ความรู้อยู่ในธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติจึงขาดความรู้

สวัสดีครับทุกท่าน

        สบายดีกันนะครับ ผมเชื่อว่าหลายๆ คน มักกล่าวว่าธรรมชาติเราถูกทำลาย ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีป่าเขาลำเนาไพรอุดมสมบูรณ์ เข้าป่าก็เหมือนเข้าไปในร้านซุปเปอร์มา์ร์เก็ต จริงๆ แล้วเข้าป่าก็ยิ่งกว่าซุปเปอร์มาเก็ตอีกเพราะได้สูดอากาศดีเข้าเต็มปอด สัมผัสดวงใจ จิตวิญญาณพืช สีเขียวเข้าสู่สายตา ให้หัวใจเย็นฉ่ำ กลับมาบ้านก็ได้หน่อไม้ ผลไม้ ผักอื่นๆ ในป่ามากมาย บ้างก็งอกเองตามธรรมชาติ บ้างก็เอาไปปลูกทิ้งๆ ไว้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น ที่มาจากผลผลิตของความสมบูรณ์

       ถามว่าเมื่อก่อนทำไมคนชนบท หรือแม้แต่ คนในพื้นที่ กทม. ในอดีตก็ย่อมสัมผัสกับภาพที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ไม่ต้องเลี้ยงปลา เพราะนาอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติสร้างปลา สร้างสัตว์น้ำ สร้างระบบนิเวศน์ สร้างชีวิตที่เกื้อกูล ล่าและถูกล่ากันอย่างนิเวศน์ที่ครบวงจร วนเวียนเกิดใหม่อย่างสมดุล ในนามีข้าวปลูกข้าวได้สบายไม่ต้องใช้สารปรุงแต่ง ธรรมชาติร่วมสร้างความแข็งแรงของพันธุ์ข้าว พันธุ์์พืชตามธรรมชาติ นับได้ว่าชาวเกษตรกรไทย ไม่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย เพราะทุกอย่างมันเป็นคำตอบ เมื่อมีคำตอบคำถามก็ไม่ต้องเกิดมาก เว้นแต่มีการสงสัย แล้วอธิบายโยงใยให้เข้าใจและอยู่ร่วมกับธรรมและธรรมชาติแบบพึ่งพาอาศัยเกื้อกูล ชาวบ้าน สัตว์ พืช แวดล้อมอาศัยแบบเห็นอกเห็นใจกัน ใช้แบบพออยู่ อยู่แบบพอกิน กินแบบพอมี มีและอดออม เก็บหอมรอมริบ

 

http://www.msu.ac.th/satit/studentProj/2547/pj102-2-2547/g03-Biological/0288.jpg
(ภาพจาก http://www.msu.ac.th/satit/studentProj/2547/pj102-2-2547/g03-Biological/0288.jpg)
 

 

       เมื่อทุนนิยมเขามาบุก ทุนนิยมเข้าไปแทนที่ใจนิยม หรือศรัทธานิยม การเน้นเิชิงปริมาณเข้าไปแทนที่คุณภาพ การวัดด้วยวัตถุแทนที่การวัดด้วยใจ น้ำใจ ไมตรี พึ่งพา และอะไรๆ ก็นำไปสู่การทำลาย เกิดภาวะวิกฤตนำไปสู่การทำลายคำตอบเดิม ที่เคยอุดมสมบูรณ์ ทำลายห่วงโซ่จากที่เป็นห่วงโซ่ที่ซับซ้อนในระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ กลับกลายเป็นการตัดโซ่ให้เป็นท่อนสั้นๆ ตามที่มองกันแบบหยาบๆ จนเกิดท่อนอาหาร ที่ไม่ใช่เป็นห่วงโซ่อาหาร เกิดสภาพการเชื่อมต่อแบบไม่เนียน จากครอบครัวซับซ้อน ครอบครัวใหญ่ สู่ครอบครัวเดี่ยว บ้านหนึ่งหลังที่เคยอยู่กันสิบคน ก็เปลี่ยนเป็นบ้านละคนสองคนสามคน และที่หนักๆ คือ การทำลายสภาพแวดล้อมที่ขาดการคิดว่าสิ่งไหนเป็นประโยชน์ โดยมองคำว่า มีประโยชน์ อยู่ภายใต้ประโยชน์ที่ตนคิดว่ามีประโยชน์สำหรับตน หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์สำหรับตนนั้น ยังมีประโยชน์สำหรับอย่างอื่นด้วยเช่นกัน เช่น ฉีดยาฆ่าหญ้าข้างคันนา แมลงหากินยอดหญ้าไม่ได้ ก็ไปกินยอดข้าวแทน ทำให้ต้องไปซื้อย่าฆ่าแมลงมาฉีดพ่นต้นข้าว เพื่อแจกจ่ายสารเคมีตกค้างในข้าวสู่สายเลือดผู้บริโภคและตัวเองกันต่อไป...วัฏจักร

       ผมขอยกตัวอย่างหนึ่ง จากรุ่นสู่รุ่นที่ไม่ต้องไกลมากครับ เอาตั้งเริ่มตั้งแต่ สมัยคุณปู่ย่าตายายก็พอครับ เพราะคุณพ่อเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนนั้น ไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีในนาข้าวเลย และไม่ได้รู้จักคำว่าปุ๋ยเคมีด้วยซ้ำไป รู้แต่ว่า อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวจริงๆ แต่ละคืนเอาซ่อนไปดักกุ้งฝอยในนา ทำให้น้ำไหลรินๆ ก็ตอนตีสามไปเก็บครั้งหนึ่ง ตอนตีหกตอนเช้าก็ไปเก็บครั้งนึง มีการจัดการตามแบบที่เข้าใจและอยู่ร่วม หญ้าข้างนา ก็ไม่จำเป็นต้องจะทำให้เตียนโล่ง หรือไม่ว่าจะดายหญ้าออกก็ทิ้งไว้ในนาให้เป็นปุ๋ยต่อไป ย่อยสลายผ่านระบบธรรมชาติ ไม่ต้องใช้สารเคมีฆ่าหญ้า ยาคุมหญ้าอย่างปัจจุบัน ซังข้าวก็ไม่ต้องเผา ไม่เผาก็ไม่ทำร้ายพระแม่ธรณีให้แสบผิว ไม่ทำลายจุิลินทรีย์ที่ผิวดิน ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงสารอาหารอินทรีย์เป็นเพียงแค่เถ้าถ่านคาร์บอน

       คุณคงมองเห็นคำตอบบางอย่างใช่ไหมครับว่านั่นคือ ธรรมชาติ ธรรมชาติคือคำตอบ และผมก็เชื่อว่า คำตอบนั้นจะมีอยู่ในธรรมชาติเสมอ ความรู้ก็อยู่ในธรรมชาติ มนุษย์ผู้ได้ชื่อว่าสัตว์ประเสริฐหากมนุษย์สามารถคิดได้ฝึกได้ แต่เมื่อธรรมชาติถูกธรรมลาย เราจึงเกิดแต่คำถาม ธรรมชาติถูกทำลายจากรุ่นสู่รุ่น เด็กรุ่นใหม่เกิดมาอยู่ในอีกรุ่นหนึ่ง ที่ห่างจากความอุดมสมบูรณ์แบบเก่า คำตอบเดิมก็ห่างหาย อยากจะฟื้นกลับไปยังธรรมชาติ ก็เกิดคำถามมากมายว่าจะกลับไปทาำงไหน เดินกลับไปอย่างไร คลำทางไปถูกบ้างผิดบ้าง จนบางทีก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้นั้นคือสิ่งใหม่ ทั้งๆที่มันเคยเกิดของมันมาแล้วในอดีตและไม่ได้ใหม่เลยสำหรับธรรมชาติบนความหลากหลายที่สมบูรณ์ บางสิ่งก็หายไป บางสิ่งก็กลายพันธุ์ บางสิ่งก็เกิดใหม่ในรูปแบบที่ทนทานกว่าเดิม สิ่งที่หายไปใช่ว่าจะไม่มี สิ่งที่มีใช่ว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย

 

http://www.lannacorner.net/lanna/pic/E3217976-25.jpg

(ภาพจาก http://www.lannacorner.net/lanna/pic/E3217976-25.jpg)

 

        วันนี้เราตกอยู่ในสภาวะอะไรครับ สภาวะที่กำลังตั้งคำถาม เพื่อกลับไปสู่คำตอบ หรือว่าสภาวะหลงทางเพราะคำถามที่ตั้งก็สับสนเหลือเกิน บ้างก็เจอคำตอบของตัวเอง บ้างก็ยังค้นหา บ้างก็หลงกันไปด้วยกัน โดยเฉพาะตัวผมมีครบทั้งค้นเจอ ที่ไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิด จำเป็นต้องค้นหา บางทีก็หลงทางแล้วทางเล่า ประสบการณ์โง่เหล่านี้ของผมจะเป็นวัฏจักรทันทีหากเชื่อมโยงไม่ได้ อธิบายไม่ครบ

         ทางซ้ายหรือทางขวา หรือทางตรงกลาง จะเลือกทางไหน ค่าจาก ลบหนึ่งถึง บวกหนึ่ง จะเลือกค่าไหนสำหรับตัวเอง สายกลางของตัวเองเพื่อปรับใช้วิ่งเข้าสู่คำตอบที่ไม่ต้องถาม...ร่วมคิดกันภายในสมองตัวเอง ถกพูดคุยกับคนรอบข้าง หรือในกลุ่มชุมชน หากค้นเจอแล้วเกิดสภาพก็จะเกิดความยั่งยืนตามมา

วัชพืชเป็นโทษหรือคุณกับคุณ?
ศัตรูพืชเป็นโทษหรือคุณกับคุณ?
พืชที่เราปลูกกันแค่นั้นหรือที่มีคุณประโยชน์?
ศัตรูธรรมชาติ หรือ ศัตรูโลกเป็นใคร..?.
ความรู้อยู่ในธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติจึงขาดความรู้
เมื่อความรู้ไม่พอ จะฟื้นฟูธรรมชาติได้อย่างไร?

http://www.tourthai.com/picture/images003/ff2.jpg

(ภาพจาก http://www.tourthai.com/picture/images003/ff2.jpg)

ร่วมด้วยช่วยคิด ร่วมด้วยช่วยทำ ร่วมด้วยช่วยคัน ครับ...

ยินดีทุกๆ ความเห็น จักเป็นพระคุณยิ่งครับ

ขอแสดงความนับถือ 

เม้ง สมพร ช่วยอารีย์ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มิสเตอร์ช่วย

คำสำคัญ (Tags)#ความรู้#สิ่งแวดล้อม#ธรรมชาติ#ระบบนิเวศน์#ทำลายธรรมชาติ#ขาดความรู้#ฟื้นฟูธรรมชาติ

หมายเลขบันทึก: 120623, เขียน: 19 Aug 2007 @ 13:30, แก้ไข, 22 Mar 2012 @ 17:31, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 8, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (8)

naree suwan
เขียนเมื่อ 19 Aug 2007 @ 18:46
มนุษย์เป็นศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในธรรมชาติคะ...เป็นทั้งผู้สร้างผู้ทำลาย...พึ่งกลับมาจากบ้านคะ...ชอบออกไปเดินดูว่าในนาข้าวมีปลาหรือไม่...ชอบแหงนดูว่าภูเขาหลังบ้านยังเขียวหรือไม่...มีข้อสังเกตนิดคะ...เสียงกบเขียดร่อยหรอไปมากคะ...ดีใจที่ได้ยินที่บล็อกคุณฟังแล้วคิดถึงบ้านคะ
ลุงพูน
เขียนเมื่อ 19 Aug 2007 @ 19:56

สวัสดีครับคุณเม้ง

     คำถามที่ตั้งไว้ว่า อยากจะฟื้นกลับไปยังธรรมชาติ ก็เกิดคำถามมากมายว่าจะกลับไปทาำงไหน เดินกลับไปอย่างไร คลำทางไปถูกบ้างผิดบ้าง จนบางทีก็คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้นั้นคือสิ่งใหม่ ทั้งๆที่มันเคยเกิดของมันมาแล้วในอดีตและไม่ได้ใหม่เลยสำหรับธรรมชาติบนความหลากหลายที่สมบูรณ์ บางสิ่งก็หายไป บางสิ่งก็กลายพันธุ์ บางสิ่งก็เกิดใหม่ในรูปแบบที่ทนทานกว่าเดิม สิ่งที่หายไปใช่ว่าจะไม่มี สิ่งที่มีใช่ว่าจะเป็นคำตอบสุดท้าย

     ผมว่าตอนนี้ในเมืองไทยเริ่มหาทางออกกันได้บ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะในกลุ่มของชาวอโศก ซึ่งกระจายอยู่ทั่วเมืองไทย จะเป็นแหล่งวิชาการ ที่คอยตอบคำถามให้กับผู้ที่จะเดินไปในแนวของธรรมชาติ

     หากรับ ASTV ได้ กลุ่มอโศก เขาจัดรายการทาง ASTV เขาจะเอาความรู้และประสบการณ์ต่างๆที่กลุ่มของเขาค้นพบเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมแบบธรรมชาติ และการดำรงชีพของคนในสังคมของชาวอโศก มาเผยแพร่ให้คนไทยได้รู้จักกันกว้างขวางยิ่งขึ้นครับ

     ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ทุ่งสง ก็ดำเนินการในเรื่องนี้ แต่ก็มีบุคลากรจำนวนน้อย ความรู้และประสบการณ์ก็ยังน้อย มีแต่ความตั้งใจที่จะเผยแพร่ แนวความคิดในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างมีความสุข ก็เป็นการช่วยกันหลายๆทาง ครับ

    

P
naree suwan

 

สวัสดีครับคุณ naree

  •  ขอบคุณมากครับที่แวะมาเยี่ยมนะครับผม สูดหายใจลึกๆ เลยครับ ผมรู้สึกว่าจะหายใจอย่างสบายปอดก็ตอนเข้าป่า ขึ้นเขาที่มีป่าไม้นี่หล่ะครับ
  • การอยู่ร่วมกับธรรมชาติเป็นการอยู่ร่วมที่ยั่งยืนนะครับ แม้ว่าชีวิตเราจะไม่ยืนยาวก็ตามครับ
  • ขอบคุณมากๆ ครับ
 
P
เฒ่าหน้าเหมน

สวัสดีครับท่านอาจารย์

  • สบายดีไหมครับ อบรมหนักไหมครับ ช่วงนี้ ไว้หากน้องชายผมสึกเมื่อไหร่ จะส่งน้องไปร่วมฝึกและเข้าร่วมโครงการกสิกรรมธรรมชาติด้วยครับ
  • ผมก็รู้สึกดีใจนะครับ ที่มีหลายๆ กลุ่มร่วมกันฟื้นฟู เข้าหาแนวทางพอเพียง และอยู่่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจครับ คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะเป็นทางที่พึงกระทำอย่างยิ่ง เป็นการลดแนวทางทุนที่สุดโต่งให้ลดลงเหลือซักครึ่งก็ยังดีครับโดยเอาสังคมลงไปแทน จิตใจร่วม ลงไปเสริม เน้นเืกื้อกูลกัน
  • แม้บางครั้งผมจะเห็นบางอย่างที่รณรงค์ให้คนมาปลูกพืชอย่างรู้สึกขัดใจ ไม่ว่าจะเป็นไม้ยูคาฯ หรือ กระถิ่นต่างชาติ เครื่องสูบเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเีสียครับ
  • แม้ตอนนี้ จะมีการรณรงค์ให้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่รกร้างก็ตาม แต่ด้วยแนวทางการปลูกแบบแห่ตามกัน ก็ทำให้คนหันมาร่วมลงโรงกันด้วย โดยไม่สนใจว่าพื้นที่นั้นควรหรือไม่ควร ตรงนี้ ผมว่าหน่วยงานของรัฐควรจะเข้าถึงชุมชนให้ดีนะครับ ผมพยายามมองในภาพรวมนะครับ
  • ไม่ทราบว่าแถวๆ บ้านอาจารย์ พื้นที่นาถูกบุกรุกไหมครับ แถวๆ บ้านผมได้ข่าวว่าไม่ต้องเช่าพื้นที่ทำนาแล้วครับ เค้ายินดีให้ทำเพราะดีกว่าปล่อยให้รก ให้กกขึ้นนะครับ แต่ยังไม่ถึงกับอยากจะขายที่นาทิ้งนะครับ บ้างก็ลงต้นยางพารากันเยอะครับ มีหลายที่จะลงต้นปาล์มตามกันต่อนะครับ
  • หากอาจารย์ว่างๆ อยากจะรวบกวนท่านอาจารย์เขียนบทความวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้จะได้ไหมครับ คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับชาวบ้านมากๆ เลยนะครับ
  • ขอบพระคุณมากครับ
เกิดคำถามขึ้นมาเพิ่มว่า เราจะสร้างธรรมชาติได้อย่างไร เพื่อให้ความรู้เกิดในธรรมชาติ เกิดเองตามธรรมชาติ
ปัญฑารีย์
IP: xxx.113.113.102
เขียนเมื่อ 29 Nov 2007 @ 18:15

สวัสดีค่ะ อาจารย์

บังเอิญมากเลยน่ะค่ะที่เจอ  แหมมม อาจารย์เปลี่ยนไปมากเลยน่ะเจ้าค่ะจำแทบไม่ได้แนะ  หนูเป้นศิษย์เก่า มอ.ปัตตานี ค่ะ รหัส 4345... เรียนกับ อาจารยตอนปีหนึ่ง ก่อนที่อาจารย์จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศค่ะ เคยส่งเมลติดต่ออาจารย์อยู่ช่วงหนึง  และก็เงียบกันไปเลย  วันนี้บังเอิญมากเลยที่เข้าไปเจอรูปอาจารย์ ทักทายแค่นี้ก่อนน่ะค่ะ สวัสดีค่ะ

สวัสดีครับลูกศิษย์ ปัญฑารีย์

สบายดีนะครับ ใช่ครับ เวลาหกปีกว่าเปลี่ยนไปเยอะครับ โดยเฉพาะหน้าตาครับ...ผมหงอกขึ้นเยอะครับตามวาระและปัจจัยต่างๆ ครับ

ขอให้ิศิษย์มีความสุขในการทำงาน เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยร่วมกันนะครับ

ขอบคุณมากครับ 

sayfon
IP: xxx.91.19.192
เขียนเมื่อ 27 Dec 2007 @ 20:27

ผมอยากเปิดหน้าเว็บอยางนี้บ้างโดยการสงเสริมเศรษฐกิจตามเเนวพระราชดำริของในหลวง ดีมากๆครับ

สวัสดีครับคุณ sayfon