกที่มีประสบการณ์เป็นผู้อำนวยการมาแล้ว 3 ปี  และไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ จึงสามารถต่อยอดงานและพัฒนางานไปได้เลย มีที่ผมยกเลิกก็คือการให้ถอดรองเท้าขึ้นอาคารโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยและญาติ ตอนนั้น กรรมการบริหารหลายคนคัดค้าน บอกว่าถ้าไม่ถอดรองเท้า อาคารจะสกปรกมาก ผมก็บอกว่าการที่คนไข้และญาติถอดรองเท้า เข้าไปในห้องฉุกเฉิน ถ้ามีเลือด มีเข็มตกอยู่ เขาไปเหยียบแล้วเกิดอันตรายไหม และการที่เขาถอดรองเท้าแต่เจ้าหน้าที่ทุกคนใส่รองเท้าได้ ในความรู้สึกถ้าเราเป็นผู้ป่วยและญาติ เราจะรู้สึกอย่างไร สำหรับผมแล้วรู้สึกเหมือนพวกศักดินาหรือการแบ่งแยกมาก สุดท้ายทุกคนก็ยอมรับ ก็ใช้เวลาสามเดือนในการสร้างความเข้าใจและผมก็รับประกันกับเขาว่า โรงพยาบาลบ้านตากจะสะอาดไม่น้อยกว่าตอนที่ให้ถอดรองเท้า และก็ทำได้ ทุกคนที่ไปเยือนโรงพยาบาลบ้านตาก จะได้เห็นความสะอาดของอาคารสถานที่มาก ผมถือว่าหน้าที่การทำความสะอาดเป็นหน้าที่หลักของเรา ไม่ใช่หน้าที่คนไข้ แต่ถ้าเราทำสะอาดแล้ว คนไข้จะเกรงใจและพยายามไม่ทำสกปรก ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่ผมพูด อีกเรื่องก็คือเรื่องชุดเจ้าหน้าที่ พบว่าพยาบาลส่วนใหญ่ไม่สวมชุดพยาบาล ผมก็ใช้เวลาหกเดือนกว่าจะทำให้ทุกคนใส่ได้ พี่เย็น (ปริญฎา)ก็มาขอบคุณผมที่ช่วยให้พยาบาลใส่แบบฟอร์มของพยาบาลได้

                     ผมคิดว่า ถ้าเราจะล้มเลิกระบบเก่าของเขาแล้วตั้งระบบใหม่ขึ้นมา ระบบใหม่มันต้องทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าระบบเก่า ไม่ใช่แค่เปลี่ยนระบบเท่านั้น เมื่อจะเปลี่ยนแปลงอะไรจึงต้องศึกษาข้อมูลเดิม ผลลัพธ์ของเดิม วิธีการเดิมก่อนอย่างลึกซึ้ง ด้วยใจไม่อคติ ไม่ใช่มาถึงปุ๊บรู้สึกอันนี้ไม่ถูกใจ อันนั้นไม่ถูกใจก็สั่งเปลี่ยนเลย อันนี้ผมว่าไม่รอบคอบ ผมใช้เวลาอ่านเอกสารต่างๆในอดีตของโรงพยาบาลบ้านตากอยู่ 6 เดือน เพราะเชื่อว่าการรู้อดีต ทำให้เราเข้าใจปัจจุบันและฝันถึงอนาคตได้ชัดเจน ขณะเดียวกันต้องหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมด้วย เพราะการบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่ใช่คิดเอาเองอย่างเดียว ต้องมีหลักการ ผมจึงเรียนการบริหารทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เพื่อที่ว่าจะได้ไม่บริหารงานแบบคิดเอาเอง ซึ่งอาจส่งผลเสียระยะยาวต่อโรงพยาบาลได้ (ผลระยะสั้น อาจไม่เห็นอะไรเด่นชัดเพราะผลของการบริหารและปรับระบบน่าจะใช้เวลาสัก 2-3 ปี

                     อยุ่ที่บ้านตาก ผมได้สามารถทำความฝันของผมอย่างหนึ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มทำงานคือการก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาล มาสำเร็จที่บ้านตาก โดยเงินบริจาคจากหลายๆท่านสมทบกับจากอาจารย์ทัศนีย์ เทียนทอง อีก 5 แสนบาท ที่นำไปมอบให้ผมในวันที่ผมไปรับโล่รางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นที่ศิริราช ทำให้มีเงินต้นครบ 1 ล้านบาท จนสามารถตั้งมูนิธิโรงพยาบาลบ้านตากได้ และได้จัดงานเปิดตัวมูลนิธิในงาน 31 ปีโรงพยาบาลบ้านตาก ได้บริจาคเพิ่มเติมมาอีกโดยเฉพาะจากคุณอุดร ตันติสุนทร คุณรักษ์ ตันติสุนทรและครอลบครัวอีก  3.5 ล้านจนปัจจุบันมูลนิธิมีเงิน 5 ล้านกว่าบาท 

                     ผมอยู่บ้านตากมา 10 ปี เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโรงพยาบาลบ้านตากมามากแล้ว ในบันทึกนี้คงเขียนสั้นๆเท่านี้ ตอนที่ออกมาจากบ้านตาก ก็ได้เห็นพฤติกรรมของคนบางคนที่เปลี่ยนแปลงไปตามขั้วอำนาจใหม่ เป็นจิ้งจกที่ดีมาก ในขณะเดียวกันก็ได้รู้ซึ้งถึงมิตรภาพของคนอีกหลายคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดเรา ไม่ได้เสนอหน้ากับเราแต่มีมิตรภาพทางใจที่ดีต่อกัน ได้เห็นสัจธรรมหลายๆอย่าง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่จีรังยั่งยืน สมกับคำว่า รู้หน้าไม่รู้ใจ และก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคงใกล้ชิดเราอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งยามที่เราสามารถใช้อำนาจช่วยเขาได้และยามที่เราไม่สามารถใช้อำนาจเหล่านั้นได้อีก นี่คือเพื่อนแท้ ที่หาได้ไม่ยากนัก แต่ผมเชื่อว่าที่บ้านตากนี้ ผมมีไม่น้อยเลย

                   เขียนมายาวอีกเช่นเคย ยามอยู่ไกลบ้าน เมื่อเรามีเวลาส่วนตัว เราก็จะสามารถคิดอะไรได้มากมาย ทั้งทางบวกและทางลบ วันแรกๆ ความคิดทางลบจากความเหงา ความเดียวดาย ความคิดถึงจะมาก แต่เมื่อเราค่อยๆปรับตัว ความคิดทางบวกจะเริ่มเข้ามา มาสร้างพลังให้กับเราที่จะก้าวต่อไปในเส้นทางแห่งชีวิต  

                   ผมจบบันทึกนี้ด้วยส่วนหนึ่งของเพลงที่ร้องตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ว่า “สนุกสุขสันต์หรรษาพื้นนภาย่ำค่ำ เสียงเพลงพวกเราพึมพรำ พร่ำเพรียกพิไล แพทยศาสตร์เราเห็นเห็นไหม ผองชาวไทย เรียกเรา เร้าเรียกเสียงไทยชวนเรา โศกเศร้าแสนเปลี่ยว โรคภัยสุขสันต์หรรษา ขวัญประชาหดหู่ แพทย์ศาสตร์เราจงเอ็นดู ปกป้องผองไทย” 

พิเชฐ  บัญญัติ

ห้องพัก Tel Helme

Oostduinkerke, Belgium

13 กันยายน 2550

23.30 น. (04.30เมืองไทย)

หมายเลขบันทึก: 128492เขียนเมื่อ 15 กันยายน 2007 17:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2019 16:57 น. ()สัญญาอนุญาต:


ความเห็น (11)

ตอนนี้พี่หมอไม่ได้อยู่เมืองไทยหรือคะถึงได้มีเวลาบันทึกอะไรได้มากมายขนาดนี้ คงคิดถึงเมืองไทยแย่เลย ลูก ๆ พี่เอาไปด้วยหรือเปล่าคะ พี่หมอมีลูกกี่คนแล้วคะ ลูก ๆ คงเก่งเหมือนคุณพ่อแน่เลยคะ  พี่หมอนกนะอยู่กทม.แต่ไม่ค่อยได้กลับบ้านเหมือนอยู่ไกลมากอย่างนั้นแหละ กลับสวรรคโลกไปทีไรนะ มันก็มีการเปลี่ยนแปลงมากเลยนะคะ  ขอให้พี่หมอสุขภาพแข็งแรงนะคะ อากาศเหมือนบ้านเราหรือต่างกันมากหรือเปล่าคะ

สวัสดีครับคุณหมอ

  • ไปอยู่เมืองนอกคงเหงาพอสมควรนะครับ
  • ได้อ่านบันทึกแล้ว เขียนได้สะท้อนอะไรหลายอย่างและได้ข้อคิดมาก
  • จะพยายามหาเวลามาติดตามอ่านบันทึกย้อนหลังครับ
  • ขอส่งกำลังใจไปให้ที่เบลเยี่ยมนะครับ

สวัสดีครับ น้องนก ตอนนี้พี่อยู่เบลเยียมครับ มาเรียนหนังสือ ส่วนคำถามอื่นๆจะมีคำตอบในบันทึกตอนถัดๆไปครับ

เรียนอาจารย์บีแมนครับ ขอบคุรที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจมาให้ครับ สามวันแรกเหงามาก แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนก็คุยกันสนุกดี พยายามเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มีหมอรุ่นพี่อีก 1 คนมาเรียนด้วยกัน อยู่บ้านเดียวกันก็ดีมากเลย พี่เขากำลังทำกับข้าวอยู่ ผมก็กำลังจะไปช่วยเป็นลูกมือให้พี่เขาแล้ว สวัสดีครับ

นกจะรออ่านแล้วกันคะ นกว่ามันชวนให้ติดตามดีเหมือนกันคะ นกรู้เลยคะว่าพี่หมอต้องเหงามาก ๆ ตอนนกมาทำงานที่กรุงเทพ ใหม่ ๆ นกเหงาคิดถึงบ้านและครอบครัวมาก บนหอพักของนกมันมีลานให้ออกกำลังกายเดินวนเวียน ไปมา และคิดถึงครอบครัวมาก พี่หมอก็ต้องคิดถึงแน่นอน แต่นกนะชื่นชมพี่หมอมากเลยใครจะรู้ว่าจากเด็กบ้านนอกกลายมาเป็นหมอที่เก่งและขยันเรียนได้ เป็นชีวิตที่น่าเอาเป็นแบบอย่าง ต้องขออนุญาตเอาชีวิตของพี่หมอไปพูดให้เด็กๆฟังนะคะ  ตอนต้นปี ดร.ประพน ไม่แน่ใจว่าเขียนชื่อท่านถูกหรือเปล่าคะ ท่านพูดถึงหมอนักพัฒนาจากตาก ตอนฟังนกก็ฟังและยังพูดว่าหมอยังสามารถ นำ KM ไปใช้ไม่รู้ว่าเป็นพี่หมอหรือเปล่านะ

สวัสดีค่ะ

อ่านด้วยความสนุกและชื่นชม คุณหมอเก่งมากค่ะ

ในความเห็นของดิฉัน คุณหมอเหมาะสมจะเป็นผู้อำนวยการ ร.พ.จริงๆ ใจเย็น สุขุม รอบคอบ มีศิลปะในการบริหารงาน บริหารคน

การจะไปเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคน ไม่ใช่ของง่าย เปลี่ยนแล้ว เขาต้องรู้สึกว่า ดีขึ้นสำหรับเขา ไม่งั้นจะต่อต้านมาก

ดิฉันมีประสบการณ์เรื่องการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แต่นั่นเป็นของใหม่ ไม่ยาก แต่ถ้ามาเจออย่างคุณหมอ อาจหืดจับคะ

มันต้องคิด tactic ต่างๆนานา ให้เกิดการยอมรับ

อีกเรื่องคือเรื่อง การเมือง ในองค์กร มีทุกที่ ทุกคนจะเรียนรู้ตรงนี้ และ เกิดวิธีการส่วนตัวในการจะ learn to live with it หลายๆคนทำได้ดี ถึงดีมากค่ะ

จะคอยอ่านบันทึกคุณหมออีกนะคะ เขียนมาบ่อยๆเท่าที่มีโอกาสนะคะ

สวัสดีค่ะ

 คุณหมออนุเวช  วงศ์มีเกียรติ อยู่ รพ.อ่าวอุดม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็น CUP ดูแลPCU ดิฉันอยู่ค่ะ เป็นศัลยแพทย์มือดีค่ะ

สวัสดีครับน้องนก อาจารย์ ดร.ประพนธ์ ผาสุกยืด จากสถาบันส่งเสริมการจัดการความรุเพื่อสังคม ใช่ไหมครับ อาจารย์เคยมาเยีย่มชมโรงพยาบาลและเคยมาช่วยบรรยายการจัดการความรู้ให้ที่ตากครับ

สวัสดีครับ คุณSasinanda ขอบคุรที่เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ ประสบการณ์ทางการบริหารผมยังมีไม่มาก แต่ก็อยากเขียนมาเล่ามาแลกเปลี่ยน เพื่อปรับนิสัยตัวเองให้เป็นฝรั่งก็คือการชอบบันทึกเรื่องราวต่างๆ ของฝรั่งหลายร้อยปี เขาก็มีเรื่องราวให้ได้ศึกษากัน แต่ของไทยย้อนหลังไปมีการบันทึกน้อยมาก เข้ามาร่วมให้ข้อชี้แนะและแสดงความเห็นได้ตลอดเวลาครับ ทั้งเห็นเหมือนและเห็นต่าง ขอบคุณมากครับ

สวัสดียามเช้าจากเบลเยียมครับคุณตันติราพันธ์ คุณหมออนุเวช วงศ์มีเกียรติ วางรากฐานงานที่โรงพยาบาลบ้านตากไว้ดีมาก เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องรัก ชาวบ้านชื่นชม ผมมาอยู่ก็ได้ต่อยอดจากงานที่หมออนุเวชทำ ถ้าเริ่มใหม่ คงไม่พัฒนาได้เร็วหรอกครับ ต่อยอดและหวังผลเลิศ จึงพัฒนาขึ้นมาได้

ฝากความคิดถึงให้คุณหมออนุเวชและครอบครัวด้วยนะครับ ผมไม่ได้เจอคุณหมออนุเวชร่วมสองปีแล้ว

และก็ฝากมิตรภาพอันดีงามและกำลังใจในการทำงานแทนดอกไม้ช่อใหญ่ให้มิตรแดนไกล ที่รุ้สึกเหมือนใกล้ ชาวชลบุรีที่ใช้ชื่อว่า ตันติราพันธ์ ครับ

วันนั้นเจอเพื่อนที่ตาก ถามหาหมอเพิ่งทราบว่าหมอไปอยู่ที่ต่างประเทศก็ไม่ได้ทราบข่าวเลย วันนี้เห็นบทความที่หมอเขียนให้คิดถึงความหลังที่อยู่แม่พริกจังเลย สบายดีมั้ยครับ

ที่นู่นเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับบ้านเราก็ปกติดี วุ่นวายเหมือนเดิม

สวัสดีครับพี่เทิง

ช่วงที่อยู่แม่พริก เป็นช่วงที่ผมประทับใจมาก จำได้ไม่รู้ลืม การทำงานของทีม สสอ.กับโรงพยาบาลไปด้วยกันได้ดีมาก ยังอยากเล่นฟุตบอลด้วยกันอีก แต่คงต้องไปเล่นปีกด้วยกันแล้ว เพราะเล่นแควิ่งไม่ไหวแล้ว เล่นปีกคอยวิ่งไม่ให้ล้ำหน้าก็พอ

ผมต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้ส่งข่าวบอกครับ ตอนปีใหม่ก็กลับบ้าน แต่ไม่ได้โทรหา อีกไม่ถึงสองเดือนก็กลับเมืองไทยแล้ว จะส่งข่าวไปหาอีกที

ช่วงนี้เริ่มเข้าหน้าร้อน แต่สองสามวันมานี้ฝนตกแล้วกลับมาหนาวอีก ประมาณ 12-15 องศาครับ ผม เอ้และลูกๆสบายดีกันทุกคนครับ

ดี หมอดี มีอุดมการณ์

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี