ทำไม ต้อง Primary Care ?
บรรยากาศของการอบรมผู้บริหาร CUP รุ่นที่ 3 ของโครงการฯ มีผู้บริหาร CUP จาก 12 แห่ง 12 จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการบริการปฐมภูมิ ซึ่งในวันนี้ (13 ก.ย. 50) มีประเด็นแลกเปลี่ยนที่ทำให้ที่ประชุมได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง คือ ประเด็นของรูปแบบการจัดบริการ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน 2 กลุ่ม คือ
1. การแยกการบริการปฐมภูมิ ออกมาเป็นหน่วยบริการเฉพาะ ออกจากระดับ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ
2. การรวมการให้บริการทั้ง 3 ระดับในหน่วยบริการเดียวกัน เช่น ในระดับโรงพยาบาล
ซึ่งทั้ง 2 แนวคิด ต่างมีการอภิปรายให้เหตุผลกันอย่างน่าสนใจ ซึ่งก็ยังเป็นประเด็นที่ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะเชื่อว่าต่างก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน และเชื่อมโยงกับนโยบาย โดยเฉพาะในด้านการจัดสรรงบประมาณจาก สปสช. อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดของการจัดบริการจะแตกต่างกันอย่างไร แต่เป้าหมายสุดท้ายของการให้บริการสาธารณสุข ต่างก็มุ่งไปส่การสร้างสุขภาวะของพี่น้องประชาชนเหมือนกัน จึงอยากให้ทุกท่านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในประเด็นนี้ เพื่อหาแนวทางการขับเคลื่อนสุขภาวะของบ้านยเราต่อไปครับ
ด้วยความเคารพรัก
สวัสดีค่ะ อาจารย์ตี๋
อาจารย์และคณะ คงสบายดีน่ะค่ะ
ทำไมต้อง Primary care ...เป็นสถานบริการด่านแรกที่ประชาชนเข้าถึง และไว้วางใจเมื่อยามป่วยกาย หรือแม้กระทั่ง ป่วยทางใจ ต้องขอรับคำปรึกษา ซึ่งนั่นหมายถึงเป็นสถานบริการเฉพาะทางไปด้วย
ขอร่วมสนุกกับรุ่นอื่น ๆ ด้วยน่ะ
(ตอนนี้ยุ่งมากเลย ร่วมประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์จังหวัด)
สวัสดีค่ะ น้องตี๋
ขอร่วมแจมกับ รุ่นน้องนะคะ พี่เห็นด้วยกับน้องตี๋นะคะ เพราะถึงเราจะเถียงกันอย่างไร อยากจะให้บริการปฐมภูมิเราสมบูรณ์แบบแค่ไหน ปัจจัยที่จะส่งผลแห่งความสำเร็จนั้น อยู่ที่ความชัดเจนของ สป.สช. ทั้งในการจัดสรรเงิน การกำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการจัดบริการสาธารณสุข ซึ่งจุดมุ่งหมายที่สำคัญคือ การสร้างสุขภาวะให้กับประชาชนคนไทยนั่นเอง
พอดี หลังจากที่จบการอบรม Module 4 พี่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับ สป.สช.ในการตรวจประเมินมาตรฐานสถานบริการเพื่อขึ้นทะเบียนปี 2551 ทำให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่า บริบทของ Primary Care ที่ สป.สช. เขาต้องการนั้นเป็นสิ่งที่เราทำได้ไม่ยาก และเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานที่เขาวางไว้ เพราะนั่นคือหลักประกันว่า ประชาชนคนไทยจะได้รับบริการที่ได้มาตรฐานไปด้วย จริงๆแล้วถ้าหากเราได้ศึกษา Primary Care อย่างลึกซึ้งแล้ว เราคงไม่มานั่งเถียงกันหรอกว่า ทำไมต้อง Primary Care เพราะ ความชัดเจนนั้นมีอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครที่จะฟันธงว่าที่แท้จริงแล้ว เขาต้องการให้เราทำอะไรกันแน่ แต่ที่ได้คุยกับพี่ที่อยู่ สป.สช.ก็ทราบว่าเขาต้องการให้เราจัดบริการแบบที่ คุณหมอเอ กำลังทำอยู่ คือ ต้องการให้เกิด CMU นั่นเองค่ะ เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ผสมผสาน เป็นองค์รวม ซึ่งประชาชนจะเข้าถึงง่าย และมีความพึงพอใจสูงสุดค่ะ
น้องตี๋คะ พี่ฝากความคิดถึงอาจารย์ชนินทร์และอาจารย์ทุกๆคน รวมทั้งคุณน้องฉัตรด้วยนะคะ ช่วยบอกอาจารย์ชนินทร์ด้วยว่า น้องตุ๊ (แม่ใจ) ฝากบอกว่าถ้าอาจารย์จะนัดรับประกาศให้กำหนดไว้สัก 3 วัน เพราะพวกเรารุ่น 2/1 คิดถึงกันมากอยากมีเวลาคุยกันนานๆ ถ้าอาจารย์จะกรุณาก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ ขอบพระคุณล่วงหน้านะคะ
สวัสดีครับพี่วิลาวรรณ พี่อุบล
ตอนนี้ทุกคนยังอยู่ที่นครนายกครับ เป็นช่วงของรุ่นที่ 3 และ 4 อาจารย์ชนินทร์ และทุกๆ คนจึงไม่ค่อยมีเวลาว่างเขียน blog เพื่อให้หายคิดถึงกัน อย่างไรก็ตามทุกคนสบายดี และจะพยายามให้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ ส่วนวันรับประกาศจะเรียนให้อาจารย์พิจารณากันอีกที ช่วงนี้ก็ฝากความคิดถึงกันผ่าน blog ไปพรางก่อนนะครับ
ส่วนประเด็นของ Primary Care ก็นับเป็นความท้าทายที่น่ายินดีครับ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพื่อสร้างสรรค์สุขภาวะของทุกคน นับว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ซึ่งเชื่อว่าในไม่ช้าเราจะเห็นภาพที่ชัดเจนเป็นภาพเดียวกัน และนำสู่เป้าหมายที่เราฝันไว้ได้ ซึ่งอยากให้ทุกท่านเข้ามาแลกเปลี่ยนกันเพิ่มขึ้นครับ
ด้วยความเคารพรัก
วันนี้ (18 ก.ย.) การอบรมผู้บริหาร CUP รุ่นที่ 4 ของโครงการได้ระดมสมองเพื่อกำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกันของการจัดทำแผนพัฒนา CUP ในระยะ 3 ปี ซึ่งด้วยเวลาที่ค่อนข้างกำจัด อ.นพ.ปูม มาลากุล ณ อยุธยา ได้ระดมสมองกลุ่มโดยทีเป้าประสงค์หลัก Focus ไปที่การให้บริการที่เน้นให้บริการแบบปฐมภูมิ (Primary Care) ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันว่าแผนพัฒนา CUP ระยะ 3 ปี ควรมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
วัตถุประสงค์ 1. เพื่อลดสภาวะของการเจ็บป่วยที่ต้องใช้บริการสุขภาพในระดับทุติยภูมิหรือตติยภูมิโดยไม่จำเป็น2. เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพและลดผลกระทบจากการให้บริการที่เกินจำเป็นหรือไม่เหมาะสมตามความชุกของโรคในพื้นที่3. เพื่อให้การบริการสามารถตอบสนองหรือนำไปสู่การแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพได้มากขึ้น4. เพื่อลดอุบัติการณ์ของโรคที่เป็นปัญหาในพื้นที่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">5. เพื่อให้ประชาชน ครอบครัว และชุมชน สามารถดูแลและพึ่งตนเองด้าน สุขภาพได้อย่างถูกต้องเหมาะสม</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ซึ่งผู้เข้าร่วมอบรมเชื่อว่าด้วยวัตถุประสงค์ทั้ง 5 ข้อนี้ จะทำให้การจัดบริการปฐมภูมิของ CUP จะสามารถบรรลุเป้าประสงต์ได้ ว่าแต่...ทุทก่านคิดเห็นเป็นประการใด ช่วยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันด้วยนะครับ</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ด้วยความเคารพรัก</p>
สวัสดีกับ..
ผมกำลังลงอยู่ pcu ก็ได้แนวคิดจากการอบรมที่จะนำไปใช้ โดยตั้งเข็มทิศที่จะเดิน พึ่งตนเองและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนในการดูแลสุขภาพ ตอนนี้กำลังเก็บข้อมูลนำเสนอพันธ์มิตรชุมชน แนวทางที่จะทำ นำเสนอสถานการณ์สุขภาพของชุมชนให้พันธ์มิตรรู้ เพื่อร่วมกันเป็นเจ้าภาพตามบทบาทองค์กร ต่อจากนั้นก็จะพัฒนาแกนนำสุขภาพให้เป็นที่ยอมรับของชุมชนในการบริการดูแลสุขภาพขั้นต้น และการเผยแพร่ความรู้ในการดูแลสุขภาพตามสภาพชุมชน ที่ลืมไม่ได้คือการส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักลด ละ เลิก ปัจัยเสี่ยงที่มีผลต่อสุขภาพจนเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีต่อสุขภาพ ในความคิดตนเองอยากให้สปสช.ทำสัญญากับ pcuโดยตรงเพราะเชื่อมือ พวกเราว่าน่าจะบริกหรงานและเงินให้เพียงพอได้ ตอนนี้เงินไปอยู่ในระบบบริหารจัดการเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เงินส่วนบริการน้อย ผมเลยมีความคิดว่าเราไปสร้างการมีส่วนร่วมของตนในชุมชนดีกว่าไปแก้ปัญหาความลดความแออัด ของผู้ป่วยที่มารับบริการ ซึ่งต้องใช้งบด้านลงทุนมากมายและฝากขออนุญาติ อ.ชนินทร์ ที่จะเอาโครสร้างหลักสูตรผู้บริหารpcu ไปใช้อบรมแกนนำชุมชนเพื่อสร้างความตระหนักและเห็นความสำคัญของตนเองในการช่วยจับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมเชิญว่าโครงสร้างหลักสูตรนำไปใช้ได้...แต่ที่ไม่แน่ใจคือทีมวิทยากรจะสามารถสือสารให้ผู้เข้าอบรมได้มากน้อยเพียงใด ...จะแลกเปลี่ยนประสบการอย่างเป็นระยะ....วันนี้ราตรีสวัส.
ขอชื่นชมและดีใจแทนชาวสิงหนครมากๆ ครับ ที่มีทีมพัฒนาสุขภาวะที่ทุ่มเท ขอเป็นกำลังใจให้ครับ หวังว่าจะได้ลงไปที่สิงหนครเพื่อดูความสำเร็จในอนาคต
สำหรับประเด็นการให้ สปสช. ทำสัญญาโดยตรงกับ PCU คงเป็นประเด็นที่ต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพิ่มเติมและสะท้อนไปยังผู้รับผิดชอบ โดยส่วนตัวแล้วถ้าพื้นที่มีศักภาพในการพัฒนาตามบริบทของตัวเอง การดำเนินการด้วยตัวเองนับว่าเป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดความยั่งยืนได้ ส่วนแหล่งงบประมาณอาจจะต้องอาศัยจากหลายภาคส่วน เช่น อปท. นอกเหนือจากหน่วยงานหลักอย่าง สปสช. ครับ
ส่วนการนำหลักสูตรอบรมไปปรับใช้เชื่อว่าอาจารย์ชนินทร์ยินดี แต่อย่าลืมปรับให้เข้ากับวิถีชุมชนด้วยนะครับ แต่ตอนนี้อาจารย์อยู่ที่อินเดีย ยังไม่มีเวลาพักเลย กลับมาวันที่ 28 ก.ย.ก็ลุยอบรมรุ่นที่ 3 และ 4 ต่อ แต่อาจารย์ก็ฝากความคิดถึงทุกๆ คนครับ
ขอให้โชคดีครับ
ด้วยความเคารพรัก
คำถามจาก อ.ตี๋ “ทำไมต้อง Primary Care?”
ความเห็นผมนั้น Primary Care เป็นชุดของยุทธศาสตร์ เพื่อการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ สาเหตุที่ต้องปฏิรูประบบสุขภาพก็เพราะค่าใช้จ่ายด้านนี้นับวันจะสูงขึ้นมาก การปฏิรูประบบสุขภาพก่อนโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น เรามักไม่ค่อยกระตือรือร้นมากนักเพราะค่ารักษาพยาบาลยังสามารถเรียกเก็บจากคนไข้ได้ แต่นับจากมีโครงการหลักประกันหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นต้นมา รัฐบาลเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นผู้รับภาระทั้งหมด ภาษีของคนทั้งชาติถูกนำมาใช้ในโครงการนี้จำนวนมหาศาล จึงเป็นตัวกระตุ้นสำคัญและทำให้เกิดคำถามตามมาว่าจะทำอย่างไรให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสามารถดำรงอยู่ได้ตามแนวทางของรัฐสวัสดิการ ในขณะนี้ที่ประชาชนก็ยังคงเรียกร้องบริการจากรัฐในระดับที่สูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ชุดของยุทธศาสตร์ Primary ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ประการแรก การป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพเป็นวิธีการหนึ่งซึ่งเราทำกันมาตลอด และยังจำเป็นต้องทำให้ดียิ่งขึ้น เพื่อหวังลดอุบัติการณ์ของโรค ยุทธศาสตร์ประการที่สอง ก็คือการจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บเสียตั้งแต่ระยะเริ่มแรกขณะยังเจ็บป่วยไม่มากหรือมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วย การเกาะติดและเข้าถึงสภาวะสุขภาพของประชาชนผู้ลงทะเบียนและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญ ยุทธศาสตร์ประการที่สาม การเป็น Gatekeeper ที่จะช่วยให้คนไข้ได้รับบริการที่เหมาะสมตามความชุกของโรคในพื้นที่ ให้บริการที่ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปและตรงตามปัญหาสุขภาพ และ ยุทธศาสตร์ประการสุดท้าย การให้บริการที่สามารถแก้ไขหรือนำไปสู่การแก้ไขต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาสุขภาพ ซึ่งอาจมาจากสาเหตุนอกปัจจัยชีวการแพทย์ เช่น ปัจจัยด้าน จิตใจ ครอบครัว ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม
ลองนึกดูเถิดคุณลักษณะของ Primary Care ทั้ง เจ็ดแปดข้อยกเว้นการพึ่งตนเองหรือการสร้างภาคีเครือข่าย ต่างมุ่งเพื่อสนองยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาใช่หรือไม่
ขอบพระคุณ อ.ปูม ครับ ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้ความชัดเจน และตอบคำถาม "ทำไมต้อง Primary Care?" ทำให้เห็นภาพชัดมาก ซึ่งคงเป็นความท้าทายที่น่าสนุกสำหรับคนทำงาน เพราะนอกจากจะอยู่ในยุคของการเปลี่ยนผ่าน (อีกครั้ง) แล้ว ยังต้องปรับแนวคิดของประชาชนเอง ให้เล็งเห็นถึงศักยภาพในการพึ่งตนเองให้มากขึ้นด้วย...
ด้วยความเคารพรัก