GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

พฤติกรรมคนและสุนัข

คนและสุนัข คือสัตว์เหมือนกัน คนมีสำนึกรู้ และสุนัขก็มีสำนึกรู้ แต่สุนัขก็ไม่น่าจะใช่สิ่งที่คนอยากให้เป็นเหมือนที่คนคิด

วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมได้เข้าไปสโมสรหลังจากไม่ได้ไปเยี่ยมเยียนมาหลายวัน ผมเดินผ่านเขตทำงานของแม่บ้าน (น่าจะเรียกว่าเค้าเตอร์) เห็นหนังสือพิมพ์มติชนรายสัปดาห์ จึงเดินไปหยิบมาอ่าน ระหว่างเปิดหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ ผ่านหน้ากระดาษหนึ่ง ซึ่งเป็นภาพสีแดงของสุนัขกับคนบนผนังหิน ผมไม่ได้อ่านรายละเอียด แต่ดูเหมือนภาพนั้นจะติดความรู้สึกมา  ระหว่างนั้น เพื่อนชายชาตรีท่านหนึ่งที่วิ่งออกกำลังกายจากห้องพักมาสมทบ เดินเข้ามาและมาหยุดที่เขตทำงานของแม่บ้าน เราอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยกัน

ระหว่างเปิดผ่านๆ ผมถามถึงเรื่องสุนัขนี่น่าแปลกดูเหมือนจะมีอะไรหลายอย่างคล้ายคน ให้หวนคิดถึงเนื้อหาในคัมภีร์ธรรมบทของพระพุทธศาสนาที่ซ่อนคำเฉือดเฉือนผู้ปากกับใจไม่ตรงกัน ถ้อยคำชุดนี้เป็นการเปรียบเทียบพฤติกรรมของคนกับสุนัข (ผมเขียนมาถึงตรงนี้ให้รู้สึกอะไรบางอย่าง ทำไมผมต้องเรียกหมาว่าสุนัข ในเมื่อภาษาที่เราพูดกันทั่วไป สุนัขก็คือหมา ถ้าเรียกหมาแล้วจะเป็นอย่างไร ในขณะที่ผมเรียกมนุษย์ว่าคน จริงๆ แล้วคนน่าจะคู่กับหมา และมนุษย์น่าจะคู่กับสุนัขเสียมากกว่ากระมัง แต่ถ้าผมพูดว่าหมาแทนคำว่าสุนัข ภาษาที่แสดงออกไปดูจะแข็งกร้าว และในความรู้สึกของคนก็จะมองว่า ก้าวร้าว ทั้งที่สุนัขกับคนดูเหมือนจะจับคู่ผิด แต่ถ้าผมใช้คำว่า มนุษย์แทนคำว่าคน ก็ให้หวนคิดคำว่ามนุษย์และคนในความหมายของภาษาคนภาษาธรรมที่แตกต่างกัน ถึงตอนนี้ ผมพอจะเดาออกแล้วว่า ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งเรื่อง คนในทัศนะศาสนา ทำไมจึงไม่ใช้คำว่า มนุษย์ในทัศนะศาสนา) ระหว่างคุยกันนั้นเอง เพื่อนก็เล่าให้ฟังว่า วันก่อนไปทานข้าวบ้านเพื่อนหญิงโสด หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เมื่อเปรียบเทียบกับนางสาวไทย แต่ซ่อนไว้ซึ่งรสอร่อยของปลายจวัก มิตรภาพ เฮฮา ใจนักเลง (ปักษ์ใต้เรียกว่า ใจถึง-ใจกว้าง) ระหว่างเดินกลับห้องพักในเวลา ๔ ทุ่มที่บรรยากาศเงียบสงัดของป่าช้าเก่า เดินผ่านมาทางสนามกีฬาหน้าหอพักนักศึกษาหญิง มีสุนัข ๕ ตัว เห่า เรียงหน้ากันมาเป็นรูปตัว U คว่ำ ประชันหน้าเข้ามา เพื่อนท่านนี้ต้องระวังตัวอย่างสุดขีด ทำใจกล้าสู้สุนัข (ไม่ใช่สู้เสือ) และแล้วท่านก็รอดพ้นจากค้มเขี้ยวของเหล่าสุนัข พอฟังถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงตอนที่เดินทางกลับมาจากพระอินทร์ ระหว่างทาง เราสองคนเดินคุยกันมาอย่างเพลิดเพลิน ชมนกชมไม้ตามริมทาง ชมปลาในคูน้ำ ชมรวงข้าว ไร่นาของชาวบ้านที่ยังพอมีอยู่ ผ่านบ้านหนึ่ง สุนัขก็เห่า เราสองคนก็ต้องหลีกไปให้ไกลๆจากบ้านริมถนนนั้น จากนั้นก็เดินต่อโดยไม่รู้ว่ามีสุนัขเดินตามมาข้างหลัง เพื่อนผมเดินชิดขอบทาง ส่วนตัวผมเดินใกล้กลางถนน ผมมีความรู้สึกเห็นภาพอะไรสักอย่างตามมาข้างหลัง จึงชายตาไปมองและตะโกนว่า ระวังหมา ขณะเดียวกันเจ้านั่นก็ยืนปากมางับที่น่องแต่พลาด เนื่องจากเพื่อนของผมชักขาหลบทันซะก่อน มิฉะนั้น รอยเข็มรอบสะดือแน่ ทำไปทำมาระหว่างเพื่อนเล่าให้ฟังนั้นเอง ผมก็คิดถึงกลุ่มสุนัขในมหาวิทยาลัย เขาจะแยกกันเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีขอบเขตของตนเอง จะไม่ละเมิดถิ่นของกันและกัน หากตัวใดละเมิดโดยการหากินข้ามถิ่น หรือก้าวร้าวเลยถิ่น ตัวนั้นจะถูกรุมสุนัขทัณฑ์ (ถ้าเป็นประชาชนก็เรียกว่าประชาทัณฑ์) กลุ่มสุนัขเหล่านี้พอจะแยกได้ดังนี้ ๑) กลุ่มสุนัขหน้าคณะวิทยาศาสตร์ ๒) กลุ่มสุนัขหน้าคณะมนุษยศาสตร์ฯ ๓) กลุ่มสุนัขตึก ๑๕ ชั้น ๔) กลุ่มสุนัขหน้าคณะวิทยาการจัดการ ๖) กลุ่มสุนัขหน้าหอประชุมใหญ่ ๗) กลุ่มสุนัขข้างคณะเทคโนฯ ๘) กลุ่มสุนัขหน้าหอเพทายและหอพักนักศึกษาชายรวมกัน ๙) กลุ่มสุนัขหน้าหอพักนักศึกษาหญิง ส่วนกลุ่มสุนัขที่อยู่เขตบ้านพักอาจารย์ข้าราชการและลูกจ้างประจำนั้น ไม่ขอกล่าวถึง เพราะยังไม่ได้เข้าไปสังเกตมากนัก จึงแม่แน่ชัด เมื่อเข้าไปสังเกตพบว่า

๑) สุนัขทั้งหมด แยกการบริหารจัดการเป็นกลุ่มๆ คล้ายกับการบริหารจัดการองค์กรของคน

๒) หากมีกลุ่มใด หรือตัวใดข้ามเขต จะถูกลุ่มสุนัขเจ้าถิ่นไล่ฟัด คล้ายกับกลุ่มของคนในองค์กรที่มองคนนอกองค์กรเสมือนผู้แปลกหน้า

๓) ในกลุ่มนั้นๆ จะมีหัวโจก หรือผู้นำสุนัขที่วางท่าเสมือนตำรวจคอยคุ้มครอง และบางตัวเมื่อผู้อยู่ในปกครองได้อาหารก็จะคุกคามแยกอาหารไปกินตัวเดียว คล้ายกับในองค์กรของคนที่มีผู้นำผู้มีอำนาจ เหลิงในอำนาจไม่ให้สิทธิ์ที่ชอบธรรมกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ต้องการให้ผู้ปกครองเป็นทุกอย่างที่ตนอยากให้เป็น

๔) สุนัขทั้งหมด หากเราวิ่งหนี มันจะไล่ตามจนสุดเขตปกครอง เหมือนกับคนหากผู้วิ่งหนีก็จะถูกเหยียบขย้ำอย่างย่อยยับ วิธีการที่จะต่อกรกับสุนัข นอกจากแผ่เมตตาจิต (บริสุทธิ์จริง) แล้วยังต้องประชันหน้ากับเขา เพราะสุนัขทุกตัวจะแว้งกัดข้างหลังเสมอ หรือจะกัดทีเผลอนั้นเอง

๕) สุนัขทั้งหมด หากคนให้อาหารเขาไป เขาก็จะจำเสมือนผู้มีพระคุณ เขาจะไม่เห่าคนที่ให้อาหารนั้น ยกเว้นมีกลิ่นแปลกปลอมและดูไม่น่าไว้ใจ เขาจึงจะเห่า เหมือนกับคน เมื่อได้รับของอันพึงใจจากใครก็จะยึดถือว่าผู้นั้นเป็นเจ้านายผู้เมตตาต่อตน บางทีคนให้อาหารสุนัขไม่ได้คิดเมตตาอะไรหรอก เพียงแต่ไม่ต้องการให้เห่าเวลาคนอย่างตนเดินผ่านเท่านั้น

  อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของสุนัขกับคนก็มีเช่น ช่วงเวลาผสมพันธุ์ของสุนัข สุนัขจะไม่คิดว่า ลูกเขาเมียใคร หรือพ่อแม่ตนหรือลูกตนหรือเปล่า ขณะที่คนมีความคิดส่วนนี้ ก่อนที่คนจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คนต้องวางแผนการอย่างแยบยล ขณะที่สุนัขดูเหมือนจะทำอะไรก็ทำ โดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลังให้ดี เช่นจะกัดก็กัด ผลสุดท้ายก็ถูกทุบหัวเป็นอาหารอันโอชะไปเป็นต้น คราวนี้มองมาถึงตัวผมเอง ผมมีอะไรที่เหมือนสุนัขบ้าง คิดไปคิดมาก็มีอยู่เหมือนกัน แต่บอกไม่ได้..

  สุดท้าย ขอสัตว์ทั้งหลายจงอย่ามีเวรมีภัยต่อกัน อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อย่ามีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งหมดทั้งสิ้นเถิด...... สุนัขกับคนจะแตกต่างอะไรกัน ในเมื่อคนก็สำเร็จมาจากธาตุ ๔ สุนัขก็มาจากธาตุ ๔ สุดท้ายก็แปรสภาพธาตุใดก็ไปสู่ธาตุนั้น...

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 12339
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)