ท่านว่างบดุลก็เหมือนขวดโหล ข้างซ้ายคือสินทรัพย์ ก็เหมือนเงิน (หรือของก็ได้) ในขวดโหล ส่วนข้างขวาคือหนี้สินกับทุน ก็เหมือนเอาป้ายมาติดข้างขวดโหล ว่าที่มาของเงินในขวดโหลนั้นน่ะ มาจากไหน เป็นเจ้าหนี้ให้ (ยืม) มา หรือเจ้าของทุนให้มา

ตอนที่แล้วๆ มา ผมเล่าถึงกระแสเงินสดในแง่มุมต่างๆ   มาคราวนี้ ผมจะขอพูดถึงงบดุลบ้าง   สำหรับท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่าน Blog ของผมนะครับ อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องราวของนักบัญชีนักการเงินเท่านั้น เพราะคิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตของคุณแน่นอน

ก่อนจะเข้าเรื่องงบดุลผมขอเล่าเรื่องสัก 1 เรื่องและขอเท้าความอีกสัก 1 เรื่องก่อนนะครับ

เรื่องแรก มีท่านหนึ่งมาถามผมเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นครับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเล่นหุ้นนั่นล่ะครับ   ถามผมว่า ช่วงนี้ (ตอนนั้น) สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ ยังลงทุนในหุ้นได้อีกหรือเปล่า   ผมไม่ตอบครับ แต่ถามกลับไปว่า ตอนนี้ท่านมีเงิน (และสินทรัพย์อื่นๆ) ทั้งหมดเท่าไหร่ จัดสรรอย่างไรบ้าง คิดว่าอยากจะลงทุนในหุ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ที่มี   ที่ผมถามก็เพราะจะมาคิดว่าควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นหรือลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้น หรือที่เรียกว่า Asset Allocation นั่นแหละครับ   แต่ปรากฏว่า ท่านไม่ทราบ คือไม่ได้จดบันทึกรวบรวมไว้ว่าตอนนี้ลงทุนไปในอะไรบ้าง มีสินทรัพย์ทั้งหมดเท่าไหร่ จัดสรรอย่างไร   ถ้าถามว่าแปลกไหม ผมก็ว่าไม่แปลก เพราะเท่าที่ผมลองสอบถามมา มีคนส่วนน้อยเท่านั้นครับที่จดบันทึก ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่น่าทำมากๆ   อย่างนี้ต้องอาศัยการทำงบดุลครับ <p>เรื่องที่สอง จะขอเท้าความถึงตอนที่ 4 ที่พูดถึงกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน ตอนหนึ่งได้เตือนไว้ว่าให้ระวังเรื่องการกู้หนี้ยืมสินให้ดี เพราะถ้าไม่ระวังให้ดี กู้หนี้มาโปะ ดอกเบี้ยพอกพูน หนี้สินจะโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหนี้ท่วม   ถ้าอย่างนั้น เราจะตรวจติดตามภาวะหนี้สินเราได้อย่างไร ว่ายังไม่มากเกินไป   นี่ก็อีกเหมือนกับครับ หลายคนมากๆ ก็ไม่ได้จดบันทึกหนี้สินเอาไว้   ก็ต้องอาศัยการจดบันทึกงบดุลนี่ล่ะครับ</p><p>(หมายเหตุ ดูความตอนที่ 4 ได้ที่นี่ http://gotoknow.org/blog/wachirachai/121655) </p><p>เกริ่นพอแล้ว ขอเข้าเรื่องงบดุลสักทีครับ   ท่านที่เคยผ่านหูผ่านตาเรื่องงบดุลในทางบัญชี คงเคยได้ยินหลักการสำคัญที่ว่า ทำงบดุลแล้วต้อง “ดุล” นั่นคือ ข้างซ้ายเท่ากับข้างขวา   ข้างซ้ายคือสินทรัพย์ ส่วนข้างขวาคือหนี้สินบวกกับทุน (หรือส่วนของผู้ถือหุ้น)   เมื่อผมเริ่มรู้จักงบดุลใหม่ๆ ผมก็ได้ยินอย่างนี้เหมือนกัน แล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันต้องเท่ากัน   ต้องทำความเข้าใจหลักการบัญชีอยู่ตั้งนาน   คราวนี้ เมื่อประมาณ 3-4 ปีก่อน ผมมีโอกาสได้ฟังการอบรมจาก อ.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ ท่านอธิบายเรื่องงบดุลให้กับคนที่ไม่ใช่นักบัญชีฟังได้น่าสนใจมาก ฟังดูเข้าใจง่ายดี ผมจึงขอยกวิธีการอธิบายของท่านมาอธิบายไว้ ณ ที่นี้</p>ท่านว่างบดุลก็เหมือนขวดโหล   ข้างซ้ายคือสินทรัพย์ ก็เหมือนเงิน (หรือของก็ได้) ในขวดโหล   ส่วนข้างขวาคือหนี้สินกับทุน ก็เหมือนเอาป้ายมาติดข้างขวดโหล ว่าที่มาของเงินในขวดโหลนั้นน่ะ มาจากไหน เป็นเจ้าหนี้ให้ (ยืม) มา หรือเจ้าของทุนให้มา   เพราะฉะนั้น ถ้าจดป้ายถูก มันก็ต้องเท่ากันแน่นอน ไม่ได้มหัศจรรย์อะไร <ul><li><div>ตอนแรก บริษัทระดมทุนมา โดยเอาเงินมาจากเจ้าของทุน (หรือผู้ถือหุ้น) ส่วนหนึ่ง สมมุติว่า 10 บาท แล้วก็กู้มาจากเจ้าหนี้อีกส่วนหนึ่ง สมมุติว่า 15 บาท   ได้เงินมาใส่ขวดโหลไว้ เงินก็เป็นสินทรัพย์จำนวน 25 บาท แล้วก็จดได้ว่าเป็นหนี้สิน 15 บาท เป็นทุน 10 บาท; ได้ดุล</div></li></ul><p align="center">เงิน (25) = หนี้ (15) + ทุน (10)</p><ul><li><div class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 0pt"> พอบริษัทเอาเงินไปซื้อเครื่องจักรราคา 20 บาท เงินในขวดโหลก็จะเหลือ 5 บาท แต่ได้เครื่องจักรราคา 20 บาท ก็เอาเครื่องจักรใส่ขวดโหลไว้อีก ของในขวดโหลก็จะยังเป็น 25 บาทเท่าเดิม; ได้ดุล</div></li></ul><p align="center">เงิน (5) + เครื่องจักร (20) = หนี้ (15) + ทุน (10)</p><ul><li><div>พอเครื่องจักรผลิตของได้กำไรเป็นเงินมา 5 บาท เอาใส่ขวดโหล สินทรัพย์หรือของในขวดโหลก็จะเพิ่มเป็น 30 บาท เราก็จดป้ายไว้ว่า หนี้สินยังเป็น 15 บาท แต่ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน บวกกำไรสะสม) จะเพิ่มเป็น 15 บาทแล้ว เพราะกำไร 5 บาทที่ได้มาเป็นของเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นนั่นเอง; ได้ดุล</div></li></ul><p align="center">เงิน (10) + เครื่องจักร (20) = หนี้ (15) + ส่วนของผู้ถือหุ้น (15)</p><ul><li><div>ถ้าเราเอาเงิน 10 บาทที่มีในขวดโหล (5 บาทจากตอนแรก บวกกับ 5 บาทจากกำไร) เอาไปคืนหนี้ สินทรัพย์หรือของในขวดโหลก็จะเหลือ 20 บาท (คือเครื่องจักร) แล้วเราก็จดป้ายไว้ว่า หนี้สินเหลือ 5 บาท (เพราะคืนไปแล้ว 10 บาท) และส่วนของผู้ถือหุ้นยังเป็น 15 บาท; ได้ดุล</div></li></ul><p align="center">เงิน (0) + เครื่องจักร (20) = หนี้ (5) + ส่วนของผู้ถือหุ้น (15) </p><ul><li><div>ฯลฯ</div></li></ul>(หมายเหตุ ใครต้องการอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับงบดุล หาอ่านได้ที่นี่ครับ http://th.wikipedia.org/wiki/งบดุล และ http://en.wikipedia.org/wiki/Balance_sheet ) <p>หลักการเรื่องงบดุล ถ้านำมาประยุกต์ใช้กับการเงินในชีวิตประจำวัน ก็คือการนับของในขวดโหลแล้วก็จดบัญชีปิดป้ายไว้ อยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ   นับของในขวดโหลว่ามีอะไรอยู่ในขวดโหลบ้าง ก็คือนับดูว่าเรามีสินทรัพย์อะไรบ้าง อยู่ในรูปอะไรบ้าง   แล้วก็จดบัญชีปิดป้ายไว้ว่า เรามีหนี้สินอยู่เท่าไหร่   ส่วนที่เรามีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน ก็เป็นส่วนของเรา ส่วนของเรานี้ บางทีก็เรียกว่า Net Worth บางทีก็เรียกว่าสินทรัพย์สุทธิ (หรือ Net Assets) ก็มี</p><p>สำหรับตัวผมเอง ผมจดบันทึกงบดุลอยู่สม่ำเสมอครับ   จริงๆ แล้ว ที่จดก็จดแต่สินทรัพย์เท่านั้นล่ะครับ เพราะไม่มีหนี้สิน (โชคดีจริงๆ)   เพราะฉะนั้น Net Worth ของผมก็จะเท่ากับสินทรัพย์ทั้งหมด   โดยผมจะพยายามบันทึกหรือ Update ทุก 3 เดือน ว่าขวดโหลของผมมีสินทรัพย์อะไรบ้าง   หลักๆ ก็มี เงินฝากธนาคารบ้าง เงินลงทุนในหุ้นและหุ้นกู้บ้าง เงินลงทุนในกองทุนรวมบ้าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ RMF และกองทุนหุ้นระยะยาวหรือ LTF ซึ่งจะพูดถึงต่อไปเมื่อมีโอกาสครับ) แต่ในขวดโหลยังไม่มีที่ดินหรืออาคารครับ   เมื่อเราทำงานเก็บออมมากขึ้น ก็จะเห็นขวดโหลเรามีของมากขึ้น จะได้มีไว้พอสำหรับหลังเกษียณ (หัวข้อนี้ก็น่าสนใจนะครับ ไว้จะพูดถึงต่อไปอีกเหมือนกันครับ)</p><p>กลับมาพูดถึงเรื่องแรกที่ผมเล่าถึงข้างต้น  ท่านผู้ถามนั้นก็ควรทำอย่างที่ผมทำสิครับ   ลองจดบันทึกดูว่าขวดโหลเรามีอะไรบ้าง   แล้วก็เริ่มแบ่งประเภทของในขวดโหล ว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำเท่าไหร่ เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเท่าไหร่ จะได้ตัดสินใจได้ว่า ตอนนี้เรามีความกังวลแค่ไหน สามารถลงทุนในหุ้น (ซึ่งมีความเสี่ยงสูง เพราะราคาหุ้นมีขึ้นมีลงได้) ได้ในสัดส่วนเท่าไหร่ของของในขวดโหลทั้งหมด</p><p>ส่วนเรื่องที่ 2 ที่ผมเท้าความจากตอนที่ 4 ที่ผ่านมา เรื่องการตรวจติดตามภาวะหนี้สินอย่างไรไม่ให้หนี้ท่วม   เราก็ควรจะดูว่าเวลานี้ของในขวดโหลเรามากกว่าป้ายหนี้สินที่เราติดไว้ข้างโหลหรือไม่ ก็คือ Net Worth เราเป็นบวกหรือไม่   ถ้า Net Worth เราเป็นบวกและโตขึ้น ก็แปลว่าเรายังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน   แต่ถ้า Net Worth เราลดลงเรื่อยๆ ก็ต้องระวังแล้วครับ ระวังจะเกิดอาการหนี้พอกหางหมู   ส่วนเมื่อไหร่ถ้า Net Worth เราติดลบ แปลว่าแย่แล้วครับ เสี่ยงต่อการล้มละลายสูง ต้องกลับไปอ่านตอนที่ 1 และ 2 แล้วครับ ว่าจะทำอย่างไรดี</p><p>(หมายเหตุ ดูความตอนที่ 1 และ 2 ได้ที่นี่ http://gotoknow.org/blog/wachirachai/120409 และ http://gotoknow.org/blog/wachirachai/120663) </p><p>ก็ขอให้ทุกคนดูแลขวดโหลของตัวเองให้อยู่รอดปลอดภัยนะครับ</p><p> </p>