GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การเข้าถึงสัจจะ คือ การเข้าถึงโลก ช่วยโลก พบสันติภาพ

1. สัจจะคืออะไร

เรารู้จักคำว่า “สัจจะ” กันทุกคน เพียงแต่ว่าจะรู้มาก รู้น้อย รู้ตื้น รู้ลึก รู้กว้าง รู้แคบ กว่ากันมากน้อย เพียงใด
โดยสภาวะของความเป็นภาษา สัจจะ คือ ตัวบ่งชี้ หรือสื่อถึง สิ่งที่มีอยู่ ดำรงอยู่ ดำเนินอยู่ และมนุษย์สามารถมองเห็นได้ เข้าถึงได้
โดยสภาวะของความเป็น สัจจะ คือ ตัวความเป็นของสรรพสิ่งที่มันมี มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เพราะเหตุ นั้น เพราะเหตุนี้ เช่น ความเป็นดิน ความเป็นน้ำ ความเป็นสังคม ความเป็นคน ความเป็นเด็ก ความเป็นหญิง ความเป็นชาย ความเป็นกลุ่ม ความเป็นอะไรต่ออะไร แล้วแต่จะเรียกตามศักยภาพแห่งการเรียนรู้ของมนุษย์

โดยสภาวะธรรม สัจจะ เป็นข้อธรรมที่แสดงความเป็นโลก ความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคม ภาษาพุทธธรรมแบ่งสัจจะออกเป็น 2 ระดับ คือ สัจจะ หรือ ความจริงที่สูงสุด เรียก ปรมัตถสัจจะ และความจริงที่มนุษย์เป็นคนเพิ่มเติมเข้าไป เรียก สมมติสัจจะ ความจริงที่เรียกว่า ปรมัตถสัจจะ นั้น เป็นความจริงตามธรรมชาติ ตามกฎธรรมชาติ มิได้เกี่ยวกับการกระทำของมนุษย์ ตัวมนุษย์เอง ก็อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ หรือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เช่น ต้องเกิด ต้องแก่ และต้องตายตามกฎธรรมชาติ ส่วนความจริงที่เรียกว่าสมมุติสัจจะนั้น หมายถึง ความจริงที่เป็นผลงานของมนุษย์ มนุษย์เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ผลิตขึ้นมา เรียกว่า เป็นกฎของมนุษย์ เช่น กฎที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ดีขึ้น คือ กฎหมาย จารีต ประเพณีต่าง ๆ เป็นต้น

2. มนุษย์กับสัจจะ

แม้ตัวมนุษย์จะเป็นส่วนหนึ่งของสัจจะ คือ อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ และกฎสังคมดังกล่าวแล้ว แต่ในแง่มุมของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัจจะ ก็เป็นแง่มุมที่สำคัญมาก ต่อความเป็นมนุษย์ ต่อการพัฒนามนุษย์ ต่อความอยู่รอด ต่อความอยู่ดีมีสุข ปลอดทุกข์ ปลอดสุขของมนุษย์

เรามีคำพูดที่สื่อกันมานาน และยังมีใช้กันอยู่ คือ คำว่า สัจจธรรม เป็นคำที่มีฐานะสูง บ่งบอกว่า เข้าถึงยาก คือ รู้ได้ยาก ทำได้ยาก แต่เป็นเป้าหมายสำคัญของมนุษย์ผู้ใฝ่รู้ และเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่เข้าถึงได้ และเมื่อเข้าถึงได้แล้ว ก็จะมีคุณมหาศาลต่อมนุษย์ถึงขั้นที่เรียกว่า หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการทางกายและจิต ของมนุษย์เลยทีเดียว คือ หลุดจากตัวหรือสิ่งชั่วร้ายที่เรียกว่า กิเลส มีโลภะ โทสะ โมหะ หรือตัว ตัณหา มานะ ทิฎฐิ เอาเลยทีเดียว และเชื่อกันว่า ใครเข้าถึงสัจจธรรม ได้ดีกว่านี้ จะเป็นผู้เข้าสู่ความมีสันติอย่างแท้จริง และถ้าโลกมนุษย์ คือ มนุษย์ส่วนใหญ่เข้าถึงความจริงที่ว่านี้ โลกก็จะมีแต่สันติภาพ ความขัดแย้งความรุนแรงต่างๆ ที่มีอยู่ก็จะลดลง และหมดไปได้

สัจจะตัวหนึ่ง หรือ ระดับหนึ่ง ที่เราถูกสอนให้รู้จัก และปฏิบัติตาม คือ สัจวาจา หรือวาจาสัตย์ และอธิบายว่า เป็นข้อธรรมที่มีคุณประโยชน์ช่วยให้มนุษย์เดินเข้าสู่ความเจริญได้ ทั้งในวิถีชีวิตที่เป็นโลกิยะ และโลกุตระ อย่างที่ปรากฏอยู่ในข้อธรรมคำสอนของพุทธศาสนา เป็นต้น ที่เสนอแนะให้ทุกคนรักษาคำสัตย์ คือ ให้พูดแต่คำที่เป็นจริง คือ พูดให้ตรงกับความจริงที่ตนเองรู้ ตนเองเห็น ตนเองได้ยิน ได้ฟังมา เป็นต้น ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งให้พูดในเรื่องที่มีสาระแก่นสาร

ในความเป็นคนดี ความเป็นผู้นำที่ดี จะต้องระมัดระวังในเรื่องสัจจะวาจา อย่างมาก คือ นำไปโยงกับกายและใจด้วย คือ ถ้าพูดเช่นไรต้องทำเช่นนั้น หรือทำเช่นไรก็ต้องพูดเช่นนั้น ห้ามถอนคำพูด เพราะถือว่าเสียสัตย์ จนยกขึ้นมาเป็น วาจาสิทธิ์ มีอิทธิพลต่อคน ต่อกลุ่มที่อยู่ภายใต้การนำของคนเหล่านั้น จึงมีคำว่า พูดจริง ทำจริง และมีคำว่า มโนสัจจะ ซึ่งแปลว่า ความจริงทางใจ หรือจริงใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของใจ หรือจิต ของมนุษย์ที่สังคมมนุษย์มีความคาดหวังต่อกัน อยากให้มี ให้เป็น และเชื่อว่า จะเอื้อต่อประโยชน์สุขของมนุษย์

จึงเห็นได้ว่า มนุษย์กับสัจจะ นั้น เป็นทั้งเป้าหมายและวิธีการที่มนุษย์ปรารถนาที่จะไปให้ถึง เพราะเชื่อว่า เป็นสิ่งดีมีคุณต่อมนุษย์ ที่มนุษย์ควรไปให้ถึง ในขณะเดียวกัน การจะไปให้ถึงสัจจะ ที่เรียกว่า สัจจธรรม นั้น มนุษย์ก็ต้องมีสัจจะในตนเสียก่อน ทั้งสัจจกาย สัจจวาจา และสัจจจิต คือ ทำ พูด และคิด อย่างเป็นจริง ตามความเป็นจริง ซึ่งเท่ากับเป็นการเข้าถึงสัจจธรรมที่เป็นองค์รวมภายนอกก็ให้คิดถึง และเข้าถึงสัจจะในการกระทำของตนเสียก่อน ทั้งทางกาย วาจา และทางใจ (กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม)

3. สัจจะวันละบาท ดูจะเป็นเรื่องเล็ก แต่พอเอาเข้าจริงจะเป็นเรื่องใหญ่

ที่ว่าเป็นเรื่องเล็ก ก็เพราะเอามาโยงกับมูลค่าของสิ่งที่เรียกว่า เงินตราของไทย ที่เรียกว่า เงินบาท เงิน 1บาท ในวันนี้ นั้นมีมูลค่าน้อย จนเกือบจะใช้แลกอะไรมาอุปโภค บริโภค ไม่ได้เลย แต่ยังมีมูลค่า และคุณค่าอยู่ คือ ยังขาดไม่ได้ ดังคำโบราณที่ว่า “ มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์ แม้นมีน้อย จ่ายน้อย ค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน..” คำกล่าวนี้ บ่งชี้ความสำคัญของเงิน และความสำคัญของการเก็บเงินออมเงิน และใช้เงินให้เป็น อย่าดูถูกเงิน แม้จะน้อยนิด เพียงสลึงเดียว ต้องรู้จักเก็บและรู้จักใช้ให้ได้คุณได้ค่าจริง ๆ นั่นคือ เอาเงินมาโยงกับคน หรือเอาคนไปโยงกับเงิน ในความเล็กของเงินหนึ่งบาทนั้น ที่จริงมีความใหญ่อยู่ในนั้นด้วย คือ ถ้าหนึ่งบาทขาดไป จำนวนเงินที่กำหนดเป็น 10 บาท 100 บาท หรือแม้กระทั่ง หนึ่งล้านบาท ก็จะสมบูรณ์ไม่ได้ และจะมี 10 มี 100 หรือล้านได้ ก็ต้องมี 1 บาท นั้นรวมอยู่ด้วย ข้อนี้เป็นความจริง ทั้งโดยคุณสมบัติและความจริงที่เป็นจริง ๆ

เมื่อเอาคำว่า สัจจะ มาโยงกับเงิน 1 บาท และมาโยงกับพฤติกรรม คือ การกระทำของมนุษย์ คือ ให้ออมเงินและโยงกับกาลเวลา คือ ให้ออมวันละหนึ่งบาท และโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน คือ ให้เอามารวมกันเป็นกลุ่มเป็นกองทุน และเมื่อทำกันครบ 180 วันแล้ว ก็กำหนดให้ไปโยงกับวิถีชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ของมนุษย์ทุกคนที่เข้ากลุ่มเป็นสมาชิก ภายใต้คำว่าจัดสวัสดิการแก่ประชาชน นั้น ก็จะเป็นการโยงหรือเชื่อมระหว่างมนุษย์กับธรรม คือ สัจจธรรม ทั้งที่อยู่ในตนและนอกตนมนุษย์ ที่เรียกในภาษาวิชาการว่า มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และโยงกับสภาวะธรรม ที่เรียกว่า ความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคม และความเป็นธรรมชาติอีกด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นกิจกรรมที่จะนำพามนุษย์เข้าหาสัจจธรรมที่เป็นองค์รวมของความเป็นมนุษย์เอง และสิ่งรอบ ๆ ตัว มนุษย์ด้วย

ในแง่มุมนี้ กระบวนการสัจจะวันละหนึ่งบาท จึงเป็นเรื่องใหญ่ และใหญ่มาก ๆ ตามความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ อย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลาย เหตุเพราะ ไปเชื่อมโยงกับความเป็นจริง ทั้งสิ่งที่เรียกว่า ปรมัตสัจจะ และสมมติสัจจะ ที่มีอยู่ในโลกใบนี้ และจักรวาลนี้เลยทีเดียว

4. สัจจะวันละบาท กับ สันติสุขของชุมชนโลก

ชุมชนทั้งระดับเล็ก ๆ อย่างชุมชนระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด หรือที่โตขึ้นกว่า นั้น คือ ชุมชนระดับประเทศ ระดับทวีป และชุมชนใหญ่สุดของมนุษย์ คือ ชุมชนโลก ปัจจุบันนั้น มีปัญหาที่พูดกันหนาหูขึ้นทุกวัน คือ ความรุนแรงอันเกิดจากความขัดแย้งกัน เรื่อง พรรค เรื่องพวก เรื่องเผ่า เรื่องผิว และที่สำคัญมากกว่านั้น คือ นำเอาเรื่องความคิด ความเชื่อ หรือที่เรียกว่า อุดมการณ์ หรือศาสนาเข้ามาเสริมอีกแรงหนึ่ง นั้น ก็เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น แม้ ณ วันนี้ เราจะมีองค์กรกลางของโลกที่เรียกว่า องค์การสหประชาชาติคอยดูแล คอยประสานอยู่ แต่ก็มิอาจทัดทานความขัดแย้งความรุนแรงได้ ยังมีท่าทีเพิ่มขึ้น ความแตกแยกในกลุ่มมนุษย์ เพราะเหตุคือ ความต่างเผ่า ต่างพันธุ์ และต่างความรู้ความคิด ความเชื่อก็ยังเติบโตต่อไป

ด้วยสถานการณ์ดังว่านี้ สิ่งที่สังคมมนุษย์แสวงหาใคร่จะได้จะพบ คือ วิธีการจะระงับความรุนแรงให้ได้โดยเด็ดขาด แต่ดูเหมือนว่า จะเลือนลางในความคาดหวัง เพราะสติปัญญายังมีไม่พอ จึงยังไม่อาจเข้าถึงความจริง คือ ตัวสัจจธรรม ตัวนั้นได้ นั้นหมายความว่า โลกจะสันติได้ก็โดยอาศัยตัวสัจจะนี้เอง หรือ คำตอบของปราชญ์ทั้งหลาย คือ เป็นอย่างนั้นจริง ๆ อย่างข้อเสนอของพระธรรมปิฎก ปราชญ์ร่วมสมัยของเราได้เสนอว่า

มนุษย์จะพบสันติสุข ได้ต้องพาตนเองให้เข้าสู่ความจริงที่เป็นสากล ใน 3 เรื่อง คือ

1. ความจริงของธรรมชาติ หรือที่ท่านเรียกว่า ความจริงสากล คือ ความจริงที่เป็นกลางของทุกคน ทุกสิ่ง ที่มีอยู่ในคำสอนของลัทธิหรือศาสนานั้น ๆ เช่น ที่บอกว่า มนุษย์มีความโลภ ความโกรธ ความหลงอยู่ในใจ ซึ่งความเป็นจริงในใจมนุษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเผ่าไหน พันธุ์ไหน อยู่ภายใต้ความเชื่อหรือศาสนาใด ก็มีลักษณะเช่นนั้นจริง

2. ความจริงของมนุษย์ หรือที่ท่านเรียกว่า ความเป็นมนุษย์ที่เป็นสากล คือ ความจริงโดยสภาวะของความเป็นมนุษย์ ที่ต่างก็รักสุข เกลียดทุกข์ ปรารถนาสิ่งดีงาม แต่เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ จึงเข้าไม่ถึง คือ ไม่อาจพัฒนาตนเองให้เข้าถึง ภาวะเช่นนั้นได้ จะทำได้ก็ต้องใช้วิริยะอุตสาหะอย่างสูง

3. ความจริงของสังคม หรือที่ท่านเรียกว่า ความมีเมตตาที่เป็นสากล ได้แก่ ความรู้สึกที่มีมิตรไมตรี ระหว่างกัน โดยไม่ติดกำแพงความคิดเรื่องความต่างพวกต่างเผ่า ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา แต่ให้มีความคิดว่า เราเป็นพวกเดียวกัน ต่างรักสุข เกลียดทุกข์ และปรารถนาจะเข้าถึงความจริงที่จะช่วยให้ตนเอง และพวกพ้องได้หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการทั้งปวงเหมือนกัน คือ ลดความหวงแหนที่อยู่อาศัย หวงแหนความเป็นเผ่าพันธุ์ หวงแหนผลประโยชน์หรือทรัพย์สมบัติ และความดี ความก้าวหน้าในภูมิธรรม ภูมิปัญญา

หากมนุษย์พาตนเข้าสู่ความจริงทั้ง 3 ประการนี้ได้นั้น คือ สันติสุข ของชุมชนทุกระดับก็จะเกิดขึ้นได้

5. สรุป

จึงเห็นได้ว่า เรื่องสัจจะ กับ เรื่องเงิน 1 บาท นี้ คิดให้เล็กก็เล็ก ถ้าคิดให้ใหญ่ก็ใหญ่ คิดให้แยกจากกัน ก็ได้ คิดให้เชื่อมโยงกันก็ได้ และจะคิดให้เชื่อมกันทุกเรื่องในชีวิตของมนุษย์และกับความจริงของโลกของจักรวาลนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่เราควรคิดกันให้มากก่อนอื่นคือ เราจะใช้กระบวนการสัจจะ เพื่อพัฒนาตัวเรา กลุ่มเรา สังคมเรา รวมทั้งโลกเรา ให้ได้พบกับความสงบสุข และสันติสุข ได้อย่างไร

ขอฝากทุกท่านช่วยคิดต่อ และทำต่อด้วยครับ เพราะการเข้าถึงสัจจะ คือ การเข้าถึงโลก และช่วยโลกให้พบกับสันติภาพได้ ท่านว่าจริงไหมครับ


 

ที่มา: http://www.southhpp.org

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 11965
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)