พรหมวิหาร 4 กับนักการเมืองของบ้านเรา

ไอศูรย์
แต่ถ้าท่านใช้ฐานะของผู้นำมารับใช้เจตนารมณ์ “ชาตินี้ขอเอาดีในทางชั่ว” เมื่อมองไปตามเส้นทางสายเวรกรรมที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า บอกตรง ๆ ว่า รู้สึก “หนาวจับขั้วหัวใจ” ประมาณว่า “Bloody Cold” ในภาษาอังกฤษนั่นทีเดียว

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ใหญ่ของพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งมีฐานที่มั่นคงในจังหวัดชุมพร ท่านได้สอบถามถึงความพึงพอใจที่มีต่อคนของพรรค ที่ได้เสนอให้ชาวชุมพรเลือกใช้เป็นตัวแทนมาตลอดระยะเวลายาวนาน ทำนองว่า พรรคเลือกคน-ประชาชนเลือกพรรค ในฐานะชาวชุมพรมองเห็นเป็นอย่างไร ? จำได้ว่าไม่ได้พูดอะไรออกไปมาก ที่พูดไปก็พยายามจะมองแต่ในแง่ดี แต่ก็หลุดออกไปตอนหนึ่งว่า รู้สึกน้อยใจ...ที่ชาวชุมพรเทใจให้พรรคการเมืองของท่านอย่างเต็มที่เสมอมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอะไรมากนัก แล้วก็จบบทสนทนาด้วยการบอกกับท่านต่อไปว่า ก็คงเป็นเพียงความรู้สึกน้อยใจเท่านั้น แต่เมื่อถึงตอนเลือกตั้ง จะใส่คะแนนให้พรรคของท่านเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

อีกไม่กี่เดือน เราก็จะเข้าสู่เทศกาลเลือกตั้ง ส.ส. กันอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำตอบของผลการเลือกตั้งในจังหวัดชุมพร จะเป็นที่คาดหมายกันได้ไม่ยาก แต่คำถามของผู้ใหญ่ท่านนั้นยังเป็นสิ่งที่น่าคิด ใคร่ครวญ และแสดงออก อย่างน้อยเสียงของพวกเราแต่ละคนที่พูดออกมาด้วยความจริงใจ ก็น่าจะเป็นตัวสะท้อนให้ คนที่เราเลือก ได้นำไปย้ำเตือนจิตใจของตนเอง ถ้า...ท่านเห็นความสำคัญ

ผมขอใช้หลักธรรมพื้นฐาน ง่าย ๆ ที่เรารู้จักกันดี คือ พรหมวิหาร 4 ในการมองคนของเรา ทั้ง 3-4 คน

1. เมตตา มาจากรากศัพท์คำเดียวกับคำว่า มิตตะ / มิตร / ไมตรี หมายถึง มีความเป็นมิตร ความปรารถนาดี อยากให้ผู้คนที่เราพบเห็นได้รับประโยชน์ และมีความสุข

ข้อนี้ผมให้ท่าน รับไปเต็ม ๆ เพราะเวลาที่ท่านไปที่ไหนก็เห็นท่านยกมือไหว้ไปทั่ว สร้างและรับไมตรีจิตกันอย่างเต็มที่

2. กรุณา หมายถึง ความสงสาร อยากช่วยเหลือให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ใฝ่ใจที่จะรับเป็นหน้าที่ปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้คน

ข้อนี้ผมให้ท่าน สอบผ่านไปด้วยคะแนนค่อนข้างสูง เพราะคนที่จะอยู่ในฐานะ ผู้มีบารมี ได้นั้น จะต้องมีจิตใจและการแสดงออกที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้คนที่เข้าไปหาท่านด้วยความทุกข์ร้อนอยู่เสมอ แม้ว่าบางครั้งการช่วยเหลือจะนำมาซึ่งความเดือดร้อน ไม่เป็นธรรม เกิดเป็นรากเหง้าของระบบอุปถัมภ์ที่สร้างผลกระทบในทางลบ แต่เมื่อวัดกันที่ความรู้สึกเท่านั้น ผมให้ท่านสอบผ่านครับ

3. มุทิตา หมายถึง ความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นเขามีความสุข ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ดีงาม

ข้อนี้ผมให้ท่าน เกือบจะสอบผ่าน เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นท่านแสดงออกซึ่งอาการพลอยยินดีกับใครต่อใครนั้น มักจะเป็นสถานที่ที่มีผู้คนมาชุมนุมกันอยู่มาก แต่เวลาที่เห็นท่านอยู่ในพื้นที่แคบ ๆ แวดล้อมด้วยบริวารใกล้ชิด ผมรู้สึกว่าท่านจะขี้โมโห โกรธง่าย ใจร้อน และเอาแต่ใจตัวเองไม่ใช่น้อย อารมณ์แบบนี้มันเป็นอะไรที่อยู่ตรงข้ามกับสภาพจิตใจที่เรียกว่า มุทิตาจิต

4. อุเบกขา หมายถึง ความมีใจเป็นกลาง มองตามความเป็นจริง มองเห็นว่าการที่บุคคลจะได้รับผลดีหรือชั่ว เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่สร้างขึ้นมา

ข้อนี้ผมต้องให้ท่าน สอบตก เพราะเส้นทางที่ท่านสร้างตัวตนของท่านขึ้นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้รอบตัวของท่านเต็มไปด้วย พวกพ้อง เงินทอง อำนาจ กระแสพรรค ฯลฯ ซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยที่ทำให้ท่านประสบชัยชนะในการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง ผมว่าไม่ได้มาจากการที่ท่านมี อุเบกขา แน่ ๆ

คุณงามความดี ต่างหากที่มาจาก อุเบกขา แต่สำหรับสนามเลือกตั้งของบ้านเรานั้น มืออาชีพอย่างท่านเข้าใจดีว่า เป็นเพียงปัจจัยเสริมนิดหน่อยเท่านั้น ไม่ใช่ตัวกำหนดชัยชนะเหมือน พวกพ้อง เงินทอง อำนาจ และกระแสพรรค

สรุปมาถึงตรงนี้ ผมเกิดความรู้สึก เห็นใจและสงสาร ท่านขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะผมเชื่อในเรื่องบุญกรรม ผมเชื่อว่าท่านต้องเป็นคนที่เคยทำบุญมามาก ท่านจึงมาอยู่ในฐานะ ผู้นำทางสังคม ในวันนี้ แต่การเป็น ผู้นำ เราจะต้องตระหนักให้มากว่า เป็นลักษณะของดาบ 2 คม ถ้าท่านนำพาผู้คนไปสู่เส้นทางสายความดี ก็จะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างกุศลธรรมให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

แต่ถ้าท่านใช้ฐานะของผู้นำมารับใช้เจตนารมณ์ ชาตินี้ขอเอาดีในทางชั่ว เมื่อมองไปตามเส้นทางสายเวรกรรมที่ทอดยาวอยู่ตรงหน้า บอกตรง ๆ ว่า รู้สึก หนาวจับขั้วหัวใจ ประมาณว่า Bloody Coldในภาษาอังกฤษนั่นทีเดียว.

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ร่วมสร้างสังคมชุมพร

คำสำคัญ (Tags)#political

หมายเลขบันทึก: 126589, เขียน: 09 Sep 2007 @ 16:01 (), แก้ไข: 11 Feb 2012 @ 20:19 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (1)

ในฐานะคนชุมพร บันทึกนี้แฝงความหมายลึกและกินใจผมมากทีเดียวครับ

อยากให้คนชุมพรได้มาอ่านกันเยอะๆ ก่อนวันเลือกตั้งครับ