อาการแรกๆ ของการตายเริ่มที่อาหารไม่ย่อย กลืนยาก ยกแขน ขา และศีรษะได้ลำบาก ลมหายใจสั้นลงและหอบ แขนขาเริ่มเย็น จากนั้นก็กระจายไปทั่วร่างกายโดยไม่อาจทำให้อุ่นขึ้นได้ จิตใจกระสับกระส่ายและความคิดเริ่มผุดขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้

  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="Publishwithline">สู่ความตายอย่างสงบ : กระบวนการแห่งความตาย</p><div style="border-right: medium none; padding-right: 0cm; border-top: medium none; padding-left: 0cm; padding-bottom: 2pt; border-left: medium none; padding-top: 0cm; border-bottom: #4f81bd 1pt solid"> </div>  <p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          และแล้วเราก็มาถึงจุดที่ชัดเจนแล้วว่า  ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมและเราไม่อาจหันหลังกลับ  ไม่มีทั้งยา  หรือการปฏิบัติสมาธิภาวนาที่อาจช่วยค้ำจุนร่างกายและจิตใจ  ไม่มีทั้งการสวดมนต์อ้อนวอนใดๆ ที่จะช่วยยืดชีวิตเราออกไปได้  ไม่ว่าจะเป็นเพราะโรคร้ายคร่าชีวิตหรือความชราภาพ  เรารู้แล้วว่า  เรากำลังจะตายในไม่ช้า</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          การทำความเข้าใจกับสภาวการณ์ต่างๆ ทางร่างกาย  การรับรู้  และภาวะจิตตามลำดับขั้นของการตาย  อาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อความตายของตัวเราเองกำลังคืบคลานเข้ามา  ทั้งยังช่วยให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้อื่นที่กำลังจะตาย  แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม  เราก็ควรตระหนักว่าการรับมือกับความรู้สึกแปลกใหม่ขณะตาย  และการสูญเสียร่างกายซึ่งเป็นที่พึ่งพิงอันแสนคุ้นเคยนั้นเป็นเรื่องยากนัก  ด้วยเหตุนี้  เราจึงต้องฝึกฝนตนให้เกิดการระลึกรู้อันหนักแน่นถึงธรรมชาติแห่งพุทธะ  ที่จะช่วยประคองเราให้ผ่านห้วงเวลาแห่งการตายไปได้ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          การตายจะเริ่มขึ้นเมื่อลมปราณหลักทั้งห้าซึ่งช่วยค้ำจุนการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกาย  และลมปราณรองทั้งห้าซึ่งช่วยค้ำจุนการทำงานของประสาททั้งห้าหมดกำลังลง  อันจะส่งผลให้การทำงานทุกส่วนหยุดไปด้วย  ศูนย์รวมพลังของร่างกายที่เราเรียกกันว่าจักระ  ซึ่งทำงานผสานกับลมปราณหลักและลมปราณรองอย่างซับซ้อน  ก็จะเริ่มหยุดทำงาน  เมื่อพลังในแต่ละจักระสูญสลายไป  ธาตุในร่างกายซึ่งทำหน้าที่ร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะแตกสลายไปด้วย</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          ธาตุเหล่านี้สัมพันธ์โดยตรงต่อการประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย  ธาตุดินเกี่ยวพันกับกระดูกและเนื้อหนัง  ธาตุน้ำเกี่ยวพันกับเลือดและของเหลว  ธาตุไฟเกี่ยวพันกับระบบย่อยอาหารและความร้อนภายในร่างกาย  ส่วนธาตุลมเกี่ยวพันกับลมหายใจและการหมุนเวียนภายในร่างกาย  เมื่อธาตุเหล่านี้แตกสลายออกจากกัน  จากธาตุหนึ่งไปสู่อีกธาตุหนึ่ง  การทำงานร่วมกันและระบบต่างๆ ของร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพลง  ขณะที่ประสบการณ์แห่งความตายทั้งทางร่างกาย จิตใจ และนิมิตจะโถมถั่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          อาการแรกๆ ของการตายเริ่มที่อาหารไม่ย่อย  กลืนยาก  ยกแขน ขา และศีรษะได้ลำบาก  ลมหายใจสั้นลงและหอบ  แขนขาเริ่มเย็น  จากนั้นก็กระจายไปทั่วร่างกายโดยไม่อาจทำให้อุ่นขึ้นได้  จิตใจกระสับกระส่ายและความคิดเริ่มผุดขึ้นมาโดยไม่อาจควบคุมได้</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          เราไม่อาจทรงตัวให้ตรงได้  ยกแขนขาไม่ไหว  ศีรษะห้อยตกไปด้านหลัง  และมีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับไปทั่วร่าง  จิตหยุดกระสับกระส่ายแล้วกลายเป็นง่วงงุน  ครึ่งหลับครึ่งตื่น  มองเห็นคล้ายภาพหลอนและดวงไฟริบหรี่</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          ปากคอ จมูก และดวงตาแห้งผาก  ประสาทสัมผัสทางกายลดต่ำลงอย่างมาก  เกิดความรู้สึกเจ็บปวดสลับกับพึงพอใจ  รู้สึกร้อนสลับหนาว  จิตใจเริ่มหงุดหงิดและเริ่มเห็นนิมิตเป็นหมอกควัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          จากนั้นเราก็เริ่มจำญาติมิตรพี่น้องไม่ได้  เสียงและภาพดูสับสนวุ่นวาย  เราจะมองเห็นจุดสีแดงเหมือนหิ่งห้อย</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          เราไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้แม้แต่น้อย  หายใจเข้าได้สั้นลงและหอบมากขึ้น  หายใจออกยาวขึ้น  ภาพและเสียงเริ่มลางเลือน  มีนิมิตปรากฏขึ้นตามกรรมที่เคยก่อไว้  ผู้ใดเคยประกอบอกุศลกรรมหนักๆ ทั้งทางกาย วาจา และใจ  อาจเห็นรูปอันน่าสะพรึงกลัว  หรือระลึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายในชีวิต  เขาอาจส่งเสียงขลุกขลักในลำคอด้วยความกลัว  ส่วนผู้ที่กระทำแต่ความดีมีเมตตา  อาจได้พบกับนิมิตสวยงามราวกับสวงสวรรค์  เห็นภาพของมิตรสหายอันเป็นที่รักและพระอริยะเจ้า  เขาอาจมีความกลัวตายเพียงน้อยนิด</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          ท้ายสุด  จะมี “เสียงครอกในลำคอ ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งการสิ้นลม”  อันเป็นลมหายใจออกยาวเฮือกสุดท้าย  ก่อนจะตามมาด้วยการดับวูบลงของภาพ เสียง กลิ่น รส และสัมผัส  เมื่อลมปราณถอดถอนย้อนคืนสู่หัวใจ  โดยสภาพทางร่างกาย  บุคคลผู้นั้นได้สิ้นชีวิตลงแล้ว</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          ไม่มีความกลัวใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความกลัวตาย  ไม่ว่าจะเป็นความกังวลใจต่อการล้มเหลวทางธุรกิจ  ความโศกเศร้าเมื่อสูญเสียคนรัก  ไม่มีเลยเมื่อเรารู้ว่าความตายมาจ่อใกล้ที่ปลายจมูก  เราจะเกิดความกลัวยิ่งกว่าความกลัวครั้งไหนๆ ที่เคยประสบมาในชีวิต  กลัวสลับกับเสียใจต่อความว่างเปล่าของชีวิต  เราทำงานหนักและพากเพียรเพื่อจะประสบความสำเร็จ  แต่เราต้องพิสูจน์ความเพียรพยายามของตัวเองเพื่อสิ่งใดกัน?  ความโศกาอาดูรผุดขึ้นมา  เมื่อเรามองย้อนกลับไปและพบว่าชีวิตว่างเปล่าและไร้ความหมาย</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          เราจะรู้สึกรุ่มร้อนวุ่นวายใจเมื่อไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือเรากำลังจะไปไหน  ความรู้สึกหลากหลายหลั่งไหลเข้าท่วมท้นจิตใจ  เราไร้ซึ่งอำนาจที่จะต่อกรกับความสับสนที่บังเกิดขึ้น</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          ความเข้าใจที่เรามีต่อกระบวนการการตายและความยากลำบากในการเผชิญหน้ากับมัน  น่าจะเป็นตัวกระตุ้นเร้าให้เราลุกขึ้นมาเตรียมตัวตาย  เราอาจเริ่มเตรียมความพร้อมของตัวเอง  ด้วยการทำใจให้ตระหนักรู้ถึงธรรมชาติของชีวิต  ว่าไม่ต่างอะไรกับความฝัน</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราเรียนรู้ที่จะยอมรับว่าชีวิตย่อมต้องเปลี่ยนแปลง  และรู้ว่าชีวิตไม่มีอะไรมากไปกว่าความฝันที่เปลี่ยนจากฝันหนึ่งไปสู่อีกฝันหนึ่ง  การมีมุมมองเช่นนี้ทำให้เรามีจุดยืนในชีวิตแตกต่างไปจากเดิม  ความยึดมั่นถือมั่นของเราจะจางคลาย  สิ่งต่างๆ ดูจะลดความสำคัญลง  และเราก็จะไม่ยึดเหนี่ยวสิ่งใดเหนียวแน่นเกินไปนัก</p><p style="margin: 0cm 0cm 10pt" class="MsoNormal">          การเป็นมนุษย์ผู้เปิดกว้างและละวางจากการยึดมั่นถือมั่น  จะเปิดโอกาสให้เราได้พบกับหนทางที่ถูกที่ควรในการเดินไปสู่ความตายอันงดงาม  ซึ่งก็คือการระลึกรู้ถึงธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะของตัวเอง</p><hr><div align="right"><address class="PadderBetweenControlandBody" style="margin: 0cm 0cm 6pt">คัดลอกจากหนังสือ  สู่ความตายอย่างสงบ (Life in Relation to Death)</address></div>

แต่งโดย ชักดุด ตุลกู รินโปเช
แปลโดย บุลยา

</span></span>