การล่มสลายของประชาธิปไตย

Conductor

มีผู้กล่าวว่า Alexander Fraser Tytler หรือ Lord Woodhouselee (1747-1813) เป็นผู้เขียนไว้ใน The Fall of Athenian Republic การล่มสลายของสาธารณรัฐเอเธนส์ (ต้นแบบประชาธิปไตย) ว่า

A democracy is always temporary in nature; it simply cannot exist as a permanent form of government. A democracy will continue to exist up until the time that voters discover that they can vote themselves generous gifts from the public treasury. From that moment on, the majority always votes for the candidates who promise the most benefits from the public treasury, with the result that every democracy will finally collapse due to loose fiscal policy, which is always followed by a dictatorship.

กล่าวโดยย่อคือประชาธิปไตยล่มสลายด้วยประชานิยม ผู้ออกเสียงลงคะแนนเองนั่นแหละ ที่เลือกทำลายประชาธิปไตยโดยการโหวตให้กับคนที่สัญญาว่าจะให้สูงสุด สถานการณ์แบบนี้ มักจบลงด้วยการปกครองแบบเผด็จการอยู่เสมอๆ

และมี Quote อีกอันหนึ่ง โดย Tytler เช่นกัน กล่าวว่า 

The average age of the worlds greatest civilizations from the beginning of history has been about 200 years. During those 200 years, these nations always progressed through the following sequence:
  • From Bondage to spiritual faith; (จากความผูกพัน สู่ศรัทธา)
  • From spiritual faith to great courage; (จากศรัทธา สู่ความกล้า)
  • From courage to liberty; (จากความกล้า สู่เสรีภาพ)
  • From liberty to abundance; (จากเสรีภาพ สู่ความอุดมสมบูรณ์)
  • From abundance to complacency; (จากความอุดมสมบูรณ์ สู่ความพึงพอใจ)
  • From complacency to apathy; (จากความพึงพอใจ สู่การขาดความเอาใจใส่)
  • From apathy to dependence; (จากการขาดความเอาใจใส่ สู่ภาวะที่ช่วยตัวเองไม่ได้)
  • From dependence back into bondage. (จากภาวะช่วยตัวเองไม่ได้ ย้อนกลับสู่ความผูกพัน)

เอกสารอ้างอิง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ตามใจฉัน

คำสำคัญ (Tags)#ประชาธิปไตย#ประชานิยม#กระดาษทดความคิด

หมายเลขบันทึก: 119125, เขียน: 13 Aug 2007 @ 01:03, แก้ไข, 04 Jun 2012 @ 20:46, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 9, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (9)

ลึกซึ้งมากครับ

และไม่น่าเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เขียนไว้หลายร้อยปีที่แล้ว

เพราะผมรู้สึกว่าพึ่งเกิดขึ้นไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง....

สวัสดีครับ

เอาสูตรประชาธิปไตยมั่วๆ มาฝากครับ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วครับ

  Democrazy := Democracy - Virtue(Moral  Principles)

 สนุกๆ นะครับ

BM.chaiwut
เขียนเมื่อ 13 Aug 2007 @ 02:22

Conductor.... 

ความผูกพัน - ศรัทธา - ความกล้า - เสรีภาพ - ความอุดมสมบูรณ์ - ความพึงพอใจ - การขาดความเอาใจใส่ - ภาวะที่ช่วยตัวเองไม่ได้ - ความผูกพัน - . . .

ไม่แน่ใจว่าจะจัดเป็น วงจรอุบาทว์ (อีกนัยหนึ่ง) ได้หรือไม่ ?

เจริญพร

Conductor
เขียนเมื่อ 13 Aug 2007 @ 03:16

ผมคิดว่าหากขาดโยนิโสมนสิการแล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นทางเสื่อม+ความอุบาทว์ครับ

รูปแบบของประชาธิปไตยนั้น  ให้ความรู้สึกอิสระ สะดวกสบาย เมื่อสบายแล้วก็ลืมตัว ตั้งตนอยู่ในความประมาท จนในที่สุดความสบายนั้นก็ไม่ยั่งยืน แล้วก็วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ไม่สิ้นสุด

บางทราย
เขียนเมื่อ 13 Aug 2007 @ 12:56

ขอบคุณครับสำหรับสระอันเป็นเลิศทางหลักคิด เช่นนี้

ประเด็นต่อจากความจริงดังกล่าวคือ ทำอย่างไรจึงจะเอาความจริงนี้มาสู่การเรียนรู้ของสาธารณะ และตระหนักและช่วยกันหันหัวเรือประวัติศาสตร์ชาติไทยของเราด้วยกัน มิใช่ให้ใครมาเป็นผู้รับผิดชอบการหันแต่กลุ่มเดียว

ขอบคุณครับ

ขอบคุณที่นำมาให้อ่านครับ

             อริสโตเติล เองก็คงจะงงกับสิ่งที่ตนเองคิดไว้ตั้งแต่แรก หากตื่นมาพบกับการล่มของเอเธนส์ หรือพบว่าขณะนี้แต่ละประเทศผู้อ้างว่าปกครองแบบประชาธิปไตยเขาทำกันอยู่

             ผมว่า การวนเวียนของการล่มและรุ่ง  คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

             ผมชอบคำว่าสังคมนิยมธรรมาธิปไตยครับ เอาหลักธรรมที่ดีเยี่ยมอยู่แล้ว ในทุกศาสนามาประยุกต์ใช้ แต่ไม่ใช่รัฐศาสนานะครับ  เพราะหลักธรรมที่ปรับใช้ในโลกปุถุชนมีอยู่แล้ว

             ไม่แน่ใจว่าอริสโตเติล มีวิธีที่ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติในกรณีประชาชนมีมากมายมหาศาลมากขึ้นหรือไม่  ปัญหาของการปกครองหนึ่งน่าจะอยู่ที่จำนวนประชาชนที่มาก ๆ การกระทบสิทธิ์ย่อมต้องมาก การจำกัดสิทธิ์น่าจะมากขึ้น  หรือไม่ก็ต้องการการแบ่งแยกและปกครอง  หรืออะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ในการควบคุมคนมากมาย

             โดยหลักการประชาธิปไตยน่าจะดีอยู่แล้วนะครับ  แต่การปรับประยุกต์ใช้น่าจะสำคัญกว่า

River of Dream
IP: xxx.25.141.60
เขียนเมื่อ 14 Aug 2007 @ 01:40

ผมเข้าใจว่า bondage ในที่นี้ น่าจะหมายถึงการใช้อำนาจบังคับกดขี่มากกว่า 

ส่วนspiritual faith  นี่เป็นขั้นของการใช้อุดมการณ์ 

หรือความศรัทธามาควบคุมคน

นี่ก็เป็นคำอธิบายตัวอย่างของกระแสสีเหลือง ีสีฟ้า รวมทั้งอุดมการณ์อื่นๆ ในปัจจุบันเลยล่ะครับ 

 

 ถ้าเชื่อโมเดลนี้ ผมว่าประเทศไทยยังติดอยู๋ใน 4 อันแรกนานแล้วนะครับ 

ถ้าจะมีอันไหนที่พัฒนาข้ามไปได้

ก็น่าจะเป็นเฉพาะกลุ่ม

มากกว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ 

คนส่วนใหญ่ยังอยู๋ในmatrix ของศรัทธาและความกลัวอยู่ 

Conductor
เขียนเมื่อ 14 Aug 2007 @ 08:20

ขอบคุณทุกท่านที่แลกเปลี่ยนครับ

वीर
เขียนเมื่อ 24 Aug 2007 @ 01:16
Thing is always temporary in nature?