หากเศรษฐกิจของประเทศใด พึ่งพาต่างประเทศมาก เมื่อประเทศมหาอำนาจเกิดปัญหาก็จะได้รับผลกระทบเสมอ..
ช่วงนี้จะเริ่มได้ยินคำว่า "ซับไพรม์" หรือ sub-prime แปลว่าคุณภาพเป็นรอง ซึ่งมาจาก sub-prime mortgage ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสินเชื่อที่ปล่อยให้กู้ให้กับลูกหนี้ที่มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐาน หรือคุณภาพรองลงมา โดยใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
ตามปกติแล้วลูกหนี้กลุ่ม "ซับไพรม์" นี้สถาบันการเงินทั่วไปจะไม่ปล่อยกู้ จึงมีการตั้งบริษัทอิสระมาปล่อยกู้แทน ส่วนเงินที่บริษัทเหล่านั้นนำมาปล่อยกู้ ก็ใช้วิธีออกตราสารหนี้ แล้วใช้อสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้นั่นแหละ ค้ำประกันตราสารหนี้อีกที
ถ้าเกิดมีปัญหา ลูกหนี้ผิดชำระหนี้ บริษัทเหล่านั้นก็จะขายอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ เพื่อนำเงินไปจ่ายคืนให้คนที่ซื้อตราสารหนี้ ธนาคารยึดทรัพย์ขายทอดตลาด แล้วเอาเงินมาจ่ายให้ผู้ฝากเงิน
หลายปีที่ผ่านมา สหรัฐมีลูกหนี้ซับไพรม์เกิดมากมาย เพราะราคาอสังหาฯในสหรัฐสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการขายตราสารหนี้ออกไปทั่วโลก พอมาปีนี้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มไม่ค่อยดี ซับไพรม์เริ่มไม่จ่ายหนี้มากขึ้น ขณะเดียวกัน อสังหาฯในสหรัฐ ราคาก็ตก ส่งผลให้บริษัทที่ปล่อยกู้ก็เลยเงินเริ่มขาดมือ ไม่สามารถจ่ายเงินให้กับผู้ที่ซื้อตราสารหนี้พวกที่ซื้อตราสารหนี้ "ซับไพรม์" เหล่านี้ ผลที่ตามมาคือกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ขาดทุนเป็นจำนวนมากจากตราสารหนี้ที่ถือไว้
จากการที่ตราสารหนี้ซับไพรม์ถูกขายไปทั่วโลก มีข่าวว่ากองทุนบางแห่ง ต้องปิดตัวลง หรือบางแห่ง แม้ไม่ปิดกองทุน แต่ก็ต้องอัดฉีดเงินช่วยเฮดจ์ฟันด์ของตัวเอง นอกจากนี้ยังส่งผลกับตลาดหุ้น เพราะกองทุนเหล่านี้ยังลงทุนในหุ้นตามประเทศต่างๆ ก็เลยมีการเทขายหุ้นทั่วโลกเพื่อเตรียมเงินสดไว้
จากกรณีนี้ธนาคารกลางทั้งในสหรัฐ(เฟด) อียู และญี่ปุ่น มีการอัดฉีดเงินจำนวนมหาศาล กว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8 ล้านล้านบาท เพื่อสกัดปัญหาไม่ให้ลุกลามกลายเป็นวิกฤตการเงินระลอกใหม่
จากวิกฤติ” ซับไพรม์” ของสหรัฐ เป็นสัญญาณเตือนประเทศไทยที่มีเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในเรื่องการส่งออกที่เพิ่งจะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ก็จะถูกกระทบกระเทือนไปด้วย
จากสัญญาณนี้ประเทศไทยจึงควรเตรียมการรับมือกับวิกฤติครั้งนี้ โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในเอเชียและตลาดในประเทศให้มากขึ้น ทดแทนตลาดของสหรัฐอเมริกาที่เราต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน....