วิถีชีวิตเกี่ยวกับเวลาของคนเราต่างกัน ข้าราชการมี 8.30 – 16.30 น. พ่อค้า จะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อเปิดร้านขายสินค้า ประมาณ 6.00 น. จะไปปิดร้านเอา 2-3 ทุ่ม แล้วแต่ทำเลที่ตั้งและชนิดของสินค้าที่ขาย บางร้านปิดการขายวันหยุด ตรงข้ามบางร้านยิ่งเปิดนานขึ้นในช่วงวันหยุด ไม่ต้องพูดถึงร้านประเภทสะดวกซื้อนะครับที่มาทำลายระบบเวลาหมดโดยเปิดตลอด 24 ช.ม. 

(ชาวบ้านตกลงให้มีการประชุมในเวลากลางคืนเดือนที่หนาวเย็น) 

ถ้าท่านเป็น แบงก์คอกเกี้ยน ที่ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เวลาที่ท่านอยู่กับบ้านก็น้องลงไปอีกมากนัก  ตรงข้ามกับชาวบ้านนอกคอกนา ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งโดยถูกบังคับด้วยระบบเช่นนั้น  ชาวกรุงเทพฯอยากกินปลาสักตัวก็เดินเข้าซุปเปอร์สโตร์ เดี๋ยวเดียวก็ได้ปลาที่ต้องการโดยจ่ายเงิน แต่...แต่ชาวบ้านอยากกินปลาสักตัว อาจใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง หรือครึ่งวันค่อนวัน กว่าจะได้ปลามากิน  ใช้เวลาทั้งวันขึ้นภูเขาเพื่อเก็บของป่าไปขายกว่าจะได้เงินมาสัก 20 บาท 

(ข้าราชการท่านนี้เป็นเพียงไม่กี่คนที่กล้ารับปากชาวบ้านมาร่วมประชุมในเวลากลางคืน กลางดงกลางป่า) 

เรารู้แต่ไม่ตระหนัก เราเห็นแต่เราไม่ใส่ใจ ไม่เคารพวิถีชีวิตของเขา แถมมองว่าด้อยกว่าและต่ำต้อย  การยกย่องว่าเป็นปราชญ์กันเกร่อบ้านเกร่อเมืองนั้นน่ะ จริงๆเคารพเขาแค่ไหน เราก็ยังใช้เราเป็นหลัก เอาเราเป็นตัวตั้ง เรากฎระเบียบเราเป็นที่ตั้ง เขาจะต้องขึ้นกับเรา เขาจะต้องปรับมายอมรับเรา เขาจะต้องยอมให้แก่เราเพราะเราเป็นผู้กำหนด 

(ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะสวยๆ เก้าอี้งามๆก็ทำงานได้) 

ในทางการศึกษาได้ยินมาเป็น 20 ปีแล้วว่าหลักการการศึกษาที่เหมาะสมนั้นต้องให้ เด็กเป็นศูนย์กลาง”(Child center) และเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการ ทั้งนี้ก็เป็นเหตุเป็นผลในทางหลักวิชาการ  ในทำนองเดี่ยวกันในทางวงการพัฒนาชนบทนั้นก็กล่าวกันมานานแล้วว่าหลักการพัฒนาที่เหมาะสมนั้น ควรให้ชาวบ้านเป็นตัวตั้ง หรือให้ ชาวบ้านเป็นศูนย์กลางการพัฒนา แต่ในทางปฏิบัตินั้นยังไม่ได้ตระหนักในหลักการและปรับระบบของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักการนี้ มีเพียงบางท่านที่ยอมรับและปรับตัวได้ดี

(ผู้นำกลุ่มตัดสินใจประชุมง่ายๆข้างถนน) 

นี่เป็นประเด็นใหญ่ของการพัฒนาประเทศชาติที่อาศัยระบบราชการ ไม่มีทางที่จะก้าวกระโดด ภาคธุรกิจก้าวไปไกล จนระบบราชการจะต้องปรับตาม แต่ระบบชนบทยังถูกลากถูกจูง งบประมาณอันมหาศาลแต่ละปีนั้น น่าที่จะก่อประโยชน์มากกว่านี้ หากตั้งใจและตระหนักในหลักการการพัฒนาชนบทที่เอาชาวบ้านเป็นตัวตั้ง   

(เมื่อหนาวเย็นก็สุมไฟ อิงไฟพร้อมคุยกันแบบง่ายๆ) 

วิถีชีวิตชนบทแต่ละแห่งแต่ละที่ยังแตกต่างกันไปอีก ความต่างเช่นนี้ไม่เคยปรากฏในแผนงานพัฒนาของรัฐเท่าใดนัก เวียตนามจะก้าวไปไกลกว่าเรา อีกหน่อยการดูงานพัฒนาชนบทไทยจะต้องไปดูงานของเขาแล้ว ทั้งๆที่เราทำงานพัฒนาชนตามหลักการใหม่มามากกว่า 30 ปี และเวียตนามเพิ่งจะพ้นภาวะสงคราม เรามีหลักการดีดีมากมาย หากเรามุ่งมั่นปรับระบบ ระเบียบ กระบวนการ วิธีการ หรือแม้แต่ความคิด ผู้บันทึกก็เชื่อมั่นว่าเราสามารถก้าวกระโดดไปไกลแน่นอน 

ดงหลวงคือเขตปลดปล่อยแรก เป็นเขตปกครองตนเองมาหลายปีเราลองมาแลกเปลี่ยนในเรื่องการพัฒนากับทัศนะชาวบ้านแบบดงหลวงได้ที่ เฮฮาศาสตร์ 3 วันที่ 16-18 พ.ย. 50 นี้ครับ

บางทีท่านอาจมีประสบการณ์ใหม่ๆที่ต่างออกไปก็ได้ครับ