| “ณ มุมหนึ่ง ของสังคมแห่งการเรียนรู้ ในสังคมมลายูมุสลิม สามจังหวัดชายแดนภาคใต้” |
| วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2005 09:55น. | |
|
หลังจากออกไปช่วยสามีกรีดยาง เก็บน้ำยาง หรือทำมาหากินตามประสาแม่บ้านในตอนเช้าของทุกๆวัน ในตอนบ่ายกลุ่มสตรีแม่บ้านกลุ่มนี้ได้มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาการทางศาสนาโดยใช้กรอบหลักคำสอนเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งวิถีชีวิต จากกี-ตาบญาวี ( ตำราเรียน ที่เขียนด้วยภาษามลายู อักษรยาวี ) ที่บรรดาอุลามะฮ์ หรือ นักปราชญ์มุสลิมมลายูปาตานีได้แปลตำราและเขียนไว้มากมายในอดีต เป็นภาษามลายู อักษรยาวี กลุ่มแม่บ้านดังกล่าวมารวมตัวกันที่บ้านของ นางเหน๊าะ ดูดิง หมู่บ้านราโมง ตำบลยะรม อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื่องจากบ้านของนางเหน๊าะมีพื้นที่กว้างและโล่งเตียนเหมาะแก่การนั่งเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบกับที่บ้านของนางเหน๊าะนั้น มีกีตาบญาวีขั้นพื้นฐานเหมาะแก่การเรียนรู้ทบทวนเพื่อเป็นองค์ความรู้สู่การเผชิญสิ่งใหม่ในการดำเนินชีวิตในสังคมยุคปัจจุบัน บรรยากาศการเรียนรู้ของกลุ่มแม่บ้านดังกล่าวค่อนข้างเป็นกันเอง เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ บางคนหอบหิ้วผลไม้ บางคนหิ้วขนม น้ำตาล หรือของกินต่างๆนานาติดไม้ติดมือมาเข้าชั้นเรียน ในขณะที่เจ้าบ้านเองก็เตรียมการต้มน้ำ ชงน้ำชา กาแฟ-โบราณ ตามประสาเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นอย่างนี้ทุกๆวัน ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้มีความครึกครื้นดึงดูดให้น่าสนใจยิ่งขึ้น บางครั้งเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ การสาธิต ( Lerning by doing ) เช่น การเรียนวิธีการละหมาดอย่างถูกวิธี เป็นต้น นางเหน๊าะ อายุ 56 ปี เจ้าบ้านเล่าว่า “ การเรียนด้วยการเปิดกีตาบนี้เป็นการเอากีตาบมาอ่านร่วมกัน แล้วสังเคราะห์แลกเปลี่ยนกันมากกว่า แต่ทั้งนี้ก็มีพื้นฐานที่เคยเรียนมากับโต๊ะครูมาแล้ว จึงมาถ่ายทอดกันได้ ไม่ใช่แค่มาขบคิดกันเองเท่านั้น” การรวมตัวสู่ความเป็นระบบการเรียนรู้แบบนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า ในพื้นที่ชนบทในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ยังปรากฎกลุ่ม Civilize Group ที่รวมตัวกัน ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้ที่รู้ให้ผู้ไม่รู้ กลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ด้วยความใฝ่รู้ประกอบกับความสำนึกที่ว่า เป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่จะต้องศึกษาหาความรู้ ตั้งแต่เกิดจนหลุมฝังศพ ดังนั้นสำหรับกลุ่มแม่บ้านกลุ่มนี้แล้ว อายุอานามจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญ การเรียนแบบนี้สอดคล้องกับการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการพัฒนาตนเองให้เกิดองค์ความรู้ สู่การสร้างสัมพันธมิตรระหว่างกันในชุมชน ก่อเกิดความเข้มแข็งในด้านความสัมพันธ์ที่เชื่อมด้วยหลักการศาสนาที่เรียนรู้สู่ความเป็นชุมชนสังคมแห่งการเรียนรู้ ภาพความสวยงามของสังคมลักษณะนี้ บางครั้งได้ถูกมองข้ามไป หารู้ไม่ ว่าสิ่งนี้เป็นจุดแข็งสำคัญจุดหนึ่ง เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่เราควรให้ความสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้สังคมเกิดความสันติสุขได้ แต่บางครั้ง การมองข้ามนี้ก็ถือว่าส่งผลดี เนื่องจากชาวบ้านกลัวการถูกเพ่งเล็ง และกลัวว่าภาครัฐระหวาดระแวงว่ากำลังรวมกลุ่มเผยแพร่หลักการอะไร มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่รัฐจะต้องตอบให้ชัดเจนว่า ขณะนี้ได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการเรียนรู้หลักการศาสนาของตนเองหรือยัง มากน้อยเพียงใด บางครั้งหลายฝ่ายอาจกำลังเรียกร้องสิทธินี้ก็เป็นได้ |