เท่าที่ผมสังเกต ผมคิดว่าวิธีการบริหารจัดการแบบ "ไทยๆ" แบ่งได้เป็นสองแบบคือ แบบ "ขุนนาง" กับแบบ "นักเลง"

สองแบบนี้มีมาตั้งแต่โบราณครับ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ฝังรากในสังคมไทยอย่างยาวนานและยังถูกใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างเหนียวแน่นไม่เปลี่ยนแปลง

การบริหารจัดการแบบ "ขุนนาง" คือการบริหารที่อยู่บนพื้นฐานของ "อำนาจ" ที่เป็นของ "ผู้มีอำนาจ" ผู้ซึ่งอำนาจนั้นได้รับมาจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า

ในระบบนี้จะเต็มไปด้วยการเอาออกเอาใจ ยกยอปอปั้น และการทำงานจะมุ่งอยู่ที่การทำเพื่อให้ผู้มีอำนาจเห็นผล ไม่ได้มองเนื้องานเป็นหลัก เพราะอำนาจของผู้มีอำนาจนั้นมีสภาวะ absolute ใครไปแย่งชิงไม่ได้ เนื่องจากยังมีอำนาจของผู้มีอำนาจเหนือผู้มีอำนาจค้ำอยู่ ดังนั้นความผิดความถูกอยู่ที่ผู้มีอำนาจเป็นผู้ตัดสินเท่านั้น

เราคงนึกออกนะครับ ว่าระบบ "ขุนนาง" นี้เป็นลักษณะอย่างไร เพราะพบเจอกันได้ทุกเช้าเย็น

ในขณะเดียวกันสังคมไทยมีการบริหารจัดการอีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นยาดำแฝงอยู่และขับเคลื่อนประเทศไทยอยู่อย่างเงียบๆ นั่นคือระบบ "นักเลง"

"นักเลง" คือผู้มีศักยภาพในการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และด้วยศักยภาพที่เขามีนั้น ทำให้เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา "ขุนนาง"

เรียกว่าไม่มี "ขุนนาง" ค้ำจุนก็ไม่อดตาย อาจไม่ได้กินอยู่สุขสบาย แต่อยู่ได้ก็แล้วกัน

ด้วย "ใจ" ตรงนี้เขาจึงอยู่ได้และทำงานให้ขับเคลื่อนไปได้ 

"นักเลง" นี่มีทั้งหญิงทั้งชายนะครับ ขอบอกไว้ก่อน ตั้งแต่โบราณแล้วด้วย ขุนโจรดังๆ ในประวัติศาสตร์ที่เป็นผู้หญิงก็หลายคนอยู่เหมือนกัน

และ "นักเลง" นั้นจะอยู่กันเป็นกลุ่ม อยู่กันกับ "คอนักเลง" ด้วยกัน ไม่ได้อยู่ด้วยการยกยอปอปั้นเพื่อแสวงหาประโยชน์ แต่อยู่ด้วย "ใจนักเลง" ครับ

"ใจ" ครับ "ใจ" อ่านว่า "ใจ" แปลว่า "ใจ"

"นักเลง" เขาไม่ได้อยากเป็น "ขุนนาง" มียศตำแหน่งใหญ่โต เขาเป็น "นักเลง" ตำแหน่งเดียวที่เป็นในระบบนักเลงคือ "ขุนโจร"

เรื่องนี้อธิบายยาก "ขุนนาง" ย่อมไม่เข้าใจ flat organization ของ "นักเลง" และ "นักเลง" ก็ไม่สนใจ "complex organization" ของ "ขุนนาง"

"ขุนนาง" บางคนพยายามเอา "ตำแหน่ง" มาล่อ "นักเลง" ก็พาลให้น่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง

เรื่อง "ขุนนาง" กับ "นักเลง" นี้มีมาแต่โบราณจริงๆ ครับ "ขุนนาง" แต่โบราณก็อยู่กับข้าทาสบริวาร ส่วน "นักเลง" ก็เข้าป่าตั้งบ้านเรือนอยู่กัน

ในขณะที่ขุนนางอยู่กันอย่างมีชนชั้น มีข้า มีทาส มีนาย มีบ่าว นักเลงกลับอยู่อย่างเท่าเทียมกัน มีหัวหน้า มีลูกน้อง แต่ก็ไม่ได้มีโครงสร้างการปกครองที่ซับซ้อน นึกอีกทีไทยเราก็มีระบบประชาธิปไตยซ่อนอยู่ในป่าตั้งแต่โบราณเหมือนกัน

วันไหน "ขุนนาง" เกิดหึกเหิมบุกหมู่บ้าน "นักเลง" ก็ถูก "นักเลง" (ซึ่งในที่นี้จะถูกขุนนางเรียกว่า "กองโจร" บ้าง "ซุ้มโจร" บ้าง) ตีกลับไป บางครั้งก็ตามกลับไปปล้นขุนนาง แต่ถ้าขุนนางกำลังเยอะนัก นักเลงก็ย้ายรกรากเข้าป่าลึกต่อไป

เรื่องนักเลงกับขุนนางนี่ผมรู้ดีครับ เพราะผมมีเลือด "นักเลง" วิ่งอยู่ตัวตัวเยอะ บรรพบุรุษผมนี่ซุ้มโจรเก่าเลยครับ

ก่อนเล่าเรื่องนักเลงต่อ มาดูบริบทของการจัดการความรู้กับ "นักเลง" กันหน่อย

การจัดการความรู้ในองค์กรนั้นเราเน้นที่จะกระทำเพื่อระบุตัว "นักเลง" ในองค์กรออกมาให้ได้

สิ่งที่สอนที่เรียนกันในวิชาการจัดการความรู้โดยทั่วไปคือ โครงสร้างองค์กรที่เราเห็นกันบนกระดานสวยๆ นั้น ไม่ใช่โครงสร้างที่แท้จริง เพราะผู้มีอำนาจในองค์กรตามตำแหน่งนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่มีอำนาจขับเคลื่อนองค์กรเลยก็ได้

ในขณะเดียวกัน "นักเลง" ที่เป็นที่ "ยอมรับ" ของเพื่อนนักเลงด้วยกันต่างหาก ซึ่งไม่ได้อยู่ใน organization chart กลับเป็นคนขับเคลื่อนองค์กรอย่างแท้จริง

การจัดการความรู้ถ้ามองในมุมหนึ่งแล้วคือการแสวงหา "นักเลง" และ "กลุ่มนักเลง" เพื่อจะให้พลังแก่ "นักเลง" ในการทำงาน

แต่หลายต่อหลายองค์กรแม้จะชูธง "การจัดการความรู้" กลับติดอยู่กับระบบ "ขุนนาง" ที่ใช้อำนาจเป็นใหญ่ โดยหลงลืมไปว่า "นักเลง" คือสิ่งที่ตัวเองต้องแสวงหาและ "empower" เพื่อให้งานเกิดขึ้น

วันนี้ผมขัดใจ "ขุนนาง" เลยจะเขียนบันทึกนี้สอนคนให้เป็น "นักเลง" ซะบ้าง

เพราะผมเป็น "นักเลง" พ่อผมก็เป็น "นักเลง" ปู่ผมก็เป็น "นักเลง" ทวดผมยิ่งเป็น "นักเลง" หนัก ดังนั้นใครมาทำตัว "ขุนนาง" กับผมนี่ สัญชาติญาณบอกให้ผมทำสองอย่าง คือปล้นมันซะแล้วหลบไปตั้งบ้านเรือนในป่าดงพงไพรของตัวเอง

นึกภาพผมกระทืบท้องเรือนของ "ขุนนาง" จนเสาคลอนประกอบ

ใครคิดจะปกครอง "นักเลง" ต้องมี "ใจนักเลง" ครับ

"ใจนักเลง" เรื่องแรกคือต้อง "ใจกว้าง ใจใหญ่" ไม่ใช่เอาเรื่องเล็กกระจุ๋มกระจิ๋มมาทำให้เสียงานไปหมด

เรื่อง "ใจนักเลง" นี่ก็สอนกันไม่ได้อีก เป็นเรื่องทางสังคมที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ สอนกันตรงๆ คงไม่ได้ หมายความว่า "ขุนนาง" เอามาสอนให้เป็น "นักเลง" ไม่ได้ และเอา "นักเลง" มาให้ทำตัวเป็น "ขุนนาง" ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน

แต่ "ใจนักเลง" นี่สำคัญ เพราะ "นักเลง" นี่เขาไม่ได้วัดกันที่ "อายุ" แต่เขาวัดกันที่ "ใจนักเลง"

ในตอนต้นผมเขียนถึงบริบท "นักเลง" กับ "การจัดการความรู้" แล้ว ต่อไปผมขอเขียนถึง "นักเลง" กับ open source บ้าง

วงการ open source นี่คือ "ซุ้มโจร" ระดับโลกเลยครับ

open source นี่ "นักเลง" ทั้งนั้น มาด้วย "ใจนักเลง" ช่วยเหลือกันด้วย "ใจนักเลง" ล้วนๆ ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ "ใจ" เจอกับ "ใจ" ครับ ไม่ต้องคุยกันมาก ไม่ต้องสาธยายให้วุ่นวาย

หลายองค์กรพยายามทำ open source/open contents แต่ไปไม่ถึงไหนเพราะมาในแบบ "ขุนนาง" ไม่ได้มีความเข้าใจธรรมชาติของ open source/open contents เลย น่าหนักใจมาก

ยิ่งสนใจ open source/open contents และ "การจัดการความรู้" ทั้งสองอย่างเลย แต่ยกร่างมาเป็น "ขุนนาง" นี่ไม่ไหว

สรุปว่าจะทำงาน open source/open contents ต้องมี "ใจนักเลง" และจะทำงาน "การจัดการความรู้" ก็ต้องมี "ใจนักเลง"

ถ้าจะเป็น "ขุนนาง" แล้วจะมายุ่งกับ open source/open contents หรือ "การจัดการความรู้" ขอบอกว่าอย่าดีกว่า

คิดจะเลี้ยง "นักเลง" ต้อง "ใจนักเลง" เพราะไม่มี "ขุนนาง" ที่ไหนเลี้ยง "นักเลง" อยู่ 

คิดแล้วขัดใจ ขอกระทืบท้องเรือนให้เสาคลอนอีกที