ฮัจย์...หนึ่งในวิถีแห่งศรัทธา (7) : ชีวิตที่มะดีนะห์

เราต้องไปละหมาดที่มัสยิดอัลนาบาวี(มัสยิดนบี) ให้ได้อย่างน้อย 40 ครั้ง

เราเข้าพักในโรงแรมอัลบัสตาล อยู่ค่อนข้างไกลจากมัสยิดนาบาวีพอสมควร ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมง เวลาไปกลับต้องเดินผ่านอุโมงค์ ลอดใต้ถนนซึ่งมีบันไดเลื่อนทำให้ไม่เหนื่อยมากนัก ที่โรงแรมชั้นที่ผู้เขียนพักมีอยู่สามแซะห์คือกลุ่มของผู้เขียน จากสะเดา และจากระนอง รวมสามสิบกว่าคน  ห้องผู้เขียนพักกันหกคน กิจวัตรประจำวันซึ่งถือเป็นงานหลักคือการไปละหมาดที่มัสยิด วันละ 5 เวลา ซึ่งถ้าต้องเดินวันละ 5 รอบคงไม่ไหว ส่วนใหญ่ก็จะกลับที่พักช่วงเช้า ไปอีกครั้งก็เที่ยงแล้วกลับอีกครั้งประมาณสองทุ่ม

ปัญหาหลักของการใช้ชีวิตตลอดสี่สิบห้าวันในซาอุฯคือ คนเยอะมากเบียดเสียดเยียดยัดกันเกือบตลอดเวลา ที่มะดีนะห์ก็เช่นเดียวกัน การไปละหมาดต้องไปตั้งแต่เนิ่นๆไม่งั้นจะหาที่นั่งไม่ได้ อาจต้องนั่งนอกอาคาร ถึงแม้ฝนจะตกแดดจะออกแต่ทุกคนก็บ่ยั่น ลองคิดดูนะเวลาละหมาดประมาณตีห้าหัวรุ่ง เราต้องไปตั้งแต่ตีสามไม่งั้นจะหาที่นั่งลำบาก ต้องรีบนอนรีบตื่น ผู้เขียนเจออยู่ครั้งหนึ่ง วันนั้นแซะห์พาไปเที่ยวกลับมาค่อนข้างสาย กลับมาคนเต็มหมดแล้ว พอดีวันนั้นเป็นวันศุกร์ซึ่งคนจะมากกว่าวันอื่นๆ เลยต้องนั่งบนลานข้างนอก โดนกลางแดดเปรี้ยงๆแต่ดีที่ผู้เขียนจะพกหมวกปีกกว้างติดตัวตลอด ก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่เพื่อนที่ไปด้วยโดนเต็มๆ แต่ถึงแม้แดดจะแรงเพียงใด ฝนจะหนักแค่ไหนก็มิอาจทำให้ภาระกิจอันยิ่งใหญ่นี้สะดุดแต่ประการใด ทุกคนทำกิจกรรมตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพลังของความศรัทธานั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

ที่เมืองมะดีนะห์อากาศหนาว หนาวกว่าเมืองเมกกะมาก ขนาดใส่เสื้อหนาวเดินกลางแดด ยังต้องเดินกอดอกเลย แถมลมแรงอีกต่างหาก อยู่ที่นั่นผู้เขียนอาบน้ำไม่กี่ครั้งเอง ดีที่ว่าพักโรงแรม จะมีน้ำอุ่นอาบตลอด และที่เป็นเรื่องแปลกสำหรับเราคือ อยู่ที่นั่นจะไม่มีเหงื่อ คงเป็นเพราะอากาศแห้งมาก ถึงแม้ว่าไม่ได้อาบน้ำแต่เนื้อตัวจะไม่เหนียว ไม่อึดอัด ผู้เขียนใช้วิธีจำเอาว่า เราอาบน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไร ควรอาบอีกครั้งได้แล้วยัง บางทีนึกไม่ออก แต่ก็ยังต่อได้อีกวันสองวัน ไม่เขินค่ะที่จะบอกว่านานสุดคือ 5 วัน ที่ไม่เขินก็เพราะว่า คนอื่นก็เป็นแบบผู้เขียนเหมียนกัลลล์ (บางคนค่ะ) ต่างกันที่จำนวนวันเท่านั้น มากบ้างน้อยบ้างไปตามวัย เอ๊ะ!แล้ววัยมาเกี่ยวอะไรด้วย??? ว่าจะคุยให้ฟังเรื่องสภาพอากาศ เลยเถิดไปถึงเรื่องตัวเองขี้เกียจอาบน้ำไปได้.....  แล้วก็ทุกครั้งที่ออกจากที่พักกลุ่มเราจะใส่ mask กันเกือบทุกคน ถ้าวันไหนลืมจะแสบจมูกมากเลย ขนาดใส่บางวันยังต้องหยอดน้ำบน mask เลยเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศที่เราหายใจเข้าไป

บททดสอบแรกที่ต้องทำในการไปเมกกะครั้งนี้คือ ที่เมืองมะดีนะห์ เราต้อง ไปละหมาดที่มัสยิดอัลนาบาวี ให้ได้อย่างน้อย 40 ครั้ง   ซึ่งหมายถึงเราต้องอยู่ที่นี่ 8 วัน ละหมาดวันละ 5 ครั้ง ขาดไม่ได้เลย ไม่งั้นจะไม่ครบ 40 ครั้ง เพราะโปรแกรมเราจะพักอยู่ที่นีเพียง 8 วันเท่านั้น หลังจากนั้นต้องเดินทางต่อไปยังเมืองเมกกะ บางแซะห์ (กรุ๊ปทัวร์)อาจจะเข้าเมืองเมกกะก่อนแล้วย้อนมาที่มะดีนะห์ทีหลังก็ได้  แล้วแต่ความสมัครใจ  กิจกรรมนี้ไม่เป็นภาคบังคับ แต่ที่ทุกคนไปก็เพราะว่าต้องการเข้าเยี่ยมกุโบร์(หลุมฝังศพ) ของท่านศาสดานบีมูฮัมหมัดและสาวกอีกสองท่าน ซึ่งอยู่ภายในมัสยิดนี้ด้วย

สินค้าที่มีชื่อเสียงของเมืองมะดีนะห์คืออินทผาลัม อินทผาลัมของที่นี่จะมีรสชาดดีที่สุด  ผู้เขียนได้รับการบอกต่อมาว่า ถ้าจะซื้ออินทผาลัมให้ซื้อเสียที่นี่ เพราะถ้าจะไปซื้อที่เมืองเมกกะจะมีน้อย ราคาก็แพงกว่าและรสชาดสู้ที่นี่ไม่ได้ ทั้งๆที่เหลือเวลาอีกเป็นเดือนและต้องแบกสัมภาระกันอีกยาวไกล แล้วเราจะเชื่อดีไหมเนี่ย ????? แต่สุดท้ายพวกเราก็อั้นไว้ไม่อยู่ นี่ก็เหลือเวลาอีกสองวันจะต้องออกจากมะดีนะห์แล้ว เรายังไม่ค่อยได้ซื้ออะไรกันเท่าไรเลย จะมัวรอช้าอยู่ไยว่าแล้วเราก็ตะลุยซื้อกันบริเวณหน้ามัสยิดนั่นแหละ หลังจากที่เดินเวียนดูมาหลายวันแล้ว ราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 90 บาท ถึง 500 บาทเลยที่เดียว แต่สุดท้ายพวกเราก็หน้าแตกจนได้!!! เพราะหลังจากที่เราซื้อกันเสร็จสรรพเรียบร้อย รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งแซะห์เขาพาไปเที่ยวตลาดอินทผาลัม เป็นตลาดที่ขายอินทผาลัมโดยเฉพาะมีเต็มไปโหมดดดด หลากหลายรูปแบบ ราคาก็ถูกกว่าหน้ามัสยิดมาก ที่เราซื้อหน้ามัสยิด กก.ละ 300 บาท ที่ตลาดนี่แค่ 250 บาทเอง ทำไงได้ก็ซื้อไปแล้ว ได้แต่ฮึดฮัดๆอยากจับแซะห์แลกกับอินทผาลัมให้รู้แล้วรู้รอดไป ไหนๆก็ไหนๆมาแล้วอย่าให้เสียเที่ยว คนละกิโลสองกิโลอีกเป็นไรไป 55555 

อ้อ ! มีเรื่องตลกแกมหน้าแตกมาเล่าให้ฟัง กะว่าจะไม่เล่าแล้วแต่อดไม่ได้ คือว่าผู้เขียนซื้ออินทผาลัมมาหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ จะเป็นเหมือนท๊อปฟีบ้านเรา pack เป็นเม็ดๆ เวลากินต้องแกะเปลือกทีละเม็ด ยัดไส้เป็นเม็ดอัลมอนด์  ตอนที่กลับมาถึงบ้าน ก็มีญาติๆมารับกันเต็มบ้านไปหมด ก็ยกอินทผาลัมนี้ให้กิน ทุกคนเป็นเหมือนกันหมดคือแกะกินแต่เนื้อ เม็ดอัลมอนด์ที่อยู่ข้างในทุกคนทิ้งหมด  เพราะเข้าใจว่าเป็นเม็ดอินทผาลัม เวลาผ่านไปพอสมควร ผู้มีประสบการณ์ถึงได้ถามว่าเม็ดอัลมอนด์แพงนะทำไมไม่มีใครกิน ทุกคนถึงได้รู้ว่า ตัวเองตกยุคเข้าให้แล้ว ไม่ใช่แค่นั้น หลังจากฮากันอยู่พักใหญ่ คราวนี้นั่งสังเกตแขกที่เข้ามาใหม่ว่าเขาจะกินอินทผาลัมแบบไหน จะทิ้งเม็ดข้างในเหมือนพวกเราไหม และแล้วเราก็ได้เพื่อนใหม่อยู่เรื่อยๆ คือเชยเหมือนกันหมด 55555555555
  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวรายรอบ(ตัว)

คำสำคัญ (Tags)#ฮัจย์#เมกกะ#mekkah

หมายเลขบันทึก: 123371, เขียน: 30 Aug 2007 @ 11:24 (), แก้ไข: 20 Jun 2012 @ 21:55 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

14
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

งง..ว่าทำไมต้องยัดเม็ดอัลมอนด์ไว้ในอินทผาลัม

อุไรวรรณ
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 

เป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าไงคะ