ความรู้สึกของผมเมื่อมองวิทยาลัยชุมชนในช่วงแรกๆ รู้สึกแค่ว่ามีการเพิ่มที่เรียนให้มากขึ้น ให้มีที่เรียนง่าย จบง่าย ได้ใบรับรองก็คงพอ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีคุณภาพ สู้การเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ได้ มาตรฐานดีกว่า เรียกว่ายึดมั่นถือมั่นและยึดติดในมหาวิทยาลัย แล้วก็ได้แต่พูดว่า มองว่าไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ซึ่งพอผมมาคิดอีกทีความคิดอย่างนี้ของผมช่างเป็นความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นความคิดเชิงทำลาย ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับใครเลย ทำไมเราไม่มาช่วยกันให้มันดีล่ะ ถ้าเราคิดว่ามันไม่ดี เราเข้ามาดูเขาจริงจังหรือยังถึงบอกว่าไม่ดี พอคิดได้แล้วเมื่อเขาเชิญให้เข้าร่วมก็เลยตอบรับ แม้งานประจำก็มากมายอยู่แล้ว

          เมื่อคืนในงานเลี้ยง คุณอุดร ตันติสุนทร สว.ตาก ผู้มีส่วนร่วมในการผลักดันวิทยาลัยชุมชนได้ขึ้นไปพูด ทำให้เราได้รู้ปรัชญาของวิทยาลัยชุมชนมากขึ้น ท่านบอกว่าวิทยาลัยชุมชนเกิดขึ้นมาเพราะ

1.  สร้างคนให้ทำงานได้ทันที ทำงานได้ขณะเรียน ทำงานได้ในชุมชนเพราะจัดหลักสูตรสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

2.  บริหารงานโดยชุมชน คือมีสภาวิทยาลัยที่มาจากกลุ่มต่างๆของชุมชนในจังหวัดที่ตั้ง ที่ถือตัวแทนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนและดึงศักยภาพของคนในชุมชนมาเป็นผู้สอน

3.  การศึกษาเดิมมีข้อจำกัด ไม่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร เพราะเรียนจบไปแล้วก็ยังไม่สามารถทำงานได้ วิทยาลัยชุมชนจึงจัดขึ้นให้คนที่เรียนจบแล้วไปประกอบอาชีพได้เลย

         นอกจากนี้ท่านยังพูดถึงในอเมริกาที่ท่านไปดูงานมา เขาได้ให้วิทยาลัยชุมชนผลิตผู้ช่วยเภสัชกร เพื่อให้ไปช่วยหมอตี๋หรือร้านขายยาจำหน่ายยาเพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ยาเนื่องจากเภสัชกรมีไม่เพียงพอ พูดถึงผู้สูงอายุในกรุงเทพฯที่ไม่มีคนดูแล ญาติต้องจ้างคนมาดูแลและอีกหลายๆอย่าง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าตรงกับความคิดของผมที่ได้เสนอให้สภาวิชาการได้ทราบว่าอยากจะเปิดสอนทางด้านนี้

           การมางานเลี้ยงในครั้งนี้ ทำให้ผมมองเห็นทางหลายอย่างชัดเจนขึ้น ในการผลักดันให้โรงพยาบาลเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นบทบาทในอนาคตที่ 2 ที่ผมเขียนไว้ในบันทึกเรื่องภาพอนาคตของโรงพยาบาลบ้านตาก ที่จะช่วยให้คนท้องถิ่นมางานทำได้ ลดการทิ้งถิ่นฐาน ทำให้โครงสร้างสังคมดีขึ้น จะช่วยลดปัญหาของผู้สูงอายุ ลดปัญหายาเสพติดได้ด้วย