บันทึกกิจกรรมการเรียนรู้

dejavu monmon

เนื้อหาส่วนท้ายของบทที่ ๕ การพัฒนาตน ในวิชามนุษย์กับการดำเนินชีวิต ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาปัญญาโดยให้ความสำคัญกับการฝึกกรรมฐาน (สมถะ)

เช้าวันนี้เอง ที่เป็นวันแรกของเนื้อหาส่วนนี้ ผมได้เริ่มโดยเดินไปหาแม่บ้าน และขอไม้ถูพื้น มาชุบน้ำบิดหมาดๆ เพื่อไปถูพื้นห้องบรรยายที่ปูลาดด้วยกระเบื้อง ระหว่างนั้น นักศึกษาที่มาทันเวลา (๐๘.๓๐ น.) ได้ช่วยกันนำเก้าอี้ออกไปนอกห้อง เพื่อปรับให้ห้องโล่ง นักศึกษาหญิงคนหนึ่ง เห็นผมจะถูพื้น จึงขอถูเอง และขอความช่วยเหลือเพื่อนให้ช่วยกวาด โดยไปขอไม้กวาดดอกหญ้าจากแม่บ้านที่กำลังรีบทำงานอยู่ ผมช่วยขนเก้าอี้ออกไปวางหน้าห้อง โดยไม่ขอเอาเปรียบนักศึกษา อันที่จริงอยากจะถูพื้นมากกว่า อยากทำความสะอาดให้กับห้องเรียนที่นักศึกษามักจะทิ้งขยะไว้ให้เป็นภาระของแม่บ้านที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ผม แต่เมื่อนักศึกษาจะทำ ก็แล้วแต่เขา

เมื่อห้องโล่ง สะอาด น่านั่ง จึงเชิญนักศึกษาให้นั่งราบพื้นแบบสบายๆ ไม่ลืมที่จะกำชับว่า เรามาถอดรองเท้าไว้หน้าห้องกันเถิด โดยที่ผมถอดไว้เป็นคนแรก ในใจคาดว่าเด็กจะถอดวางเรียงยาวต่อจากผม แต่ไม่มีใครถอดเรียงต่อจากผมเลย ทุกคนถอดไว้ที่ที่ตนอยากจะไว้

ทุกคนเข้ามานั่งแถว ขณะเดียวกัน ผมก็เขียนกระดาษติดไว้หน้าห้องว่า ผู้ที่มาเลยเวลา ๙ โมงเช้า ขอให้วางงานที่จะส่งไว้หน้าห้อง และไปพักได้ สิ่งที่ผมคิดคือ ผมไม่อยากให้นักศึกษาที่มาสายและเปิดประตูเข้าออก หรือเดินผ่านนักศึกษาที่กำลังตั้งใจฝึกสมาธิ อันจะเป็นการทำลายเพื่อนด้วยกัน แต่นั่นแหละ เราจะพบว่า คนที่มาสายก็มักจะมาสายอยู่เป็นประจำ

ผมเริ่มต้นด้วยการจัดวงกสิณไว้ที่หนึ่ง และอธิบายไปจนถึงเนื้อหาเกี่ยวกับกสิณ จากนั้นจึงนั่งลงบนพื้นห้องเรียนเหมือนกับนักศึกษาและฝึกให้ทุกคนนั่งขวาทับซ้าย หากใครทำไม่ได้ ก็นั่งท่านผ่อนคลายตามอัธยาศัย และซักซ้อนว่า เดี๋ยวเราจะไหว้พระสวดมนต์ในใจ หากนับถือศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ให้นึกถึงพระเจ้า ความดีของพระองค์ และอะไรอื่นที่ทำให้จิตใจเราดีขึ้น สะอาดขึ้น จากนั้นให้แผ่เมตตาในใจ นักศึกษาคนหนึ่งแทรกขึ้นว่า ท่องแผ่เมตตาไม่ได้ ท่องได้ไม่หมด ลืมหมดแล้ว ผมก็บอกว่า เดี๋ยวผมจะว่าไปด้วยเสียง ให้เราคลอในใจแล้วกัน และอันที่จริง การแผ่เมตตาไม่จำเป็นต้องว่าไปตามบท หรือท่องเหมือนที่เราท่อง สิ่งสำคัญคือ การแผ่ไปซึ่งความรู้สึกดี ความเมตตา ความรัก ความสงบ และสิ่งดีๆ ทั้งหลายให้แก่สัตว์ทั้งหลาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นมนุษย์เท่านั้น หลังจากแผ่เมตตา ก็ให้เรานั่งทำจิตให้สงบ จากนั้น ใครก็ได้ ลุกคนมาทีละคน มาเพ่งดวงกสิณ (ที่มีอยู่เพียงอันเดียว) ที่แดง ประมาณ ๑-๓ นาที แล้วไปนั่งหลับตา ดูดวงกสิณภายใน คนต่อมาก็เชิญต่อไปเลย ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี

กิจกรรมปฏิบัติการทางศาสนาว่าด้วยเรื่องการเจริญกสิณ ผ่านไป ผมก็อธิบายเรื่องอื่นต่อ ในช่วงอสุภ ๑๐ ผมได้นำภาพคนที่ถูกผ่าท้องให้เห็นอวัยวะภายในมาให้เด็กดูด้วย โดยกำชับว่า ภาพนี้เป็นภาพอะไร ใครดูไม่ได้ ก็ขออย่าได้ดู จากนั้นจึงกล่าวพึงความไม่สวยงามของร่างกาย ธรรมชาติภายในที่เราไม่แตกต่างจากสัตว์อื่น เรามีน้ำ มีตับ มีม้าม มีไต หัวใจ ปอด เหมือนกับภาพที่เห็น เหมือนกับสัตว์ทุกตัว ชีวิตเราก็คือองค์ประกอบของสิ่งต่างๆ สิ่งที่ผมสังเกตคือ เด็กแต่ละคนสนใจฟังเอามากๆ (ใจจะตั้งใจฟังหรือไม่ก็ไม่รู้)

ผ่านกิจกรรมนี้ ผมอธิบายไปเรื่อยๆ ถึงจริต ๖ (เท่าที่เวลาจำกัดและความรู้น้อยนิดที่ยังเหลืออยู่) และบอกไปว่าอารมณ์กรรมฐานอะไรบ้างที่เหมาะสมกับจริตใด สุดท้ายให้ฝึกอานาปานสติและจาคานุสติเป็นลำดับ

อย่างไรก็ตาม วันนี้เป็นเพียงบทเรียนให้เรียนรู้เล็กๆ ด้วยเนื้อหาน้อยๆ ที่ซ่อนอยู่ในวิชาระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ขอแผ่ส่วนกุศล ความสบายใจ ที่ได้ให้เด็กได้เรียนรู้นี้ แด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่

คำสำคัญ (Tags)#เรื่องเล่า

หมายเลขบันทึก: 121223, เขียน: 22 Aug 2007 @ 11:23 (), แก้ไข: 29 Aug 2016 @ 09:12 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)