ได้รับการร้องขอมาจากอาจารย์ ดร. แสวง รวยสูงเนิน ว่าช่วยให้ความเห็นเรื่องการสวดมนต์แปล...

ประเด็นว่า ควรจะสวดมนต์แปลหรือไม่ ? คำถามนี้แม้แต่ในวัดก็มีทั้งผู้เห็นชอบและไม่เห็นชอบ.... ฝ่ายที่เห็นชอบก็บอกว่า จะได้ทราบความหมายคำแปลไปพลาง... ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบก็บอกว่า ใช้เวลานาน เมื่อย และได้จำนวนบทที่สวดน้อย ...

........

สำหรับญาติโยมที่มาร่วมทำวัตรสวดมนต์ในวัด ผู้เขียนเห็นด้วยในการสวดมนต์แปล โดยกางหนังสือแล้วท่องบ่นไปพร้อมๆ กัน... เพื่อจะได้ร่วมกิจกรรม คลายความเบื่อหน่ายจำเจของความเป็นอยู่ที่บ้าน... ทำให้จิตใจสงบ คลายความฟุ้งซ่านได้... การเข้าใจความหมายก็อาจฉุกคิดบางอย่างขึ้นในขณะนั้น ก่อให้เกิดปัญญาได้เช่นเดียวกัน...  

สำหรับพระ-เณร เวลาสวดมนต์ทำวัตร พระ-เณรจะนั่งคุกเข่า (ผู้ชายคุกเข่า ผู้หญิงพับเพียบ)... ถ้าเป็นบททำวัตร์เย็น การสวดมนต์แปลจะต้องนั่งคุกเข่าอยู่ประมาณ ๒๐-๓๐ นาที (ขึ้นอยู่ว่าจะสวดช้าหรือเร็ว) ดังนั้นจึงค่อนข้างจะทรมารเล็กน้อยถึงสุดๆ... ตอนผู้เขียนบวชใหม่ๆ รู้สึกได้ว่ากระดูกนิ้วเท้ากับกระดูกหลังเท้าเกือบแตก...

ปกติการสวดมนต์ อย่างมากที่สุดจะต้องไม่เกินชั่วโมงครึ่ง เพราะถ้าเกินกว่านี้จะไม่เป็นมงคลสำหรับพระเถระผู้เป็นประธาน... เพราะผู้น้อยบางรูปนั่งนานๆ ไม่ค่อยได้ บางรูปอาจมีกิจจำเป็นบางอย่าง บางรูปก็อาจครหาท่านประธานว่าชอบเอาหน้า โอ้อวด... ตามปกติก็มักจะสวดกันประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนผู้ใคร่ในการสวดมนต์ก็มักจะไปสวดต่อเอาเองที่กุฏิ... ประมาณนี้ 

โดยส่วนตัวผู้เขียนสามารถสวดมนต์แปลฉบับสวนโมกข์ฯ ได้เกือบทุกบท... เพียงแต่ว่าเมื่อไม่ได้สวดนานๆ ก็ไม่ค่อยแม่น เมื่อได้มาสวดทบทวนอีกระยะหนึ่งก็ค่อนข้างจะแม่น... และมิใช่เฉพาะผู้เขียนเท่านั้น พระ-เณรในวัดที่บวชนานๆ ซึ่งเคยฝึกสวดมนต์แปลก็มักจะสวดได้่พอๆ กับผู้เขียนนี้แหละ...

ผู้เขียนเคยอยู่สำนักปฏิบัติบางแห่ง ซึ่งท่านอาจารย์ชอบสวดมนต์ และสวดแปลบ้างไม่แปลบ้าง ผู้เขียนว่าน่าจะดีที่สุด เพราะทำให้ไม่เบื่อหน่ายจำเจ ได้ทั้งสมาธิและปัญญา...

............

สวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาเป็นยากิน โบราณว่าไว้ นั่นคือ ถ้าเราสวดมนต์บ่อยๆ ก็จะทำให้จิตใจเกิดความสงบ พอที่จะคลายความฟุ้งซ่านได้นิดหน่อย... ส่วนการเจริญสมถะและวิปัสสนาภาวนา ถ้าเราทำบ่อยๆ นอกจากที่จะทำให้จิตใจเกิดความสงบแล้ว ก็จะทำให้เข้าใจสาเหตุของความฟุ้งซ่านได้ด้วย... ประมาณนี้

โดยส่วนตัวผู้เขียน พื้นฐานก็ชอบสวดมนต์ มีหลักฐานยืนยันได้ เพราะผู้เขียนสวดปาฏิโมกข์ได้ตั้งแต่บวชได้พรรษาสอง (ใครเคยฟังปาฏิโมกข์คงจะเข้าใจ)... แต่ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และพรรษาก็มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้เขียนขี้เกียจและปล่อยปละละเลยเรื่อยๆ... 

ปัจจุบันนี้ ถ้าอยู่ตามปกติผู้เขียนก็ไม่ค่อยทำวัตรสวดมนต์... ยกเว้นภายในพรรษาผู้เขียนมักจะนำพระใหม่-เณรลงทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็น (แต่พรรษานี้มีผู้อื่นสมัครใจทำแทน)...

ปกติก่อนจำวัด(นอน) ก็พนมมือตั้ง นโม ๓ จบ บทอิมัสมิง แผ่เมตตา แล้วจบด้วยพระบาลีว่า...

  • สมฺมาสมฺพุทฺเธหิ ทิฎฺฐธมฺมํ วิปสฺสามิ ขอข้าพเจ้าจงเห็นแจ้งธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นแล้วนั่น...เทอญ   

โดยไม่ปกติ ผู้เขียนก็มักจะนอนท่องสวดมนต์แปลบ้างไม่แปลบ้าง ตามบทที่ชอบ...  บางครั้งก็เดินท่องเล่นในวัดยามดึกๆ  ตี ๒-๓ ... หรือบางครั้งก็อาจนึกสนุกจับหนังสือมาทบทวนทำนองขัดสนิม... ประมาณนั้น

ผู้เขียนเคยพูดกับเพื่อนสหธัมมิกเสมอว่า โดยส่วนตัว เทศน์ก็ไม่ชอบ สอนหนังสือก็ไม่ชอบ เป็นหมอดูก็ไม่ชอบ ยิ่งรับสังฆทานหรือไปกิจนิมนต์ก็ยิ่งไม่ชอบ... แต่ก็อาจทำสิ่งเหล่านี้ได้พอประมาณ...

ที่ชอบก็คือทำวัตรสวดมนต์ เรียนหนังสือ และท่องเที่ยวพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับใครบางคนเท่านั้น

แต่เดียวนี้ ทำวัตรสวดมนต์ก็ไม่ค่อยได้ทำ เรียนหนังสือก็เบื่อ... มาทำเรื่องที่ไม่ค่อยชอบทั้งนั้น...