การที่ครูต้องเขียนรายงานการวิจัยทั้ง ๕ บท อาจไม่มีความเหมาะสมในทางปฏิบัติ ใช้เวลานาน ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการเขียนรายงานการวิจัยแบบง่ายๆ สามารถทำได้ทั้งครู และนักเรียน ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๔๔

การวิจัยในชั้นเรียน(Classroom Action Research :CAR)

ดร.เอกพรต สมุทธานนท์
Kurt Lewin เป็นผู้เริ่มใช้คำว่า "วิจัยเชิงปฏิบัติการ (action research) " ซึ่งการวิจัยในชั้นเรียน(Classroom Action Research :CAR) ก็เป็นประเภทหนึ่งของวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนานักเรียน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช๒๕๔๔ ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาศักยภาพครู ให้มีความเป็นผู้นำทางวิชา การปฏิบัติหน้าที่ ใช้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ และใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ โดยมีครูเป็นผู้ปฏิบัติการวิจัย ที่เรียกว่า ครูนักวิจัย(teacher as Research)
แต่การที่ครูต้องเขียนรายงานการวิจัยทั้ง๕ บทอาจไม่มีความเหมาะสมในทางปฏิบัติ ใช้เวลานานผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการเขียนรายงานการวิจัยแบบง่ายๆ สามารถทำได้ทั้งครู และนักเรียน ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช๒๕๔๔
จุดประสงค์ทั่วไปของการทำวิจัย
๑.เพื่อแก้ปัญหานักเรียนที่ตนเองรับผิดชอบ
๒.เพื่อประกอบการเสนอผลงานทางวิชาการ
รูปแบบของการวิจัยที่เหมาะในการนำไปวิจัยในชั้นเรียน
๑.การวิจัยเชิงสำรวจ เช่น สำรวจความคิดเห็น/ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียน...... สำรวจความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของครู
๒.การวิจัยหาความสัมพันธ์เช่น ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวิธีสอนของครูกับความพึงพอใจของนักเรียน ความสัมพันธ์กับอาชีพผู้ปกครองกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
๓.การวิจัยเปรียบเทียบ เช่น การเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักเรียนต่อวิธีการสอนที่แตกต่างกัน เปรียบเทียบรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน
๔.การวิจัยทดลอง การใช้สื่อผสมเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ หรือการทดลองใช้สื่อผสมเพื่อพัฒนาความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งสื่อดังกล่าวเป็นสื่อที่ได้มีผู้พัฒนาขึ้นอยู่ก่อนแล้ว แต่ครูนำมาใช้กับนักเรียนของตนที่อาจมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากคนอื่น
๕.การวิจัยเชิงทดลองและพัฒนาซึ่งอาจเป็นการพัฒนาหรือสร้าง สื่อการเรียนรู้ เครื่องมือ หรือรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่แตกต่างจากของเดิม/ใหม่ และเพื่อมุ่งแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น กลุ่มตัวอย่างจึงไม่จำเป็นต้องมากมาย เพียงแค่ 1 ห้องก็เพียงพอ
สถิติที่ใช้ในการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ไม่จำเป็นต้องใช้ สถิติที่ยุ่งยากเพียงค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานก็พอแล้ว การวิจัยในชั้นเรียนที่เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา น่าเหมาะกับการเรียนการสอนมากที่สุด เพราะนักเรียนแต่ละห้องมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ครูสามารถพัฒนา นวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
๑.จะมีข้อเดียวหรือหลายข้อก็ได้ แต่ต้องอยู่ในขอบข่ายของประเด็นปัญหาการวิจัยที่กำหนดไว้เท่านั้น
๒.ควรกำหนดเป็นข้อๆ เช่น สำรวจเปรียบเทียบ หาความสัมพันธ์ หาผลกระทบหาความสอดคล้อง เช่น
๑) เพื่อศึกษาเจตคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และการสนับสนุนของผู้ปกครองของนักเรียนที่ร่วมทำและไม่ร่วมทำโครงงานวิทยาศาสตร์
๒) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครู เกี่ยวกับการนิเทศภายในจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์สอน
๓) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาชีพของผู้ปกครองกับความสามารถทางคณิตศาสตร์
๔) เพื่อศึกษาอิทธิพลของ ๑๐องค์ประกอบ ที่มีผลต่อความพึงพอใจของหัวหน้าคณะและหัวหน้าแผนกวิชาช่างอุตสาหกรรม
ตัวอย่างการวิจัยในชั้นเรียน
รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเชิงบูรณาการในวิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (เอกพรต สมุทธานนท์: 2549)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบการเรียนแบบร่วมมือเชิงบูรณาการในกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานช่าง) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนธัญรัตน์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานี เขต 2 ด้วยกระบวนการวิจัยในชั้นเรียน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้:
1) ปัญหาที่สำคัญ 3 ประการในการจัดการเรียนรู้คือ การจัดการเรียนรู้ของครูยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นักเรียนขาดความสนใจ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ และสื่อการสอน
2) เนื้อหาที่นักเรียนมีความต้องการได้แก่ การเลือกใช้วัสดุช่างอย่างเหมาะสม การทาสีภายในบ้าน การปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย การเก็บและบำรุงรักษาเครื่องมือ และการใช้เครื่องมือช่างในบ้าน ตามลำดับ
3) การจัดการเรียนรู้ ให้จัดสมาชิกกลุ่มละ 4-5 คน จัดกลุ่มตามความ สมัครใจโดยสมาชิกมีความรู้ และทักษะงานช่างต่างกัน เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานที่ปลอดภัย การใช้เครื่องมืออย่างถูกต้อง และมีการรายงานสรุปกระบวนการทำงาน
4) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมประกอบด้วย ขั้นนำ ขั้นให้ความรู้เบื้องต้น ขั้นประเมินเบื้องต้น ขั้นแบ่งกลุ่ม ขั้นประยุกต์ และขั้นประเมินผล
5) จากผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียน พบว่า นักเรียนมีความรู้และทักษะในการทำงานช่างดีขึ้นเป็นลำดับ โดยสังเกตจากการใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น มีทักษะการทำงานร่วมกันดีขึ้น มีข้อขัดแย้งลดน้อยลง นักเรียนลดการพึ่งพาครู และหันมาปรึกษากันเองมากขึ้น
หวัดดีค่ะท่านรองฯเอกที่น่ารักของ...(ไม่บอก) สบายดีนะคะ ขอบคุณมากค่ะสำหรับวิจัยในชั้นเรียน ดีมาก..ได้ความรู้เพิ่มขึ้นและทบทวนไปด้วยเพราะลืมไปหมดแล้ว web blog ก็เกือบลืมไปแล้วเช่นกันกว่าจะตอบท่านรองฯได้หลายนาที เฮ้อ ! แก่แล้วไม่มีดีซักอย่าง มีอะไรเพิ่มเติมส่งไปนะคะ พบกันเปิดเทอมค่ะ.. Bye ๆ
ช่วยกันส่งเสริมงานวิจัยให้ง่ายขึ้น จะเป็นคุณูปการแก่ครูมากเลยครับ