เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถทำแบบเร็วๆ ได้ เรียกได้ว่าเป็น “Slow Process” เป็นกระบวนการที่ใช้ฝึกการ “ตื่นรู้” ฝึกการ “ไตร่ตรอง” ฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening)

        ชีวิตทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือที่บ้านก็ตาม เรามักจะเคยชินกันแต่การพูดคุยในเชิง Discussion เป็นส่วนใหญ่ คือพูดกันไปพูดกันมา บ้างก็เรียกว่าเป็นการปรึกษาหารือ (แม้บางครั้งจะลงเอยว่าเป็นการ หาเรื่อง ก็ตาม) ผมชอบที่อาจารย์มนต์ชัยกระตุ้นให้พวกเราเห็นว่า การพูดจาส่วนใหญ่ของเรานั้นมักจะตกอยู่ในวงจร ฟัง คิด พูด . . . ฟัง คิด พูด . . .  ฟัง คิด พูด . . .

        โลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับการทำอะไรให้เร็วๆ  การฟัง การคิด การพูด ของเราจึงเข้าไปในวงจรนั้นโดยปริยาย คือเป็นการฟังแบบเร็วๆ  คิดแบบเร็วๆ พูดแบบเร็วๆ ถ้าหากพูดช้า ก็กลัวว่าจะเสียโอกาส อาจพลาดที่จะได้แสดงความคิดเห็น (หลายครั้งก็เป็นการแสดงตัวตน) หรือกลัวว่าถ้าช้าอาจจะต่อเรื่องนั้นๆ ไม่ติด  ในที่สุดชีวิตจึงติดอยู่กับการทำอะไรให้รวดเร็วเสมอไป จนกลายเป็นนิสัย ทำให้ฟังแบบไม่ทั่วถึง ฟังแค่เพียงบางท่อน ฟังแบบไม่ได้นำไปคิดไตร่ตรอง  ทำให้การคิดของเราไม่ เป็นปัจจุบัน เพราะยึดมั่นอยู่กับความคิดชุดเดิม (ของเก่า) ที่มีอยู่ แล้วก็ถ่ายทอดความคิดเหล่านั้นออกไปเป็นคำพูดอย่างรวดเร็ว Discussion จึงเป็นการให้ความสำคัญกับการพูดมากกว่าการฟัง และการคิด (ไตร่ตรอง)

        Dialogue เป็นสิ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นวงจร ฟัง คิด พูด ไปเรื่อยๆ Dialogue กลับเป็น ฟัง คิด (ไตร่ตรอง) . . . ฟัง ไตร่ตรอง . . . ฟัง ไตร่ตรอง . . . . จนกระทั่งเมื่อมีความคิดเกิดขึ้นแล้วต้องการจะสื่อ ก็ค่อยพูดออกไป จะเห็นได้ว่าเป็นวงจรที่ช้ากว่ามาก ไม่รวดเร็วเหมือนกับ Discussion แต่เป็นการช้าเพื่อที่ว่าจะเร็วได้ในภายหลัง ไม่เหมือนกับ Discussion ซึ่งเป็นกระบวนการที่ดูเหมือนเร็วเพราะหยิบเอาแต่ แก่นมาพูดกัน สามารถเข้าถึงปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยหารู้ไม่ว่าความรวดเร็วนี้ได้สร้างปัญหาสร้างปม ขึ้นมามากมาย จนทำให้สิ่งทั้งหลาย ช้าไป โดยไม่รู้ตัว

        กระบวนการ Dialogue เป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ไม่ได้นำมาเฉพาะ แก่น แต่เอามาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกิ่งก้าน ราก ใบ หรือลำต้น ด้วยเหตุนี้จึงเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ไม่สามารถทำแบบเร็วๆ ได้ เรียกได้ว่าเป็น  “Slow Process” เป็นกระบวนการที่ใช้ฝึกการ ตื่นรู้ ฝึกการ ไตร่ตรอง ฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) เป็นการฟังแบบ ทุ่มทั้งตัว คือได้ยินทั้งเสียง น้ำเสียง เห็นสีหน้า ท่าทาง เห็นสิ่งต่างๆ ที่ผู้สื่อต้องการจะสื่อออกมา แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่ได้อยู่ในคำพูดหรือถ้อยคำที่พูดออกมาก็ตาม . . . ถ้าสนใจอย่าลืมอ่านต่อตอนที่ 3 นะครับ