เงินกับงานและข้อเท็จจริง

dejavu monmon

     พระเดชพระคุณพระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาส ภิกฺขุ) สอนว่า "งานคือชีวิต ชีวิตคืองาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขขณะทำงาน" เป็นคำสอนเพื่อโต้กลับในประเด็นว่า "งานคือเงิน เงินคืองาน" ของผู้นำรัฐในสมัยหนึ่ง

    หลักสูตรการศึกษาในปัจจุบัน เราจะพบว่า เป้าหมายของการสร้างหลักสูตรเป็นเป้าหมายเดียวกันกับความต้องการที่จะเรียนในสาขาใดสาขาหนึ่งของผู้เรียน เป้าหมายนั้นคือ เรียบจบแล้วออกไปทำงานให้ได้เงินเดือนสูงๆ ดังนั้น งานในเป้าหมายนี้คือ "เงิน" แม้ใจหนึ่งจะปฏิเสธ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้เมื่อกระแสสังคมให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเป็นเป้าหมายหลัก "เงินไม่ใช่เป้าหมายหลักของชีวิต แต่เป็นเครื่องมือสำหรับการทำอะไรบางอย่าง" นี้อาจเป็นอุดมการณ์ที่น่ายินดีเพื่อให้สอดคล้องกับโลกทั้ง ๒ คือโลกของเงินและโลกของคุณค่าความเป็นคน

    วันนี้ได้อ่านประกาศรับสมัครพนักงานใหม่ของ........ ก็ให้นึกสะท้อนใจทุกครั้งไป อันนี้ไม่นับถึงความรู้คิดที่ว่า ที่ใดเปลี่ยนพนักงานหรือเจ้าหน้าที่บ่อย ที่นั้นไม่ใช่ที่ที่น่าอยู่ เพราะมันหมายถึงความไม่มั่นคงของการทำงาน ที่ที่น่าอยู่คือที่ที่ทำงานแล้วมีความสุข (หากเรามองว่าความสุขคือเป้าหมายของชีวิต แต่ถ้าเรามองว่า เงินคือเป้าหมายของชีวิต ที่นั้นจะต้องมีเงินเพียงพอต่อความต้องการของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ไม่เคยเพียงพอ)

    เป็นเรื่องที่ดีสำหรับการรับบุคลากรเพื่อมาสานต่องานให้มีประสิทธิภาพ เราจะได้เพื่อนใหม่ เราจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน เราจะได้แนวคิดใหม่ๆ จากประสบการณ์เก่าๆ ของผู้ร่วมงาน แต่ความเป็นจริงของสถานที่ที่ทำงานนั้นเป็นอย่างไร คงต้องใช้เวลาเข้าไปทำงานเป็นระยะหนึ่งเพื่อค้นหาความจริง

    คำประกาศที่แสดงถึงความมั่นคงจากที่ผมอ่านประกาศคือ หัวข้อ อัตราเงินเดือนและค่าตอบแทน สวัสดิการอื่นๆ "อัตราเงินเดือนตามวุฒิขั้นต่ำ ๑๑,๑๖๐ บาท ขั้นสูง ๔๓,๔๐๐ บาท เลื่อนขั้นเงินเดือนตามผลการประเมินประสิทธิภาพการทำงาน มีค่าตอบแทนการสอนพิเศษ เงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ เดือนละ ๑๑,๒๐๐ บาท ทุนการศึกษาในระดับปริญญาเอก" สำหรับข้อความชุดนี้ ให้พึงพิจารณาให้ดี เหมือนกับการที่เราจะใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือโฆษณาอะไรสักอย่างที่มีตัวข้างล่างหลบเลี่ยงสายตามีเจตนาซ่อนเร้น (ซึ่งมันไม่น่าจะถูกต้อง จริงอย่างไรเราควรที่จะว่าไปอย่างนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้ตัดสินเอาเองตามสภาพ) ความเป็นจริงข้อนี้เป็นอย่างไร ผู้สมัครพึงศึกษาข้อมูลให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อจะได้ไม่ต้องผิดหวังหรือโยกย้ายงานที่ตนได้สมัครใจที่จะทำ หรือเป็นการบั่นทอนความรู้สึกสมบูรณ์ให้ถอยลงในภายหลัง

        สำหรับมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่นี้ เมื่อเทียบในระดับเดียวกัน ผมคิดว่าที่แห่งนี้น่าทำงานทีเดียว (ผมต้องเตือนตัวเองเสมอๆว่า อาชีพครู คืออาชีพอุดมการณ์) สถานที่มีต้นไม้เขียวครึ้ม เงียบสงบ สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย เรามีขั้นเงินเดือนชัดเจน เราสามารถที่ก้าวขึ้นไปในตำแหน่งผู้บริหาร (หากใครชอบการบริหารจัดการ...พึงจัดการตัวเองก่อนเข้าไปจัดการผู้อื่น)

         อัตราขั้นเงินเดือนจะเป็นอย่างนี้ เริ่มต้นที่ (ปริญญาโท) ๑๑,๑๖๐ บาท (อย่าลืมลบค่าประกันสังคมออกไปด้วย) ขั้นสูงสุด ๔๓,๔๐๐ บาท นั้นคือขั้นวัยเกษียณ หากเรามีอายุ ๓๐ ปี นั้นแสดงว่า อีก ๓๐ ปีข้างหน้า เราจะตันที่ ๔๓,๔๐๐ นี้คือการคิดแบบคร่าวๆ (ต้องอาศัยนักคณิตศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์) เราจะไปถึงนั้นหรือไม่ ถ้าไปถึง ค่าเงินอีก ๓๐ ปีจะอยู่ที่เท่าไร ปัจจุบันก๊วยเตี๋ยวถ้วยละ ๒๐-๓๐ บาท เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ชามละ ๓-๕ บาท กรณีการเลื่อนขั้นเงินเดือน เราต้องสอบถามคนภายในหน่วยงานก่อนว่า จริงๆ แล้วเลื่อนขั้นอย่างไร อย่าสอบถามเฉพาะภาพหรือคำที่แสดงออกมา หากแต่ต้องถามถึงวิถีชีวิตหรือการวิธีการให้ได้ซึ่งขั้นเงินเดือนด้วย กรณีมีค่าตอบแทนการสอนพิเศษ เราพึงเข้าใจว่า คนทุกคนมีกิเลส แน่นอนว่า ถ้าพบเจอหัวหน้างานที่ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมก็จะเป็นวาสนาของผู้นั้น ดังนั้น ถึงทำบุญและอธิษฐานจิตไว้เสมอ "ขอให้เจอคนดีๆ พบสิ่งดีๆ ในชีวิต" ส่วนเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ แน่นอนว่า เราต้องขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยผลงานคือ งานวิจัย เอกสารประกอบการสอน/ตำรา และงานเขียนวิชาการ ในขั้นแรก ไม่ใช่ตัวเลข ๑๑,๑๖๐ หากแต่เป็น ๓,๕๐๐ บาท ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์จะได้เงินประจำตำแหน่งตามนั้นก็ต่อเมื่ออยู่ในขั้นที่ ๑๖ (บรรจุขั้นที่ ๕ ถ้าคิดว่า ปีละ ๑ ขั้น ก็ต้องรออีก ๑๑ ปี) ด้วยเงินเดือน ๑๙,๒๑๐ (ตามขั้น) ส่วนทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก พึงตรวจสอบให้ดี จะมีเฉพาะสาขาที่มหาวิทยาลัยต้องการเท่านั้น เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยต้องเข้าสู่โลกของธุรกิจการศึกษา สาขาวิชาที่ทำเงินไม่ได้ ก็ต้องถูกปิดตัวลง หรือไม่ได้รับการสนับสนุน

         อย่างไรก็ตาม นั้นคือเครื่องหมายที่ดี ดีกว่าการจ้างสอนกี่ปีกี่ชาติก็อยู่ที่ ๙ พันบาท และถ้าเรารักงานการศึกษา ผมไม่คิดว่าเงินเป็นเป้าหมายหลักของชีวิต งานที่ทำด้วยความรัก อะไรๆ ก็ไม่สามารถแยกชีวิตเราออกจากงานนั้นได้ และทุกสิ่งทุกอย่างต้องพัฒนาได้ ซึ่งมันจะต้องค่อยเป็นค่อยไป สถานประกอบการที่ฉลาดมักจะไปได้เร็ว (ฉลาดในความหมายว่า ความคิดสร้างสรร มิใช่ ฉลาดเพราะการรู้ช่องทางเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือฉลาดเพราะไม่คิดว่าผู้อื่นจะรู้ว่าตนมีวาระซ่อนเร้นอะไรฯลฯ)

       ขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สิ่งที่บกพร่องก็ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น สิ่งที่ดีขึ้นก็ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ทั้งนี้เพื่อความขาวสะอาดของโลกการศึกษา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่

คำสำคัญ (Tags)#เรื่องเล่า

หมายเลขบันทึก: 120133, เขียน: 17 Aug 2007 @ 08:35, แก้ไข, 21 Oct 2015 @ 10:41, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (2)

sasinanda
IP: xxx.121.187.191
เขียนเมื่อ 17 Aug 2007 @ 09:59

สวัสดีค่ะ

P

เรื่องนี้ ก็มีส่วนดี ตรง ทำให้ คณะนั้น หาทางที่จะมีนวัตกรรมใหม่ๆออกมาเสมอ เพื่อดึงดูด ให้ มีคนมาเรียน และเมื่อจบไป มีงานทำทุกคน ดีในด้านให้เกิดความกระตือรือล้นมากขึ้นค่ะ

เมื่อมหาวิทยาลัยต้องเข้าสู่โลกของธุรกิจการศึกษา สาขาวิชาที่ทำเงินไม่ได้ ก็ต้องถูกปิดตัวลง หรือไม่ได้รับการสนับสนุน

dejavu monmon
เขียนเมื่อ 25 Aug 2007 @ 11:09
  • สวัสดีครับพี่ sasinanda
  • ขณะนี้ เป็นอย่างนี้ วันหน้าไม่รุ้จะเป็นอย่างไร ผู้ที่รู้อนาคต ย่อมปรับตัวได้เร็วกว่า
  • ขอบคุณครับ