บทความพิเศษ
“ณ มุมหนึ่ง ของสังคมแห่งการเรียนรู้ ในสังคมมลายูมุสลิม สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” พิมพ์ ส่งเมล์
วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2005 09:55น.

100_4322ฮัมดัน  ตามาซอ
ศูนย์ข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย                             

       หลังจากออกไปช่วยสามีกรีดยาง เก็บน้ำยาง หรือทำมาหากินตามประสาแม่บ้านในตอนเช้าของทุกๆวัน  ในตอนบ่ายกลุ่มสตรีแม่บ้านกลุ่มนี้ได้มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการทางศาสนาโดยใช้กรอบหลักคำสอนเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งวิถีชีวิต       จากกี-ตาบญาวี      ( ตำราเรียน ที่เขียนด้วยภาษามลายู อักษรยาวี )         ที่บรรดาอุลามะฮ์ หรือ นักปราชญ์มุสลิมมลายูปาตานีได้แปลตำราและเขียนไว้มากมายในอดีต เป็นภาษามลายู อักษรยาวี   กลุ่มแม่บ้านดังกล่าวมารวมตัวกันที่บ้านของ นางเหน๊าะ  ดูดิง หมู่บ้านราโมง    ตำบลยะรม  อำเภอเบตง  จังหวัดยะลา เนื่องจากบ้านของนางเหน๊าะมีพื้นที่กว้างและโล่งเตียนเหมาะแก่การนั่งเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ประกอบกับที่บ้านของนางเหน๊าะนั้น      มีกีตาบญาวีขั้นพื้นฐานเหมาะแก่การเรียนรู้ทบทวนเพื่อเป็นองค์ความรู้สู่การเผชิญสิ่งใหม่ในการดำเนินชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน

        บรรยากาศการเรียนรู้ของกลุ่มแม่บ้านดังกล่าวค่อนข้างเป็นกันเอง เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้  บางคนหอบหิ้วผลไม้  บางคนหิ้วขนม  น้ำตาล  หรือของกินต่างๆนานาติดไม้ติดมือมาเข้าชั้นเรียน  ในขณะที่เจ้าบ้านเองก็เตรียมการต้มน้ำ ชงน้ำชา  กาแฟ-โบราณ ตามประสาเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกๆวัน  ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้มีความครึกครื้นดึงดูดให้น่าสนใจยิ่งขึ้น  บางครั้งเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ การสาธิต ( Lerning by doing ) เช่น การเรียนวิธีการละหมาดอย่างถูกวิธี เป็นต้น

       นางเหน๊าะ อายุ  56 ปี เจ้าบ้านเล่าว่า “ การเรียนด้วยการเปิดกีตาบนี้เป็นการเอากีตาบมาอ่านร่วมกัน แล้วสังเคราะห์แลกเปลี่ยนกันมากกว่า แต่ทั้งนี้ก็มีพื้นฐานที่เคยเรียนมากับโต๊ะครูมาแล้ว จึงมาถ่ายทอดกันได้  ไม่ใช่แค่มาขบคิดกันเองเท่านั้น”
 
       นางไมมูเน๊าะห์  อายุ  39 ปี บอกว่า “สนุกกับการเรียนแบบนี้มาก  เนื่องจากรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วม และกล้าที่จะถามและเปิดเผยในสิ่งที่ตนไม่เคยรู้  และได้ความรู้มาก”
 
       ต่อคำถามที่ว่า ในกรณีที่มีทหารเข้ามาในหมู่บ้านนั้น  เรามีเวทีแบบนี้มีความรู้สึกอย่างไร?  แม่บ้านต่างช่วยๆกันตอบสรุปได้ว่า  บางครั้งก็ระแวงเหมือนกัน ที่ทหารได้เข้ามาตอนบ่ายๆทำให้เราต้องหรี่เสียงให้เบาลง  เพราะกลัวว่ากำลังถูกจับตามองอยู่หรือเปล่า  แต่ก็พยายามทำตัวสบายๆไว้ เพราะเราไม่ได้ทำผิดอะไร  ทหารคงทำตามคำสั่งที่ได้รับมา 

      การรวมตัวสู่ความเป็นระบบการเรียนรู้แบบนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า ในพื้นที่ชนบทในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ยังปรากฎกลุ่ม Civilize Group ที่รวมตัวกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ  และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ที่รู้ให้ผู้ไม่รู้ กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยความใฝ่รู้ประกอบกับความสำนึกที่ว่า เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องศึกษาหาความรู้ ตั้งแต่เกิดจนหลุมฝังศพ  ดังนั้นสำหรับกลุ่มแม่บ้านกลุ่มนี้แล้ว  อายุอานามจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ      การเรียนแบบนี้สอดคล้องกับการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการพัฒนาตนเองให้เกิดองค์ความรู้ สู่การสร้างสัมพันธมิตรระหว่างกันในชุมชน ก่อเกิดความเข้มแข็งในด้านความสัมพันธ์ที่เชื่อมด้วยหลักการศาสนาที่เรียนรู้สู่ความเป็นชุมชนสังคมแห่งการเรียนรู้  

        ภาพความสวยงามของสังคมลักษณะนี้  บางครั้งได้ถูกมองข้ามไป  หารู้ไม่ ว่าสิ่งนี้เป็นจุดแข็งสำคัญจุดหนึ่ง  เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่เราควรให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความสันติสุขได้  แต่บางครั้ง การมองข้ามนี้ก็ถือว่าส่งผลดี เนื่องจากชาวบ้านกลัวการถูกเพ่งเล็ง และกลัวว่าภาครัฐระหวาดระแวงว่ากำลังรวมกลุ่มเผยแพร่หลักการอะไร มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่รัฐจะต้องตอบให้ชัดเจนว่า ขณะนี้ได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการเรียนรู้หลักการศาสนาของตนเองหรือยัง มากน้อยเพียงใด  บางครั้งหลายฝ่ายอาจกำลังเรียกร้องสิทธินี้ก็เป็นได้