มิตรภาพกับชีวิต

ผมยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนหน้าผา  ต้อนรับแสงอรุณที่ส่องแสงทาบทาบนทุ่งหญ้าเบื้องล่าง

คนห้าคนบนทุ่งหญ้าเบื้องล่างเริ่มเด่นชัดในสายของผม

คนสี่คนหน้าตาบ่งบอกถึงความมิเป็นมิตร  แต่ละคนมีเชือกเส้นใหญ่ในมือคนละเส้น

ยืนห้อมล้อมคนตรงกลางอย่างเด็ดเดี่ยว  มั่นคง  มิหวั่นไหว

พร้อมด้วยสายตาที่เชื่อมั่น  ประดุจหินผาก็ไม่ปาน

แล้วส่งรายยิ้มอันบริสุทธิ์  ให้แก่คนรอบข้างทั้งสี่

คนที่ยืนอยู่รายรอบใช้เชือกเส้นใหญ่ผูกร่างกายส่วนต่างๆ  ของคนกลางไว้

พวกเขาเริ่มออกแรงดึงเส้นเชือกอย่างบ้าคลั่ง  เสมือนพายุที่โหมกระหน่ำ  ดั่งสายน้ำที่เชี่ยวกราก

เพื่อหวังให้คนตรงกลางร่างกายแหลกลาน  และหลุดออกเป็นชิ้น ชิ้น

แต่คนตรงกลางกลับไม่มีเสียงร้องแห่งความเจ็บปวด  และน้ำตาแห่งการร้องให้

ยังคงสงบนิ่ง  พร้อมด้วยรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ตลอดเวลา

คนแรกชื่อว่า เวลา  สายตาและใบหน้าบ่งบอกถึงความเศร้าสร้อยและรอคอย  เขาออกแรงดึงเส้นเชือกทีละน้อย  ทีละน้อย  ค่อยแรงขึ้นตามลำดับ  เสมือนพายุร้ายที่ก่อตัวอย่างเงียบ เงียบ  และโหมกระหน่ำ  และไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนแรงเลย

คนที่สอง ชื่อว่า ความห่างไกล  สายตาและใบหน้าหดหู่เลื่อนลอย  คราบน้ำตาเป็นสายเลือดแห้งเกรอะกรัง  เขากัดฟันแน่นออกแรงดึงเส้นเชื่ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  และอ่อนล้า  และไม่รู้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

คนที่สาม ชื่อว่า หน้าที่ สายตาและใบหน้าบ่งบอกถึงความเอาจริงเอาจัง  เสมือนว่าแบกโลกทั้งโลกไว้  ออกแรงดึงเส้นเชือกอย่างหลับหูหลับตา  เขาไม่หันมองสิ่งใดใดเลย  แม้กระทั่งคนรอยข้างและคนที่เขากระชากอยู่

คนที่สี่ ชื่อว่า ความเข้าใจ สายตาและใบหน้าเดี๋ยวดี  เดี๋ยวร้าย  อ่อนโยนดุจปุยนุ่น  และแข็งกล้าดั่งหินผา  บางครั้งกระชากเส้นเชือกรุนแรง  บางครั้งก็อ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ 

ยามใดที่เขาดึงหนัก เสมือนว่าอีกสามคนจะดึงหนักตามเขาไปด้วย  ยามเขาผ่อนก็จะผ่อนตาม

ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า  เริ่มสาดแสงสีทองรำไรยามอัสดง

ผมยังคงยืนมองการต่อสู้บนทุ่งหญ้าเบื้องล่าง

อย่างไม่รู้จะสิ้นสุดลงเมือใด  ฤาว่าหว่าคนที่สี่จะรามือ

ผมหันหลังให้การต่อสู้  และกำลังจะเดินจากไป

ผมได้ยินเสียงที่อ่อนโยน  แผ่วเบา  นุ่มนวล  แต่หนักแน่นมั่นคง แว่วมาจากคนกลาง

                สหายทั้งสี่ เอ๋ย  แม้มีพวกเจ้าเป็นร้อยเท่าพันทวีจะออกแรงดึงเส้นเชือกสักเท่าใด  เราหาสะทกสะท้านไม่  และมิมีทางที่จะดึงร่างกายและจิตใจแห่งความบริสุทธิ์  ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธาของเราให้หลุดเป็นชิ้นได้หรอก  ไม่มีวัน  ไม่มีวัน  เพราะเราคือ  มิตรภาพ

หลังได้ยินคนกลางพูด  ผมก้มดูหินผาที่ผมเหยียบผมรู้สึกว่า  คนกลางนั้นมั่นคงดุจกว่าหินผาที่ผมเหยียบอยู่เสียอีก

ตะวันรำไรลงทุกที  ทุกที  ผมเดินจากไปทีละก้าว  ทีละก้าว

ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหน  ผมคงไม่กลับมาดูการต่อสู่นี้อีก  เพราะรู้แล้วว่าผลสรุปมันจะเป็นเช่นไร