ช่วงนี้ส่วนใหญ่จะอยู่บ้าน และเมื่อมีโอกาศก็มักจะไปละหมาดร่วมกับคนอื่นๆที่สุเหร่าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก และคืนนี้ก็เป็นอีกคืนหนึ่งที่ได้มีโอกาศได้มาสุเหร่าอีกครั้ง เวลาที่เราอยู่บนสุเหร่าจะเป็นเวลาที่เราต้องสำรวมและสงบนิ่ง ถ้าหากจะพูดคุยกันก็เพียงแต่น้อย เบา และเท่าที่จำเป็น
ผมเข้ามาช้าหน่อย แถวที่นั่งจึงค่อนไปทางด้านหลัง และสามารถมองเห็นได้เกือบทุกคน ถัดขึ้นไปหนึ่งแถว มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุราวๆหกเจ็ดขวบ นุ่งโสร่ง สวมหมวกปิเยาะห์ ใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน ด้านหลังมีลายสกรีนสีขาวเป็นตารางสี่เหลี่ยม และด้านในช่องสี่เหลี่ยมก็มีภาพสกรีนของสัตว์ทะเล ( Marine life ) น่าจะเป็นเสื้อจากบริษัทดำน้ำที่ใหนซักแห่ง ภาพที่เห็นและจำได้ก็มี เต่าหญ้า ( Olive ridley turtle ), ปลาฉลามลายเสือดาว (Leopard shark) และ ปลาสิงโต ( Lionfish ) ฯลฯ
ภาพปลาเหล่านั้นทำให้ผมเผลอใจ ลอยแว๊บ.บ..บ ออกนอกสุเหร่าไปโผล่แถวๆเกาะสิมิลัน นึกถึงวันนั้นที่ได้ดำน้ำแถวๆเกาะเจ็ด หรือเกาะ"ปายู" ยังจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่สามซึ่งผมเริ่มจะคุ้นเคยกับลูกตะกั่ว 3 ลูกที่เอว (ที่ใช้ถ่วงเพื่อการควบคุมการดำลงสู่ความลึก นำหนัก 3 กก.)และด้วยทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม จึงทำให้การดำน้ำวันนั้นค่อนข้างสนุกและตื่นเต้น จุดจำกัดความลึกของผมอยู่ที่ 18 เมตร และตรงความลึกนี้ผมได้เจอกับ ปลาสิงโตตัวหนึ่ง สีออกดำแดงและมีแถบสีขาวสลับสวยงาม "ริต้า"คือครูฝึกและบั๊ดดี้ ได้เขียนชื่อลงบนกระดานพลาสติกเล็กๆบอกให้ผมรู้ว่านั่นคือ " Miles's lionfish " หรือเจ้า "ปลาสิงโตปีกจุด" นั่นเอง และพร้อมๆกับกำมือทั้งสองข้างยื่นออกไปด้านหน้าในระดับหน้าอก ทำอยู่อย่างนั้นสองครั้งผมจึงรู้ว่า เจ้าปลาสิงโตตัวนั้นมีพิษและอาจเป็นอันตราย การรักษาระยะห่างจึงเป็นการดีที่สุด ห่างจากนั้นออกมาราวๆสามสี่เมตรผมก็เจอกับเจ้า "ปลาฉลามลายเสือดาว" มันนอนสงบนิ่งสบายใจอยู่บนพื้นทราย ปกติมันไม่ใช่สัตว์ที่ขี้อาย แต่เมื่อผมเข้าใกล้มันมากเกินไป มันก็จะรักษาระยะห่างเอาใว้เหมือนเดิมอีก วันนั้นผมสนุกจนเพลินและลืมเช็คดูอากาศภายในถัง และเผลอลงไปที่ระดับ 22 เมตร เพราะความตื่นเต้นและระดับความลึกที่ไม่คุ้นเคยผมจึงใช้อากาศมากเกินไป ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมเริ่มรู้สึกอึดอัดและหายใจลำบาก จึงส่งสัญญาณให้ ริต้า รู้ เป็นอันว่าผมต้องขึ้นสู่ผิวน้ำด้วย Regulator ของริต้า เพราะมีอากาศเพียงพอที่จะทำการพักเพื่อความปลอดภัยที่ระดับ 10 เมตร และ 5 เมตร ตามลำดับ
จาก สิมิลัน ผมก็แว็บ.บ..บ กลับมาที่หมู่เกาะห้อง,กระบี่อีกที วันนั้น(จำไม่ได้แล้วว่าวันใหน) ผมกำลังพายคายัคอยู่ด้านหลังเกาะห้องพร้อมกับแขกชุดหนึ่ง ขณะที่เรากำลังเพลินกับทิวทัศน์รอบๆ เต่าตัวหนึ่งก็โผล่หัวขึ้นมาหายใจและลอยตัวอยู่ใกล้ๆกับเรือคายัค มันดูคล้าย"เต่าหญ้า"มาก แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นก่อนที่มันจะหายไป แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่วิเศษสุด มันน่ารักมากเลยครับ ไม่ง่ายเลยที่จะได้มีโอกาศเจอกับเพื่อนร่วมโลกที่เรามักจะได้เห็นก็เฉพาะแต่ในหนังสือ ทีวี และสวนสัตว์เท่านั้น
ขณะนั่งคิดอะไรเพลินๆ ก็เห็นผู้ชายวัยสูงอายุซักราวๆ หกสิบต้น ยื่นมีอไปสะกิดสีข้างเด็กชายคนนั้นค่อนข้างแรง สังเกตจากเสียงและอาการสะดุ้งโหยง พร้อมๆกับเสียงกำชับที่แสดงออกถึงความไม่ค่อยพอใจเท่าใหร่นักว่า "ทีหลังมึงอย่าไส่เสื้อตัวนี้มาอีกน่ะ เต่าก็มี ใส่ขึ้นมาบนสุเหร่าได้ไง..!" เด็กคนนั้นพยักหน้ารับคำพร้อมด้วยใบหน้าที่ถอดสีอย่างเห็นได้ชัด เขาพยายามนั่งก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา และค่อยๆถอยร่นลงไปจนแถวหลังสุด
ใจผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สวดมนต์ถูกๆผิดๆ เพราะคิดถึงแต่เด็กคนนั้น หลังจากเสร็จการละหมาด ผมพยายามมองหาเด็กผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ผมอยากเข้าไปปลอบเขา อยากจะบอกชื่อสัตว์ทุกชนิดที่เสื้อของเขาให้เขารู้จัก อยากเล่าให้เขาฟังว่าเวลาที่ผมได้สำผัสกับสัตว์พวกนั้นแบบใกล้ๆนั้นมันวิเศษขนาดใหน แต่สายไปครับ เด็กคนนั้นหายไปแล้ว.......
ถ้าผมอยู่ในฐานะที่จะคุยกับผู้ใหญ่คนนั้นได้ ผมจะบอกกับท่านว่า " ถ้าท่านเชื่อในพระเจ้า ท่านก็ควรเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าสร้าง และถ้าท่านเคารพในพระเจ้า ท่านก็ควรจะเคารพในสิ่งที่พระเจ้าสร้างด้วย " แต่ถึงผมจะมีโอกาศอย่างนั้นก็คงเปล่าประโยชน์และเสียเวลาเปล่า เพราะผมไม่อาจจะรินชาลงในแก้วใบนั้นได้ แม้จะเป็นแก้วใบใหญ่ แต่มันก็มีชาอยู่เต็มแก้วแล้ว แต่ถ้าผมเสียเวลานั้นไปกับเด็กผู้ชายคนเดิม สิ่งที่ตอบรับกลับมาน่าจะคุ้มค่ากว่ากันมาก เพราะแก้วใบเล็กๆของพวกเขา " พร่อง " อยู่ตลอดเวลา
ผมเชื่ออยู่เสมอว่า " วันนี้คงจะไม่มีแสงแห่งความรู้ที่สว่างจ้าของ สืบ นาคะเสถียร ถ้าวันนั้นไม่มีใครมองเห็นลำแสงเล็กๆที่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง "
คืนนี้ ลำแสงดวงเล็กๆดวงหนึ่ง ได้ถูกเป่าให้ดับในสถานที่อันศักดิ์ศิทธ์
" ขอพระผู้เป็นเจ้า ประทานลำแสงดวงน้อย กลับคืนให้เด็กคนนั้นด้วยเถิด..อามีน.."
สวัสดีค่ะคุณ kareem
ใจผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว สวดมนต์ถูกๆผิดๆ เพราะคิดถึงแต่เด็กคนนั้น หลังจากเสร็จการละหมาด ผมพยายามมองหาเด็กผู้ชายคนนั้นอีกครั้ง ผมอยากเข้าไปปลอบเขา อยากจะบอกชื่อสัตว์ทุกชนิดที่เสื้อของเขาให้เขารู้จัก อยากเล่าให้เขาฟังว่าเวลาที่ผมได้สำผัสกับสัตว์พวกนั้นแบบใกล้ๆนั้นมันวิเศษขนาดไหน แต่สายไปครับ เด็กคนนั้นหายไปแล้ว.......
ถ้าผมอยู่ในฐานะที่จะคุยกับผู้ใหญ่คนนั้นได้ ผมจะบอกกับท่านว่า " ถ้าท่านเชื่อในพระเจ้า ท่านก็ควรเชื่อในสิ่งที่พระเจ้าสร้าง และถ้าท่านเคารพในพระเจ้า ท่านก็ควรจะเคารพในสิ่งที่พระเจ้าสร้างด้วย " แต่ถึงผมจะมีโอกาศอย่างนั้นก็คงเปล่าประโยชน์และเสียเวลาเปล่า เพราะผมไม่อาจจะรินชาลงในแก้วใบนั้นได้ แม้จะเป็นแก้วใบใหญ่ แต่มันก็มีชาอยู่เต็มแก้วแล้ว แต่ถ้าผมเสียเวลานั้นไปกับเด็กผู้ชายคนเดิม สิ่งที่ตอบรับกลับมาน่าจะคุ้มค่ากว่ากันมาก เพราะแก้วใบเล็กๆของพวกเขา " พร่อง " อยู่ตลอดเวลา
ผมเชื่ออยู่เสมอว่า " วันนี้คงจะไม่มีแสงแห่งความรู้ที่สว่างจ้าของ สืบ นาคะเสถียร ถ้าวันนั้นไม่มีใครมองเห็นลำแสงเล็กๆที่กระพริบเหมือนหิ่งห้อย ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง "
คืนนี้ ลำแสงดวงเล็กๆดวงหนึ่ง ได้ถูกเป่าให้ดับในสถานที่อันศักดิ์ศิทธ์
" ขอพระผู้เป็นเจ้า ประทานลำแสงดวงน้อย กลับคืนให้เด็กคนนั้นด้วยเถิด..อามีน.."
"""""""""""""""""""""""
เบิร์ดคงไม่สามารถออกความเห็นอะไรมากได้เพราะเบิร์ดไม่ทราบถึงข้อบังคับทางศาสนา..แต่เบิร์ดชอบมุมมองที่ละเอียดอ่อนในใจของคุณ kareem ถ้าเด็กน้อยคนนั้นเค้าได้รับรู้ ความรู้สึกผิดในใจของเค้าก็คงลดน้อยลง..และแปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่างของหิ่งห้อยตัวน้อยได้อีกครั้งหนึ่งนะคะ ^ ^
ขอบคุณมากค่ะสำหรับบันทึกที่มีความหมายมากกว่าการเล่าเรื่องราวธรรมดา..ขอบคุณมากๆค่ะ
หวัดดีครับเบิร์ด
จริงๆแล้วผมก็ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายนักเกี่ยวกับศาสนามากหรอกครับ เพียงแต่ผมพยายามจะทำความเข้าใจกับศาสนา กับสิ่งที่ผมเชื่อและนับถืออยู่ตลอดเวลา ถ้าหากผมไม่ทำอย่างนั้น ผมก็จะเป็นแค่"มุสลิม"ที่นับถือ"อิสลาม"เพราะมีพ่อแม่ และปู่ย่าตายายที่นับถือ"อิสลาม"เท่านั้น
บันทึกนี้ผมแค่เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในสุเหร่า และมันขัดกับความเข้าใจที่ผมมีต่อศาสนา มันขัดต่อหลักของเหตุและผลของ"คน"ที่นับถือศาสนาเท่านั้น(ไม่เกี่ยวกับศาสนาเลยครับ) เพราะฉนั้นที่ว่างตรงนี้จึงเปิดโอกาศให้ เพื่อน พี่ น้องทุกคนใช้เหตุและผลได้อย่างเต็มที่เลยครับ
เบิร์ด "ยำใหญ่"ให้ผมทานหน่อยซิครับ ก็เบิร์ดมีเครื่องปรุง(เหตุและผล)อยู่แล้วนี่ครับ เชิญครับ
สวัสดีค่ะคุณ...kareem
สวัสดีครับ คุณ naree suwan
เด็กๆที่มีประกายความคิดของความรักและความเข้าใจในธรรมชาติ ถือว่านั่นเป็นนิมิตรหมายอันดีครับ เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เห็นแก่ตัวในอนาคตได้เป็นอย่างดี
ลำพังเฉพาะแต่พวกเราคงทำอะไรให้โลกนี้ได้ไม่มากนัก ก็ได้แต่ฝากความหวังใว้ให้กับเด็กรุ่นหลังที่จะมาสานต่อ จึงรู้สึกเป็นห่วงครับ ถ้าหากเด็กๆของเราต้องเติบโตขึ้นมาอย่างขาดความเข้าใจที่ดี
การถูกมองว่าแปลกประหลาดกว่าคนอื่น เป็นเรื่องธรรมดา ผมก็ชินกับมันด้วยเหมือนกันครับ
ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจและความคิดเห็นที่มีเข้ามาสม่ำเสมอ สบายดีหมั๊ยครับ?
สวัสดีครับครูอ้อย
ปกติแล้วผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรด้วยตัวเองอยู่แล้วครับ เป็นชาที่พร่องแก้วอยู่แล้วครับ แต่หลังจากได้เข้ามารู้จักกับ g2k จึงรู้สึกว่า "ยังไม่พอครับ" และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รู้จักกับพี่สาวคนนี้ แบบอย่างของ"ชาพร่องแก้ว"ที่ดี ยิ่งทำให้ผมต้องพยายามรินชาแห่ง"อัตตา"ของตัวเองออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะรับชาแห่งควารู้จากผู้อื่นให้มากที่สุด ขอบคุณมากครับครูอ้อย ผมได้เรียนรู้อะไรจากครูอ้อยมากเลยครับ
คิดถึงเหมือนกัน ครูอ้อยสบายดีหมั๊ยครับ?
สวัดีครับ pa daeng
ขอบคุณมากครับ สำหรับความหวังดี ที่เป็นเหมือนแก้วเปล่าให้ผมได้รับน้ำเพิ่ม ไม่ล้นแก้ว ไม่หกเลอะเทอะ ขอบคุณอีกครั้งครับ
ตอนนี้รอแก้บวช เลยแวะมาเยี่ยม รู้สึกห่างมานานมากๆ ที่ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมบัง Kareem ยังคิดถึงเสมอนะคะ ขอให้อัลเลาะห์คุ้มครองบังด้วยค่ะ….อามีน (อย่าลืม)10 วันสุดท้ายของเดือนอันยิ่งใหญ่นี้นะคะ
ตอนนี้คงแก้บวชเรียบร้อยแล้วน่ะ บังก็เรียบร้อยแล้วครับ ตอนนี้ขึ้นมาที่กรุงเทพฯอยู่กับ บัง ปะ และ มะ ทุกๆวันเวลาแก้บวชจึงค่อนข้างพร้อมหน้า แต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับแล้วครับ ไปออกบวชที่กระบี่คนเดียว ค่อนข้างเหงาหน่อย แต่จำเป็นต้องกลับครับ
สวัสดีครับ พี่บ่าว
พี่การีม
คือหมวยก็ไม่รู้นะว่า เต่ามีขี้แล้วใส่มาสุเหร่ามันเกี่ยวอะไร
เพราะลุงแกคนนั้นก็นาจะต้อง... เหมือนกัน
ลุงแกยังมาที่สุเหร่าได้เลย
อธิบายให้หน่อยได้ไหมค่ะ
หวัดดีจ๊ะ หมวยเล็ก
จากความเข้าใจของลุงคนนั้น ตีความหมายได้หลายอย่างน่ะ
- เต่า อาจจะเป็นตัวแทนของความ "โง่เง่าเต่าตุ่น" ที่คนหลายๆคนมักใช้เปรียบเปรยผู้อื่นที่รู้สึกว่า "โง่"กว่าตัวเองก็เป็นได้
- เต่า อาจเป็นแค่เพียง "สัตว์" ซึ่งคำๆนี้ สำหรับคนที่ไม่มีความรักและความเข้าใจในธรรมชาติแล้ว เป็นได้แค่เพียงคำ"หยาบคาย"ที่ใช้ด่าผู้อื่นเท่านั้น
- ?????????????...ฯลฯ
แต่จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ เด็กก็ไม่ควรได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่แบบนั้น หากเขาสมควรได้รับคำเตือน ก็น่าจะเตือนด้วยคำพูดที่สุภาพ อธิบายให้เขาเข้าใจว่า การมาที่สุเหร่าควรใส่เสื้อสีขาว หรือสีอ่อนๆที่ดูสุภาพ เพราะเด็กคนนั้นอายุไม่น่าจะเกิน 7 ขวบเอง (ตามหลักศาสนาแล้วอายุขนาดนี้ไม่มีความผิดด้วยซ้ำ) เด็กๆไม่ได้คิดอะไรสลับซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่ การทีเขาไส่เสื้อผ้าที่มีรูปสัตว์นั่นหมายถึงเขาชอบสัตว์ ผู้ใหญ่อย่างเราน่าจะใช้โอกาศแบบนี้ ให้ความเข้าใจที่ดีต่อเขาที่จะมีต่อสัตว์และธรรมชาติได้ ไม่ใช่พูดแบบหน้าตาและน้ำเสียงที่ไม่พอใจ ทำอย่างกับว่า" พระเจ้าจะจับเขาลงนรกเพราะดันใส่เสื้อที่มีรูปเต่าขึ้นมาบนสุเหร่า" อย่างนั้นแหละ.. สงสารเด็กคนนั้นน่ะ การที่เขาไม่รู้นั้นยังไม่แย่เท่ากับการที่เขาได้เรียนรู้จากคนที่ไม่รู้เสียอีก
พี่เข้าไปที่บล๊อก rsalife ของหมวยเล็กด้วยหล่ะ พยายามจะเข้าไปคุยด้วยแต่ไม่สำเร็จ ต้องเป็นสมาชิกก่อนใช่หมั๊ย แล้วเดี๋ยวจะลองเข้าไปอีกทีน่ะ
ขอบใจมากหมวยเล็ก ที่เข้ามาร่วมแจมความคิดเห็น
ยินดีต้อนรับเสมอครับ
สวัสดีค่ะ ขอตอบแทนพี่การิมนิดนึงนะคะ
ขอบคุณมากเลยต้า สำหรับการขัดเกลาสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูก ให้ถูกต้อง ผมไม่มีข้อโต้แย้งใดๆเลยครับ
เห็นหมั๊ยต้า ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งใดไม่ถูกต้อง เราก็ไม่อาจทำเฉย และทนบอกตัวเองว่าสิ่งนั้นถูกต้องได้หรอกถ้าเราแคร์คนๆนั้น แต่เด็กคนนั้นหล่ะต้า ต้าทำให้ผมหายสงสัยได้ แต่ใครหล่ะจะทำให้เด็กคนนั้นหายสงสัยได้
ความรู้สึกคับข้องใจก็คือในวันนั้นผมไม่สามารถทำในสิ่งที่ต้าทำในวันนี้ได้
และที่ทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือ “ขอพระผู้เป็นเจ้ามอบทางนั้นแก่เขาด้วย”
อิสลามมาลัยกุมค่ะ
บอกตามตรงเลยนะพี่การีม และน้องต้า (เข้าใจว่าน่าจะเป็นน้องนะ เพราะเดี๋ยวนี้ เจอใคร มักเป็นน้อง เริ่มปลงว่า ตัวเองก็แก่แล้วนะเรา 555)
ว่า ตั้งแต่มีเหตุการณ์ 3 จ.ชายแดนภาคใต้
เรารู้สึกว่า อยากทำความรู้จัก ศาสนาอิสลามให้มากขึ้น
เพราะเขามักบอกว่า เหตุเกิดจากความไม่เข้าใจ พุทธไม่เข้าใจในหลักความคิด แนวคำสอนของศาสนา
พอมีน้องที่เป็นมุสลิม (น้องด้า ) ก็ได้พูดคุยกัน
ขอบคุณน้อต้ามากนะคะ ที่เข้ามาตอบ
การที่อยู่บนสุเหร่าไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน
ศาสนาพุทธ ก็ คือการมีสมาธิ นั่นเอง ใช่ไหมค่ะ
ขอบคุณพี่การีม ที่แวะเข้าไปอ่านในเวป
อายจัง
เพราะงานเขียนมันไม่ได้เรื่องเล้ยยยยย
เคยได้ยินสำนวน "มือถือสาก ปากถือศีล" ใช่มั้ย
คนเรามักเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะคนในประเทศนี้
แต่กรณีนี้ บางทีก็เข้าใจว่า "ลุงแกรู้จะกแต่หลักคำสอนศาสนา แต่ลุงไม่รู้จักหลักการสอนเด็กไร้เดียงสา" ก็เท่านั้น อิอิ
วาลัยกม สลาม หมวยเล็ก
ยินดีที่ได้ต้อนรับ หมวยเล็ก อีกครั้ง หรือถ้าจะลองสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเลยก็จะยิ่งยินดีเข้าไปอีกน่ะ ที่ "gotoknow" เราสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้กับทุกคน เป็นบล็อกที่เปิดกว้างน่ะ
หมวยเล็ก ครับพี่ไม่ใช่คนที่สามจังหวัดภาคใต้หรอก แต่พี่บอกได้เต็มปากเลยว่า ไม่ใช่ปัญหาหรือช่องว่างทางศาสนาหรอก แต่เป็นปัญหาและช่องว่างระหว่างคนกับคนมากกว่าครับ สังคมพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันมาช้านานแล้ว แต่ปัญหาลึกๆที่แท้จริงนั้นพี่ก็ตอบไม่ได้และก็อยากรู้เหมือนกัน?????
จิตใจมนุษย์สำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใด เพราะถ้าจิตใจดี รักพี่น้องร่วมโลก ไม่เห็นแก่ตัว และเปิดกว้างแล้ว การเรียนรู้สิ่งอื่นใดก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือยากเย็นอะไรเลย และในทางกลับกัน ถ้าจิตใจที่ปิดกั้นและเห็นแก่ตัว ไม่ยอมรับความเป็นสังคมและการอยู่ร่วมกันแล้ว ความรู้ความสามารถต่างๆที่ตัวเองมีก็ไม่มีประโยชน์ใดๆเลย นอกจากจะใช้ทำร้ายพี่น้องร่วมโลกและสุดท้ายก็ไม่พ้นที่จะทำร้ายตัวเอง และนี่ก็คือที่มาของเรื่องราว "บาป ของเด็กที่รักธรรมชาติ" ถ้าเด็กคนนั้นเข้าใจธรรมชาติและรักในโลกใบนี้ เขาก็จะเข้าใจและรักในสิ่งอื่นได้ไม่ยากเลย
หมวยเล็ก ถ้าสนใจหรือสงสัยอะไรใน สามจังหวัดภาคใต้ นิต้า เป็นครูอยู่ที่นราธิวาส บางทีครูต้าอาจมีคำตอบที่หมวยเล็กสนใจก็ได้ ลองคลิกไปที่