- อันเนื่องมาจาก ผมได้ไปบรรยาย เรื่อง "บริหารชีวิต บริหารคุณธรรม" ให้กับคณะจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ เมื่อวันอาสาฬหบูชา 29 กรกฎาคม 2550
- คุณน้ำริน ธารป่า (นามแฝง) เห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้ขอข้อมูลเพื่อไปใช้ประกอบการทำรายงานเกี่ยวกับประวัติบุคคล "ครอบครัวต้นแบบ"
- คำถาม-คำตอบ ที่ผมส่งให้คุณน้ำริน อ่านดูแล้วน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านอื่น ๆ ที่สนใจ ก็เลยถ่ายทอดลงใน Blog ซะอย่างนั้นเลย...
คำถามที่ 1 : แนวคิดในการใช้ชีวิตคู่ของอาจารย์และ ภรรยาคะทุกเรื่องที่อาจารย์พอจะบอกได้คิดว่าเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่นอีกหลาย คนนะคะ เพราะบุคคลที่เรียนกับดิฉันส่วนใหญ่ก็มีครอบครัวแล้วคะ
- จะว่าไปแล้ว ผมและภรรยา ไม่เคยกำหนดสิ่งที่เรียกว่า แนวคิด กฎเกณฑ์ กติกา ฯลฯ หรืออะไรต่ออะไรในลักษณะนั้น เราคบหากันก็เพราะรู้สึกดีต่อกัน เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน อยู่ด้วยกันพูดคุยทุกข์สุข เรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วก็มีความสุข เพราะคิดอะไรคล้าย ๆ กัน
- ไม่น่าเชื่อว่า แต่งงานกันมา 16 ปีแล้ว เราไม่เคยทะเลาะกันในแบบที่ขึ้นเสียง ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมในความคิดของตนเองเลยสักครั้งหนึ่ง บางครั้งก็มีความคิดที่แตกต่างกันบ้าง โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัว ซึ่งง่ายต่อการที่พูดไปแล้วเมื่อขัดแย้งกันจะนำไปสู่การก่อตัวของอารมณ์โกรธ โมโห ฯลฯ แต่เกือบทุกครั้งอีกฝ่ายหนึ่งก็จะเป็นฝ่ายนิ่งเงียบ ซึ่งก็จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้ตัวแล้วก็หยุดความขัดแย้งกันไป
- ผมเคยผ่านวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปี 39-40 ในช่วงนั้นเครียดมาก ก็ได้ครอบครัว ภรรยาและลูก ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ “แม่” ของผมเอง ช่วยประคองชีวิต ความคิด จิตใจ ให้ผมผ่านสภาวะในช่วงนั้นมาได้ นอกจากนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ผมและครอบครัวได้แสวงหาสิ่งที่ดีงาม เช่น ศาสนา ครูบาอาจารย์ ฯลฯ มาหล่อหลอมตัวตนของเราให้ “รู้ดี - รู้ชั่ว” ชัดเจนขึ้น และพยายามที่จะคงความไม่ประมาทในทุกจังหวะก้าวของชีวิต
- ไปถอดรหัสเอาเองนะครับ เขียนแบบนี้ออกมาจากใจมากกว่า คิดสรุปเป็นหลักเกณฑ์ เป็นข้อ ๆ
คำถามที่ 2 : รูปของครอบครัวคะ อาจจะมีคุณพ่อคุณแม่ของอาจารย์ด้วยก็ได้คะ
- ผมโยนขึ้นเว็บไซต์ www.chumol.com ที่ผมเขียนขึ้นเอง เข้าไป Download ได้ตามลิงค์นี้ครับhttp://www.chumol.com/index.php?option=com_content&task=view&id=40&Itemid=26
คำถามที่ 3 : แนวคิดหรือสิ่งที่อาจารย์ได้รับมาจากคุณพ่อคุณแม่ของอาจารย์และอาจารย์ได้นำมาสั่งสอนบุตรคะ
- พ่อและแม่ของผมปัจจุบันอายุประมาณ 75 ปี พ่อของผมทำงานรถไฟ ตอนเด็ก ๆ ผมจึงอาศัยอยู่ในบ้านพักรถไฟชุมพร แม่ของผมเป็นคนที่เรียนเก่งมาก จบระดับชั้น ม.3 ในสมัยก่อน ซึ่งสามารถจะเอาดีทางด้านการทำงานราชการได้ แต่แม่ชอบที่จะทำการค้าเพราะเกิดในครอบครัวที่ทำการค้า เมื่อมาอยู่ในบ้านพักรถไฟชุมพร แม่ขยันในการทำมาหากินมาก ที่บ้านเปิดเป็นร้านค้าขายของทุกอย่างยิ่งกว่าร้านเซเว่นฯ ในสมัยนี้ ผมเป็นลูกคนโตจึงต้องช่วยที่บ้านทำงานมาก มีภารกิจต้องทำงานตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนเสร็จสิ้นจึงจะได้อาบน้ำไป โรงเรียน แม่ไม่เคยให้เราได้รับความสะดวกสบายโดยนั่งรถรับส่ง แต่ให้ช่วยตัวเองด้วยการเดินไป โตขึ้นมาต้องทำงานมากขึ้นก็ถีบจักรยานไปโรงเรียน เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงของคนในเมืองชุมพร เพราะถึงตอนนั้นครอบครัวของเราไม่ยากจน ออกจะอยู่ในระดับกลางสูงด้วยซ้ำ แต่เรื่องการพึ่งตนเองเป็นเรื่องที่แม่ให้ความสำคัญมาก และผมก็ได้นำมาใช้กับลูกของผมทั้ง 2 คน ในวันนี้
- แม่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ทั้งหนังสือพิมพ์และนวนิยาย ที่บ้านจะรับหนังสือ “สกุลไทย” รายสัปดาห์ ความบันเทิงในยามค่ำคืนของแม่บ้านรถไฟ (ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีทีวีดู) ก็คือ การมานั่งพูดคุยกันแล้วฟังแม่ของผมเล่าเรื่องราวต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องจากนวนิยาย ผมได้เรียนรู้และสร้างจินตนาการจาก “เรื่องเล่าเร้าพลัง (Storytelling)” ของแม่มาก ทำให้ผมชอบอ่านหนังสือ และอ่านเรื่องหนัก ๆ จำได้ว่า เรื่อง ก็อดฟาเธอร์ ตั้งแต่อยู่ ป.4
- ในบ้านพักรถไฟมีชีวิตที่หลากหลาย อบายมุขก็มีมาก ครอบครัวของเราอยู่รอดปลอดภัยมาได้ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเด็ดขาดของแม่ที่สอนให้เรา “รู้ดี – รู้ชั่ว” ตั้งแต่เด็ก ๆ
-
สรุปว่า สิ่งที่ผมได้รับจากการเลี้ยงดูในวัยเด็กและนำมาใช้กับลูกของตัวเองในวันนี้ คือ การทำงานหนัก การพึ่งตนเอง การแสวงหาความรู้ และต้อง “รู้ดี – รู้ชั่ว”
คำถามที่ 4 : รบกวนขอชื่อจริงภรรยาอาจารย์ด้วยนะคะ
- นางกฤษณา ภาษยะวรรณ์ (นามสกุลเดิม “คำนวณศิลป์)
คำถามที่ 5 : สิ่งที่อาจารย์ใช้ยึดเหนี่ยวในการดำรงชีวิต
- ครอบครัว คุณธรรมความดี อยู่กับธรรมชาติและความสุขสงบ
คำถามที่ 6 : วิธีในการเลี้ยงลูกของอาจารย์คะ จากที่เห็นในบล็อกน้องน่าจะเป็นเด็กที่ชอบหนังสือมาก
- เราเป็นครอบครัวที่มีเวลาพูดคุยกันมาก คงจะเป็นเพราะเราเข้มแข็งพอที่จะ “ปิดทีวี” ในช่วงค่ำหลังข่าว เรื่องที่นำมาพูดคุยกันนอกเหนือจากเรื่องราวในชีวิตประจำวันแล้ว ก็คือการอ่านหนังสือดี ๆ ออกเสียงดังพอประมาณ สลับสับเปลี่ยนกันไป ใครมีภารกิจก็นั่งทำงานอยู่ใกล้ ๆ กัน รีดผ้า ทำการบ้าน ล้างจาน ฯลฯ แล้วก็พูดคุยกันว่า “ได้อะไรบ้างจากการอ่านและฟังเรื่องนี้ ?” ความชื่นใจที่เกิดขึ้นก็คือ เด็ก ๆ คิดดี ตอบดี เกินกว่าที่เราคาดหมายไว้มาก
- กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ทำเป็นประจำไม่ได้ขาดก็คือ ไปรับ พ่อและแม่ ทานข้าวด้วยกัน ไปเที่ยวกันบ้างในวันอาทิตย์
- ตอนนี้เพิ่มมาอีกเรื่องหนึ่ง คือ รับแม่ไปสวนสาธารณะในตอนเย็น ผมกับลูกสาววิ่ง Jogging ภรรยาเต้นแอโรบิก ส่วนแม่ของผมก็จะเดินและพูดคุยกับคนรู้จักกัน แม่ไม่ได้ออกกำลังมากในช่วงเย็นเพราะไปแอโรบิกทุกเช้าอยู่แล้ว (ปัจจุบันแม่เป็นประธานชมรมแอโรบิก จังหวัดชุมพร) ผมชอบพูดเล่นกับลูก ๆ ว่า เรารู้วิธีที่จะเอา “เหงื่อโง่” ออกมา เป็นการระบายความเครียดและลรักษาสมดุลของชีวิต