จากบันทึกก่อนหน้านี้ที่ผมได้ทิ้งท้ายไว้ว่าจะเล่าเกี่ยวกับ model ในการจัดการความรู้ของวลัยลักษณ์ เพื่อพวกเราชาววลัยลักษณ์ จะได้เข้าใจทิศทางหรือแนวทางในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ KM ในวลัยลักษณ์ และก้าวเดินไปสู่ความสำเร็จในการเป็นองค์กรคุณภาพ จากการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน นะครับ

รูปแบบ KM โดยทั่วไป

จากประสบการณ์ในการศึกษาวิธีการใช้ KM ในหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนทีผมจะได้เริ่มนำ KM มาดำเนินการในวลัยลักษณ์ ผมพบว่ารูปแบบการทำ KM ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อที่จะสกัดขุมความรู้ และสร้างคลังความรู้ ขึ้น ซึ่งการกำหนดรูปแบบในลักษณะนี้ผมคิดว่า อาจจะทำได้ผลดีสำหรับการค้นหาองค์ความรู้เฉพาะส่วน แต่ก็อาจจะไม่สามารถนำ KM ไปใช้ในเป็นเนื้อเดียวกับการปฏิบัติงาน ดังนั้นผมจงคิดว่าการที่จะทำให้ KM เป็นเนื้อเดียวกับการทำงานตามปกติ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีค่านิยมในเรื่อง KM เสียก่อน จึงทำให้เป็นที่มาในการสร้าง model ในการจัดการความรู้ที่วลัยลักษณ์ขึ้น

รูปแบบ KM ที่ วลัยลักษณ์

อย่างที่ผมเคยเล่าไว้ในบันทึกที่ผ่านมาแล้วว่า การนำ KM มาใช้ในวลัยลักษณ์ จุดเริ่มต้นของเราไม่ได้มุ่งหวังหรือคาดหวังว่า เราจะทำ KM เพื่อให้ได้องค์ความรู้หรือสกัดขุมความรู้ แต่เป็นการใช้ เครื่องมือของ KM ในการสร้างความศรัทธาหรือความนับถือของผู้ปฏิบัตงานที่มีต่อตัวเอง ต่อเพื่อนร่วมงาน และต่อองค์กรในที่สุด ซึ่งจุดนี้จะช่วยสร้างค่านิยมหรือความเชื่อ(value) ทีมีต่อ KM ว่าจะสามารถหรือเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการทำงาน และตนเองได้ และเมื่อผู้ปฏิบัติมีค่านิยมใน KM แล้ว ในขั้นต่อไปจึงจะดำเนินการในเรื่อง  การกระตุ้น ส่งเสริม สนับสนุน ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในกลุ่มผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดการสกัดขุมความรู้ เก็บสะสมองค์ความรู้ และเกิดการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในกระบวนการทั้งหมดนี้ก็จะต้องดำเนินการให้เนียนกับเนื้องานนั่นเอง และถ้าเป็นไปตามกระบวนการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจริงจัง ก็จะทำให้เกิดการยกระดับความสามารถ(Competency) ของพนักงานในองค์กรใช่ใหมครับ

ดังนั้นผมจึงคิดว่า การจัดการความรู้สึก ควรเป็นส่วนที่ต้องทำก่อนจึงจะให้การจัดการความรู้ เป็นผลสำเร็จและสามารถที่จะเนียนเข้ากับเนื้องานได้ครับ