พระอาจารย์หรือวิปัสสนาจารย์คือ "พระคันธสาราภิวงศ์" ลูกศิษย์เรียกท่านว่า "ท่านอาจารย์สมลักษณ์"
เมื่อช่วงวันที่ ๑๐-๑๗ สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่ วัดท่ามะโอ จังหวัดลำปาง เป็นประสบการณ์การเรียนรู้จากการปฏิบัติและสดับธรรมที่เกินความคาดคิด
เดิมทีผู้เขียนตั้งใจไว้ว่าหลังจากเสร็จภารกิจวิชาการที่ต้องทำตอนต้นเดือนจะใช้ช่วงเวลาที่คาบเกี่ยววันแม่ ไปปฏิบัติธรรม ๗ วัน เป็นกุศลให้คุณแม่ตนเอง และอุทิศให้แก่ผู้มีพระคุณตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย โดยจะไปวัดที่ไม่ไกลอยุธยานัก คงเป็นกุศลแห่งการตั้งจิตดี วันที่ ๘ สิงหาคม ญาติธรรมได้โทรมาชวนว่า ที่วัดท่ามะโอ มีที่ว่าง คือมีห้องพักของผู้ปฏิบัติธรรมว่างหนึ่งห้อง เพราะผู้ที่แจ้งจองไว้ไม่สามารถมาได้ ห้องเขามีจำกัดแค่สิบห้อง ดังนั้นการรับผู้ปฏิบัติธรรมก็ทำได้จำกัดแค่ครั้งละสิบคน
ที่จริงหลักสูตรนี้เป็นขั้นสูง สำหรับผู้มีประสบการณ์ปฏิบัติธรรมมากแล้ว เป็นหลักสูตรหนึ่งเดือน แต่ท่านอาจารย์ได้อนุญาตให้ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้อยู่แค่ริมรั้วพระธรรมเข้าร่วมปฏิบัติได้ตามความสะดวกคือแค่เจ็ดวัน นับเป็นบุญจริงๆ
ผู้เขียนเลยมีโอกาส ไม่เคยไปวัดนี้เลย ข้อมูลก็ทราบอยู่เล็กน้อย(จากการเคยสนทนากับผู้ที่ชวน) ว่าวัดนี้เป็นสายวิชาการหรือปริยัติธรรม ส่วนอื่นๆนั้นไม่เคยทราบมาก่อนว่าเขาสอนกันอย่างไร แนวไหน คิดว่าไปรู้เรื่องวิชาการบ้างก็ดีเหมือนกัน อยากรู้ว่าสอดคล้องกับการปฏิบัติอย่างไร เป็นคนอยากรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ และมักให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้สิ่งที่แปลกจากปกติหรือกระแสหลักเสมอ และการที่ตัวเองเคยไปปฏิบัติกับสายวัดป่า(ที่สกลนคร)มาก่อน ก็ทำให้ยิ่งอยากรู้ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร ตัวเองเหมาะกับแนวไหนที่สุด หรือว่าทั้งสองแนวตัวเองจะสามารถนำมาปรับใช้อย่างไร
ที่จริงผู้เขียนนั้นมีโอกาสดีที่ไม่ต้องทำงานประจำ การมีเวลาอยู่ที่บ้านซึ่งมีบรรยากาศ สถานที่เหมาะสมทำให้การฝึกฝนเจริญสติสามารถทำได้บ่อยๆ แม้ครั้งละไม่นาน หรือไม่ได้ทำทุกวัน แต่การปฏิบัติเองที่ไม่ต่อเนื่องก็ทำให้อินทรีย์ไม่แก่กล้า ไม่ก้าวหน้าเลยหาโอกาสปีละครั้งที่จะเข้าบ่มเพาะ สร้างพลังแล้วกลับไปทำต่อเองที่บ้าน
วันที่สิบ สิงหาคมได้เดินทางโดย พีบีแอร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นสายการบินเดียวที่บินไปลำปาง เครื่องบินลำเล็กแต่ประสิทธิภาพสูง นั่งสบาย ไม่เคยไปลำปางนานมากแล้ว และไม่เคยไปโดยเครื่องบิน พอเครื่องลดระดับร่อนลงจึงจ้องมองภาพเบื้องล่างอย่างตื่นตาตื่นใจ เห็นทุ่งนาเป็นผืนๆต่อๆกันกว้างใหญ่ไพศาล เขียวชอุ่ม ภูเขาเป็นเทือกๆที่ไม่สูงมากนักอยู่ซ้อนๆกัน ดูราวใครขยุ้มผ้ากำมะหยี่เป็นรอยหยักๆอยู่บนพื้น เห็นสายน้ำที่คดเคี้ยวและทางน้ำที่ทำระบายเข้านาดูมีน้ำเต็ม บอกกับตัวเองว่า "ลำปางนี่อุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม ธรรมชาติยังดีมาก น่าอยู่จัง"
ถึงสนามบิน ทางวัดจัดให้รถรับจ้างไปรอรับ ตรงไปวัดกันเลย รถพาไปเข้าประตูวัดผ่านโบสถ์ กุฏิพระ จนไปเกือบสุดประตูวัดอีกฟากหนึ่ง และจอดที่อาคารเป็นตึกสองชั้นสร้างอย่างทันสมัย สวยงาม สว่าง โปร่ง อาคารนี้ชื่อ "ภาวนาศรม" ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันบริจาคเงินสร้าง ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ ขึ้นบันไดไปสองสามขั้น ห้องแรกคือห้องอาหาร ถัดเข้าไปเป็นประตูกั้นห้องอาหารจากห้องพัก
ห้องพักทั้งหมดมีสิบห้อง ฟากละห้าห้อง มีทางเดินตรงกลาง แต่ละห้องเหนือประตูจะเป็นชื่อผู้บริจาคเงินสร้างห้องนั้นๆ จำได้แค่ห้องเบอร์หนึ่งบริจาคโดยคุณ ธงไชย แมคอินไตย์และมารดา
มาถึงใหม่ๆจิตยังหลุกหลิก อยากมอง อยากรู้ไปหมด สงสัยว่าจะต้องวางตัวอย่างไร เพราะปกติเป็นคนไกลวัด เปิดเข้าไปในห้องพักของตัวเอง ต้องร้อง "วาว!" เพราะแม้ขนาดกระทัดรัด แต่ก็สะอาด โปร่งสบาย มีทั้งเครื่องปรับอากาศ และพัดลม โชคดีระหว่างอยู่ อากาศสบายกำลังดี จำได้ว่าเปิดแอร์แค่สองครั้งเอง ห้องน้ำในตัวมีน้ำอุ่นให้อาบด้วย
ส่วนห้องปฏิบัติธรรมที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกันอยู่ชั้นบน เป็นห้องโถงกว้าง เป็นกระจกติดมุ้งลวด ห้องนั้นอยู่ในทางลม ลมก็จะพัดผ่านเย็นสบาย เขาจะเปิดแอร์ตอนช่วงบ่ายเท่านั้น
พระอาจารย์หรือวิปัสสนาจารย์คือ "พระคันธสาราภิวงศ์" ลูกศิษย์เรียกท่านว่า "ท่านอาจารย์สมลักษณ์"
ท่านถามผู้เขียนว่าเคยไปปฏิบัติธรรมที่ใดมาบ้างหรือเปล่า ผู้เขียนตอบท่านไปว่าเคย และที่ใดบ้าง ท่านบอกว่าที่นี่อาจแตกต่างในวิธีการ ขอให้วางสิ่งที่เคยเรียนรู้ในวิธีอื่นๆให้หมดก่อน ทำตัวเสมือนนักเรียนอนุบาลเรียนรู้ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ เมื่อสิ้นสุดเวลาแล้วค่อยพิจารณาว่าของใหม่ที่เรียนรู้ จะรับ หรือจะละทิ้งก็ได้ไม่ว่ากัน
ได้ค่อยๆเรียนรู้การวางตัว การปฏิบัติ ว่าจะต้องทำอะไร อย่างไรและ ทำไม ในระหว่างการอยู่ปฏิบัติธรรม ซึ่งผู้เขียนได้เรียนรู้มาก จากการรู้ว่าทำไมจึงทำในสิ่งที่กระทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการ "ปิดวาจา" ไม่คุยกัน จะพูดเมื่อจำเป็นเท่านั้น การทำอะไรช้าๆ ช้ามากๆ แม้อยู่นอกห้องปฏิบัติ(ภายหลังจึงรู้ว่าเขาเรียกว่า กำหนดรู้อิริยาบถย่อย) การนั่งกรรมฐาน การเดินจงกรม ซึ่งต้องปฏิบัติประกอบกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สติเกิดอย่างต่อเนื่องเหมือนเส้นด้าย หรือสายน้ำที่ไหลไม่ขาดสาย สมาธิก็จะมั่นคง มีพลัง
การปฏิบัติธรรมที่นี่ยึดความเบาสบาย ไม่ให้เครียด สถานที่สัปปายะ คือร่มรื่นสบาย สะอาด ปลอดภัย ไม่มีแมลงหรือสัตว์ร้ายรบกวนให้เสียสมาธิ มีอาหารที่บำรุงร่างกายเหมาะสม อาหารมังสวิรัตที่นี่ทำได้ดี อร่อยมากและยังมีอาหารจากปลาให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นมังสวิรัตด้วย
การให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ก็สำคัญ การปฏิบัติไม่ให้เกินครั้งละสามชั่วโมง เพราะฉะนั้นหลังอาหารกลางวันทานเสร็จเที่ยง ก็ให้นอนพักถึงบ่ายสองโมง จึงลุกมาปฏิบัติต่ออีกสองชั่วโมง ราวสี่โมงเย็นท่านอาจารย์จึงมาสอบอารมณ์เป็นรายบุคคล ว่ามีความก้าวหน้าในแต่ละวันไปเพียงใด เป็นโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยต่างๆกับท่านได้ เขาไม่บังคับด้วยว่าใครจะถือศีลห้า หรือศีลแปด(งดอาหารเย็น) กลางคืนมีการปฏิบัติสั้นๆก่อนสดับธรรม เสร็จราวสามทุ่ม ก็เข้านอน
อ่านแล้วเหมือนไปพักผ่อนเข้าสปาเพื่อสุขภาพจิตที่ลงลึกถึงการเกิดปัญญาในการเข้าใจสัจธรรมแห่งชีวิต จนผู้เขียนนึกชื่อเล่นๆว่า 'สปาเพื่อจิตรประภัสร' มากกว่าไปปฏิบัติธรรมอย่างที่เป็นภาพหรือความเข้าใจของคนทั่วไป แต่ผู้เขียนพบด้วยตนเองว่าด้วยวิธีนี้ได้เรียนรู้อย่างโปร่งเบาและสามารถเจริญสติได้ง่าย นำไปสู่การมีสมาธิตั้งมั่นในสภาวธรรมแล้วเกิดปัญญาในการหยั่งเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริงได้
เจ็ดวันที่ได้ปฏิบัติและเรียนรู้ ท่านอาจารย์กล่าวให้กำลังใจว่าผู้เขียนเป็นคนเรียนรู้ได้เร็ว ท่านเห็นพัฒนาการว่าก้าวหน้าและยังกล่าวว่าสอบผ่านอย่างสบาย ทำให้ผู้เขียนเกิดความมุ่งมั่นที่จะมาปฏิบัติต่อที่นี่อีกเมื่อมีโอกาส หากมีบุญจริง คงได้มาอีก แบบแทรกๆเขาอย่างนี้แหละ เพราะหลักสูตรต่างๆนั้นมีผู้จองเต็มเกือบตลอดปีแล้ว
-
การเจริญปัญญาเหมือนการสีไม้สองท่อนอย่างต่อเนื่อง
ทำให้เกิดความร้อนและเปลวไฟ
-
การสีไม้เหมือนสติ
สวัสดีค่ะคุณพี่นุช คุณนายดอกเตอร์
ฟังดูแล้วน่าไปวิปัสสนาที่วัดนี้มากเลยค่ะ แต่คิวยาวมาก ต้องเป็นคนที่มีบุญจริงๆ จึงจะได้ไป ^ ^
ตอนนี้ก็ยังพยายามเจริญสติในชีวิตประจำวันอยู่เป็นปรกติค่ะ เพราะคงหาโอกาสดีๆ แบบคุณพี่ยากมาก แม้จะหลุดบ้างเพราะบางครั้งต้องทำอะไรเร็วๆ ให้ทันกำหนดการณ์ แต่ก็เป็นการฝึกที่ดี อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้ทำค่ะ ^ ^
มาร่วมอนุโมทนาบุญค่ะ ดีใจที่คุณพี่ได้ไปปฏิบัติเรียนรู้ และได้ผลดี เป็นแนวทางให้น้องๆ พี่ๆ ใน gotoknow ในการเจริญสติได้ค่ะ ^ ^
อนุโมทนาสาธุกับน้อง..คุณนายด้วยนะครับ
ชีวิตคนเราควรจะมีโอกาสเช่นนี้อย่างน้อยที่สุดปีละครั้งครั้งละ 7 วันเต็มๆ (ทางที่ดีควรทำทุกวัน) แต่สำหรับคนทีแบกทุกข์เต็มบ่าเต็มหลังน่ะ บอกเท่าไหร่ก็ว่าไม่มีเวลา เพราะเอาเวลาไปแบกทุกข์เสียหมดแล้ว
พี่เคยทำ เคยอยู่สำนักวิปัสนามา 1 พรรษาครับ บวชเรียนกับท่านธรรมธโรภิกขุ สำนักวิปีสสนาไทรงาม ท่านใช้หลักมหาสติปัฐฐาน 4 และให้พระนวก ทำสมาธิ ทุกแบบ แล้วไปสอบอารมณ์กับท่านตอนค่ำๆ
ในชีวิตได้ฝึกได้อยู่ใกล้กับสิ่งที่เป็นทางสายจิตจริงๆนี้บุญเหลือหลายแล้ว และก็ตั้งใจว่าคงได้อุทิศตัวเพื่อฝึกต่อไป ออกมาทำงานช่วยสังคมทางโลกคู่กันไปก่อน..
สวัสดีค่ะอาจารย์กมลวัลย์
ขอบคุณที่มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกันค่ะ พี่ว่าหากอาจารย์ได้มีโอกาสไปเรียนรู้ ไปฝึกกับครูบาอาจารย์ดีๆ สม่ำเสมอ อาจารย์จะก้าวหน้ามากเพราะเป็นผู้มีจิตน้อมในพระธรรมอยู่แล้ว ขนาดพี่เป็นคนประเภทเมื่อก่อนไม่เคยคิดสนใจธรรมะเลย มีโอกาสได้เรียนรู้เล็กๆน้อยๆก็ยังพอเป็นบัวที่เริ่มจะพ้นน้ำ
ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยอำนวยพรให้การฝึกเจริญสติในชีวิตประจำวัน มีความก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆนะคะ
สวัสดีค่ะพี่บางทราย
ได้รับหนังสือแล้วด้วยความขอบคุณยิ่งค่ะ
การไปปฏิบัติธรรมที่เรียนรู้มาจากทั้งสายวัดป่าและสายปริยัติธรรมครั้งนี้ เป็นการใช้หลักมหาสติปัฏฐาน ๔ เช่นกันค่ะ
ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งฝึก ทำให้เห็นว่าหากคนทำงานได้อบรมจิตเช่นนี้จะทำงานอย่างมีความสุขขึ้นมาก หากอยากทำงานให้มีประสิทธิภาพและใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างแท้จริง ธรรมนั้นเป็นคำตอบจริงๆค่ะ ทำควบคู่กันไปดีที่สุด นึกถึงอ.เดชา ศิริภัทร มูลนิธิข้าวขวัญที่พี่บางทรายก็รู้จัก เป็นตัวอย่างที่ดีมากเลยค่ะ ของการเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและช่วยเหลือสังคม
อนุโมทนาบุญกับพี่นุชด้วยค่ะ ^_^
ต้อมไม่เคยมีโอกาสได้ไปปฏิบัติอะไรแบบนี้เลยค่ะ แต่ก็หวังว่าในวันหนึ่งข้างหน้านี้จะต้องหาโอกาสปฏิบัติและเรียนรู้ธรรมแบบนี้บ้าง
สวัสดีค่ะคุณต้อม
หมู่นี้ระบบขัดข้องบางช่วง ทำให้ตอบได้ช้านะคะ
ขอบคุณที่มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกันค่ะ ขออวยพรให้คุณต้อมมีเวลาได้ไปลองศึกษาการปฏิบัติธรรมดูว่าเป็นอย่างไร การอ่านกับการลงมือปฏิบัติเองนั้นแตกต่างกันมากเลยค่ะ อยากให้น้องได้พบรสอันประเสริฐในฐานะที่เกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนค่ะ
สวัสดีค่ะ
ขออนุมทนาสาธุค่ะ การปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่ให้ความสุข ตนเองก็ไปมาทั้งปลีกวิเวก(ลำบาก) และอย่างสบาย แต่ที่สุด การมีกัลยาณมิตร หรือครูบาอาจารย์ คอยแนะนำแก้ไข จะทำให้ก้าวหน้าเป็นลำดับขึ้นด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
เขียนเลยค่ะ มีประโยชน์แน่ๆค่ะ อยากอ่าน เพราะจะได้เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้กันนะคะ นุชเองได้ไปปฏิบัติที่วัดฉลี่ยปีละครั้งเท่านั้นค่ะ
กำลังคิดว่าจะเขียนประสบการณ์ทีได้ปฏิบัติในสายวัดป่า แนวทางการเจริญสติแบบเคลื่อนไหว ของหลวงพ่อเทียนด้วยค่ะ มีวิธีการปฏิบัติ คนละแบบ แม้จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือให้เกิดปัญญา ขัดเกลากิเลสให้เบาบาง
จริงค่ะที่การไปปฏิบัติควรจะมีเวลาครั้งละไม่ต่ำกว่า ๗ วัน ท่านอาจารย์สมลักษณ์บอกว่า กว่าสมาธิจะเริ่มตั้งตัวได้ มักต้องผ่านไปแล้วซักสามวัน ท่านยังแนะนำอีกว่า ก่อนไปเข้าปฏิบัติธรรมสามวัน ควรเตรียมตัว เตรียมจิต โดยการงดอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง
สวัสดีค่ะคุณตันติราพันธ์
ขอบคุณนะคะที่มาร่วมอนุโทนาบุญกัน รู้สึกว่าได้พบกัลยาณมิตรบนเส้นทางสายธรรมะมากขึ้นเรื่อยๆ ดีจังเลยค่ะ
เคยไปปฏิบัติสายวัดป่า ได้ผ่านตรงนั้นมาทำให้การปฏิบัติภายหลังหรือครั้งหลังๆ ไม่รู้สึกลำบากหรือท้อถอยเลยค่ะ
เห็นด้วยค่ะว่ากัลยาณมิตรสำคัญมาก ในชีวิตประจำวันก็ได้กัลยาณมิตรที่มีความรู้ธรรมะมากกว่า ปฏิบัติมามากกว่าได้ชี้แนะ ให้อยู่เรื่อยๆค่ะ
สวัสดีอีกทีค่ะ
อาจารย์เขียนเลยค่ะ เพราะแต่ละคนจะมีประสบการณ์กันคนละแบบ แต่จุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน
แม้แต่ ในวัดเดียวกัน แตละคนก็มีจริตที่แยกย่อยลงมาได้อีก พี่ก็ไม่ค่อยเหมือนใคร แต่มีวิธีส่วนตัว และได้ผลส่วนตัวค่ะ หลวงพ่อเน้นว่าเวลานั่งสมาธิ ต้องใจสบาย ปล่อยวาง ให้มากที่สุด
เปรียบเหมือน อาจารย์ไปทางรถยนต์ พี่ไปทางรถไฟ แต่ถึงที่หมายเหมือนกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ศศินันท์
เปรียบเทียบได้ดีมากเลยค่ะ
นุชก็เห็นด้วยค่ะว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคนที่มีจริตต่างกัน พระท่านเข้าใจตรงนี้มากจึง"สอบอารมณ์" แบบเดี่ยว
ขอบคุณค่ะในคำแนะนำ
สวัสดีครับ
คุณนายดอกเตอร์
สวัสดีค่ะคุณครูเสือ
ขอบคุณมากเลยค่ะที่มาเยี่ยมและให้ข้อคิด
เห็นด้วยค่ะว่าปฏิบัติธรรมทำได้ทุกที่ หากเราเข้าใจหลักการ วิธีการ ทำที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ จะยิ่งทำให้เรามีความประณีตในสิ่งที่กำลังทำเพราะได้ทำด้วยสติ และจิตทีตั้งไว้ในกุศล
ยินดีที่มาร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกันค่ะ
ปัจจุบันตึกนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ภาวนามัญชรี แล้วนะคะ แต่น่าอยู่ปลอดภัยเหมือนเดิม ขอแนะนำให้ท่านที่สนใจมาลองปฏิบัติดูนะคะ สองวันแรกอาจจะดูติดขัดหน่อยหลังจากนี้ไปสบายๆเลยค่ะ พระอาจารย์ท่านดูแลเป็นอย่างดี มีคำแนะนำ คำปรึกษาชัดเจนค่ะ
สวัสดีค่ะคุณนุช
เพิ่งมีโอกาสเข้ามาอ่าน เขียนเล่าได้น่าสนใจและสำนวนดีมากจนอยากชวนให้เขียนหนังสือค่ะ
ถ้าคุณนุชสนใจอยากเขียนเล่าประสบการณ์ทางธรรมกับทาง อมรินทร์ ขอเชิญติดต่อกลับมานะคะ
085-1311910 ชื่อแหม่มค่ะ