ความงดงามแห่งการเรียนรู้ “ โรงเรียนชาวนา ” ๙ ตำบลในอำเภอเลิงนกทา และ ๒ ตำบลในอำเภอไทยเจริญ ของจังหวัดยโสธร มีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งจำนวน ๙๘ ครอบครัว พื้นที่ ๓,๖๐๐ ไร่ รวมตัวกันทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์แบบรับรองมาตรฐาน โดยพืชหลักคือข้าวหอมมะลิ ๑๐๕ การที่เกษตรกรมารวมกลุ่มกันจากต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน บางคนเพื่อให้ได้ประกันราคาผลผลิต บ้างก็ตามเพื่อนมา บ้างต้องการเรียนรู้ บ้างต้องการได้รับการสนับสนุนด้านอื่นๆ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์เลิงนกทาและไทยเจริญ จำกัด ได้นำงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ซึ่งส่วนใหญ่พบทางตันในการผลิตแบบเคมี ต้องการค้นหาทางเลือกในการทำการเกษตร และได้นำกระบวนการโรงเรียนชาวนาซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยการทดลองมาเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตจากเคมีเป็นอินทรีย์ ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบงานส่งเสริมที่ผ่านมาคือการชี้นำ ซึ่งทำลายความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วัตถุประสงค์หลักของโรงเรียนชาวนาคือ ๑. เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรในการวิเคราะห์การทำการเกษตร การวิเคราะห์สาเหตุข้อจำกัดและการทดสอบทางเลือกทางเทคนิคต่างๆ รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคนิคที่คัดเลือกมาได้โดยกระบวนการวิจัยอย่างมีส่วนร่วมและเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ๒. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาและประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรเอง๓. เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ระหว่างนักวิชาการและเกษตรกร ( ภูมิปัญญาพื้นบ้าน )๔. เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยการสนับสนุนให้เกษตรกรได้ทำการศึกษาทดลองจากแปลงของตนเอง๕. เพื่อคัดเลือกเทคนิคและวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสม สำหรับแก้ปัญหาการผลิตของเกษตรกร๖. เพื่อสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรในการตัดสินใจในการพัฒนาและคัดเลือกเทคนิคและวิธีการผลิตใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของท้องถิ่นหลักสูตรโรงเรียนชาวนาประกอบด้วย ๓ ส่วนคือ ๑. การสำรวจและวิเคราะห์นิเวศการเกษตร เป็นการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อสังเกต สำรวจระบบนิเวศน์ทางการเกษตรของแปลงโรงเรียน และทำการบันทึกข้อมูลต่างๆ จากนั้นแต่ละกลุ่มย่อยจึงนำข้อมูลที่ได้มาปรึกษากันภายในกลุ่ม วิเคราะห์ และหาข้อสรุป จากนั้นก็เตรียมนำเสนอข้อสรุปด้วยการวาดรูป และจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการจัดการแปลงที่เหมาะสม ต่อกลุ่มใหญ่ ๒. กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เป็นเกมส์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างกระบวนการกลุ่ม โดยทั่วไป กระบวนการกลุ่มจะต้องผ่านขั้นตอนสำคัญ ๗ ขั้น ดังนี้Ø รู้จักซึ่งกันและกันØ เคารพซึ่งกันและกันØ ยอมรับซึ่งกันและกันØ ทำงานร่วมกันØ สนับสนุนซึ่งกันและกันØ ทำงานเชื่อมต่อกันØ ร่วมมือกันเป็นกลุ่ม/ทีม ๓. การศึกษาหัวข้อพิเศษ เป็นกิจกรรมสำหรับพัฒนาความรู้ในประเด็นเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่เกษตรกรสนใจ และเป็นปัญหาที่เกษตรกรประสบอยู่ เช่น ดินและการปรับปรุงดิน โรค-แมลง และศัตรูธรรมชาติ การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยอินทรีย์และธาตุอาหาร บทบาทของผู้จัดการศึกษาคือ ประสานการนัดหมาย เตรียมอุปกรณ์ ช่วยจับประเด็น วิเคราะห์ปัญหา สร้างผู้นำ กระตุ้นการพูดคุยในระดับกลุ่ม ห้องเรียนอยู่ในทุ่งนา ในที่นี้ขอกล่าวถึงคุณสมบัติผู้จัดการศึกษาที่จะจัดการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วมจะต้องเป็นผู้มีใจกว้างพอที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความอดทน ใจเย็นรอคอยความคิดเห็นของเกษตรกร ในระยะแรกๆ จะใช้เวลานานมาก มีความสามารถในการจับประเด็น มีความรู้พื้นฐานด้านเกษตรอินทรีย์พอสมควร มีความเชื่อและศรัทธาต่อเกษตรอินทรีย์อย่างแท้จริง หลักการเกษตรอินทรีย์เป็นเป้าหมายในการปฏิบัติ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เป็นขอบเขต บรรทัดฐานว่าสิ่งใดควรทำ ไม่ควรทำ ถ้าทำจะเกิดประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่ทำจะเสียประโยชน์อย่างไร สิ่งใดต้องทำ ถ้าไม่ทำอาจเสียประโยชน์ เช่น …… สิ่งใดห้ามทำ ถ้าทำจะต้องรับผลเสีย หรือโทษ เช่น …… ซึ่งการจะทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่างต้องมีเหตุผลประกอบเสมอ ผู้จัดกระบวนการจะต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของเกษตรกร เคารพความคิดของทุกคน เป็นผู้มีความสามารถในการประสานงาน และวางแผนงานได้ดี เทคนิควิธีการจัดกระบวนการโรงเรียนชาวนา Ø ผู้จัดกระบวนการจะต้องจัดเตรียมเนื้อหา ผลการทดลองที่ผ่านมา แบบทดสอบ ข้อมูลวิชาการที่เกี่ยวข้อง อุปกรณ์ แบบฟอร์ม ให้พร้อม Ø ตั้งคำถามโดยไม่เน้นเกษตรกรรายหนึ่งรายใด Ø กรณีเป็นพี่เลี้ยงกลุ่มย่อยไม่ควรชวนเกษตรกรคุยØ ผู้จัดกระบวนการจะเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ตอบ แสดงความเห็น เล่า นำเสนอ Ø กระตุ้นกลุ่มย่อยให้มีส่วนร่วมในการแสดงความเห็น ช่วยงานกลุ่ม สับเปลี่ยน หมุนเวียนหน้าที่ Ø ผู้จัดกระบวนการหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม แต่โยนคำถามกลับด้วยคำถามปลายเปิด เสมอ ( คำถามปลายเปิดคือคำถามที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า อะไร เมื่อไร ที่ไหน อย่างไร ทำไม เท่าไร เมื่อไหร่ โดยใคร ) เปิดโอกาสสำหรับคนที่ไม่ค่อยพูด หรือพูดน้อย ใช้สื่อ อุปกรณ์ให้มาก ไม่เน้นการบรรยาย ถือว่าเกษตรกรคือผู้รู้ พยายามระดม กระตุ้นให้เกษตรกรแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่มี หรือข้อมูลที่สำรวจได้ออกมาให้มากที่สุด เพื่อประกอบการวิเคราะห์ นำปัญหาที่พบมาหาข้อตกลงร่วมในทุกเรื่อง เช่น ประเด็นแย่งกันพูด ขาดเรียน การมาเรียน การจัดการแปลงทดลอง การเตรียมอาหาร การนัดหมายครั้งต่อไป หัวข้อที่เรียน ฝึกการสังเกตให้ละเอียดที่สุด ดู นับ แล้วจดบันทึกประเด็นเหล่านั้น แยกหมวดหมู่ ผลดี ผลร้าย วิเคราะห์ ตัดสินใจ สู่การหาข้อสรุปร่วม เคล็ดลับ หัวใจหรือความสำเร็จของการจัดกระบวนการโรงเรียนชาวนาคือ จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ เช่นมาเรียนทุกสัปดาห์หรือทุกเดือนตามข้อตกลงของกลุ่ม และระยะเวลาเรียนต้องสอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโตของพืชหลัก กระตุ้นคนที่พูดน้อยให้มีโอกาสได้พูด ข้อค้นพบ ๑. เกษตรกรที่เข้าร่วมมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจากช่วงแรก คือคาดหวังคำตอบสำเร็จรูป เช่นถ้าเป็น…………..จะทำอย่างไรครับ มีปัญหาอย่างนี้ต้องทำอย่างไรครับ มันเป็นอะไรครับ เขาเรียกว่าอะไรครับ เอามาจากไหนครับ หลังจากผ่านกระบวนการโรงเรียนชาวนา จะรู้จักสังเกต จดบันทึก ตั้งข้อสงสัย ทดลองทำ กล้านำความรู้ที่ได้จากการทำมาแลกเปลี่ยนกับเพื่อนอย่างภาคภูมิใจ มีความมั่นใจในตนเอง ไม่คาดหวังคำตอบสำเร็จรูป รู้จักวิเคราะห์ตามหลักเหตุผล๒. รู้จักบริหารจัดการตนเองด้านเวลา เดิมจะไม่เข้าใจความสำคัญของการจัดการแผนเรื่องเวลา มักจะขาดเรียน มาสายด้วยเหตุผลหลายประการเช่น ต้องไปประชุมกับองค์กรต่างๆ หรือธุระอื่นๆ ภายหลัง กลุ่มได้มีข้อกำหนดร่วมกันเรื่องนัดหมายวันที่ทำกิจกรรมล่วงหน้า โดยกลุ่มมีส่วนในการกำหนดแผนการนัดหมายด้วยตัวเอง เมื่อเป็นคนนัด ฉะนั้นจึงเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ โดยจะปฏิเสธหรือเลื่อนนัดอื่นที่ตรงกับนัดร.ร. หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ให้คนในครอบครัวมาแทน เนื่องจากการทำเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก บางคนมาสายประจำ เพราะต้องไปเกี่ยวหญ้าให้วัว ควาย หลังจากผ่านกระบวนการเรียนรู้ เกษตรกรเริ่มเรียนรู้ว่าถ้าพรุ่งนี้เป็นวันเข้าโรงเรียน เย็นก่อนวันเข้าโรงเรียน เขาจะต้องเกี่ยวหญ้าไว้ให้เพียงพอสำหรับ ๑ วัน เพื่อที่จะได้มาเรียนให้ทันเพื่อน ๓. ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว เช่น การปรบมือจังหวะเดียวกัน ร้องเพลงที่มีความหมายร่วมกัน มีเป้าหมายในสิ่งเดียวกัน ทำให้มีความพยายามที่จะพัฒนาความสามารถตนเองให้ทันเพื่อน ทำให้เกิดพลังในการทำงาน โดยสรุปโรงเรียนชาวนาเป็นการเรียนรู้นอกระบบ ที่มุ่งเน้นพัฒนาระบบวิธีคิด สู่การเปลี่ยนแปลงวิธีปฏิบัติ โดยการค้นพบด้วยตัวเกษตรกรเอง เกษตรกรจึงเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อคนเราเกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองเป็นจะเป็นบ่อเกิดของคำว่า “ ศักดิ์ศรี ” โดยเฉพาะศักดิ์ศรีของความเป็นเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นภาคการผลิตที่เลี้ยงดูคนทั้งโลก แต่ถูกจัดให้เป็นชนชั้นด้อยโอกาส รายย่อย ยากจน สนใจติดตามรายละเอียด และแลกเปลี่ยนประสบการณ์การการจัดโรงเรียนชาวนาได้ที่ภาควิชา ภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ศูนย์เรียนรู้อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ( วิไลลักษณ์ เกศกุล ) โทรศัพท์ ๐๘๑ - ๗๑๘๒๔๖๖
การเรียนรู้ที่พัฒนาระบบความคิด
การเรียนรู้นอกระบบ โรงเรียนชาวนา เกษตรอินทรีย์
ความเห็น
ยังไม่มีความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
นาง อารมณ์ เดี่ยว ศรีสุธรรม · 13 ก.ย. 2550
กาต้า · 13 ก.ย. 2550
anita · 13 ก.ย. 2550
นาง อารมณ์ เดี่ยว ศรีสุธรรม · 13 ก.ย. 2550
กิตติพงศ์ พลเสน · 13 ก.ย. 2550
จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร · 13 ก.ย. 2550
กี๋ดี๋ · 13 ก.ย. 2550