“ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 : ภูมิปัญญาอันสูงค่ายิ่งของชาวสุพรรณ "
โรงเรียนบางลี่วิทยาที่ทำงานของผม ตั้งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 ชื่อของโรงพยาบาลนับเป็นมงคลนามยิ่งนัก มีท่านผู้อ่านและท่านผู้ใฝ่รู้หลายคนพูดให้ผมได้ยินว่า “ อยากทราบพระประวัติของพระองค์ท่าน “ ก็มาตรงกับความคิดของผมพอดีเพราะผมคิดอยู่เสมอว่า “ พระองค์คือภูมิปัญญาอันสูงค่ายิ่งของชาวสุพรรณ”ที่สมควรนำเสนอพระอัจฉริยภาพของพระองค์สู่ท่านผู้อ่าน
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์( ปุ่น ปุณณสิริ มหาเถระ ) มีพระนามเดิมว่า ปุ่น สุขเจริญ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2439 ตรงกับเวลา 24.00 น. วันอังคาร เดือน 4 แรม 15 ค่ำ ปีวอก ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บิดาชื่อนายเน้า มารดาชื่อนางวัน สุขเจริญ มีอาชีพทำนา
เมื่ออายุได้ 6 ขวบ เริ่มหัดเรียนหนังสือแบบเรียนเร็วโดยมีบิดาเป็นผู้สอนจนจบเล่ม 1เล่ม 2 จากนั้นบิดาได้ส่งเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชน แต่เรียนเก่งกว่าคนอื่น ครูจึงไปสอนคนอื่น ไม่ได้ความรู้เพิ่มขึ้น เรียนได้เพียงปีเดียว บิดาก็นำไปฝากเป็นศิษย์พระภิกษุที่วัดสองพี่น้อง ได้ช่วยสอนหนังสือเด็กวัดด้วยกัน และได้เรียนถึงขั้นเขียนภาษาบาลีเป็นอักษรขอม และต่อบทสวดมนต์กับพระอาจารย์ในตอนกลางคืน
ครั้นอายุได้ 15 ปี อาจารย์หอมแห่งวัดสองพี่น้อง ก็ได้นำตัวมาฝากไว้เป็นศิษย์ของพระภิกษุป่วนวัดมหาธาตุ ( ซึ่งต่อมาภายหลังพระภิกษุป่วนนี้ได้เป็นที่พระครูบริหารบรรพต เจ้าอาวาสวัดนางชี ธนบุรี ) อยู่ที่วัดมหาธาตุได้เพียงหนึ่งปี ก็ย้ายมาอยู่กับพระภิกษุสด ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ที่วัดพระเชตุพนฯ พระภิกษุสดนี่เองที่ภายหลัง ได้เป็นพระมงคลเทพมุนี เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญที่ชาวไทยรู้จักกันในนาม “ หลวงพ่อวัดปากน้ำ “ ผู้ค้นพบวิชาธรรมกายที่โด่งดังอยู่จนปัจจุบันนี้
พออายุครบ 16 ปี ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอสองพี่น้อง เพื่อบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสองพี่น้อง โดยมีพระครูเหนี่ยงเจ้าอาวาสวัดสองพี่น้องเป็นอุปัชฌาย์ บวชได้พรรษาเดียวก็ต้องลาสิกขาไปช่วยบิดามารดาทำนาอยู่ 1 ปี จึงกลับมาบวชเณรอีกครั้ง จนอายุครบ 22 ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสองพี่น้อง โดยมีพระครูวินยานุโยค ( เหนี่ยง อินทโชโต ) เจ้าคณะอำเภอสองพี่น้องเป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์โหน่ง แห่งวัดสองพี่น้อง เป็นกรรมวาจาจารย์ (พระอาจารย์โหน่งก็คือ หลวงพ่อโหน่งที่ชาวสุพรรณของเรารู้จักกันดีภายหลังท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน หรือวัดคลองมะดัน ชาวไทยยกย่องว่าท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงอีกรูปหนึ่ง )พระศากยปุตติยวงศ์( สมเด็จพระวันรัต ดิสส ) แห่งวัดพระเชตุพนฯเป็นอนุสาสนาจารย์ หลังจากอุปสมบทได้มาจำพรรษา ณ วัดพระเชตุพนฯ
ขณะที่จำพรรษาอยู่ ณ วัดพระเชตุพน ทรงศึกษาพระปริยัติธรรมและบาลีกับสมเด็จพระวันรัตและพระมหาปี จนเมื่อ พ.ศ. 2458 ก็ได้เข้าสอบเปรียญได้ 3 ประโยค พ.ศ. 2461 สอบได้เปรียญธรรม 4 พ.ศ. 2464 สอบได้เปรียญธรรม 5 และ พ.ศ. 2477 สอบได้เปรียญธรรม 6
สำหรับด้านการศึกษาวิชาพิเศษขององค์สมเด็จพระสังฆราช(ปุ่น) หรือที่เหล่าสานุศิษย์ทั่วๆไป นิยมเรียกพระองค์ท่านว่า “ สมเด็จป๋า “นั้น พระองค์ได้เคยศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและภาษาจีนจนสามารถอ่านออกเขียนได้ ด้วยพระปรีชาญาณอันแตกฉานของพระองค์จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาในด้านภูมิปัญญาอย่างยิ่งแก่ผู้ใกล้ชิด นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นนักประพันธ์ระดับนามปากกาเรืองนาม ทรงเคยเป็นนักหนังสือพิมพ์เขียนบทความเกี่ยวกับศาสนาพุทธลงหนังสือพิมพ์เดลิเมล์ โดยทรงใช้นามปากกาว่า “ ป. ปุณณสิริ “ เป็นที่นิยมของผู้สนใจเกี่ยวกับศาสนามาก
พ.ศ. 2484 ได้มีการบำเพ็ญกุศลศพโยมมารดาของพระองค์ท่าน พระองค์ได้ทรงเขียนหนังสือ “ จดหมายสองพี่น้อง “ หนังสือเล่มนี้เป็นที่สนใจกล่าวถึงกันมาก ผู้ใดมีไว้ครอบครองจะหวงแหนมาก พ.ศ.2492 สมเด็จป๋าทรงพักฟื้นจากอาพาธใหม่อยู่ ณ พระวิหารทิศเหนือของวัดพระเชตุพน พระองค์ได้ทรงใช้เวลาว่างทรงเขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง โดยตั้งข้อประสงค์เพียงเพื่อจะพิมพ์แจกในงานฉลองพระรูปหล่อของสมเด็จพระวันรัต( เผื่อน ติสสทตต ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระองค์ โดยใช้นามปากกาว่า “ สันติวัน “ และ “ศรีวัน “ สลับกันไปเป็นประจำ จนนับได้ว่าเป็นนามปากกาที่คุ้นเคยกับผู้อ่านอยู่มาก
ผลงานประพันธ์ที่รู้จักและนิยมอ่านของพระองค์มีหลายเรื่องเช่น “ พุทธชยันตี “ “คุณนายชั้นเอก “ “ พรสวรรค์ “ “ อ้ายตี๋ “ “ เกียรติกานดา “ “ เบื้องหลังชีวิต “ “ หนี้กรรม “ “ หนี้เวร “ เป็นต้น บทประพันธ์เหล่านี้ของพระองค์ท่าน หลังจากเผยแพร่ออกสู่มหาชนแล้ว สภาพระธรรมกถึกก็ได้รวบรวมจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มขึ้นอีกใช้ชื่อว่า “ ลิขิตสมเด็จ “
ตำแหน่งหน้าที่และพระเกียรติคุณ
ตำแหน่งหน้าที่ที่สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 หรือสมเด็จป๋าทรงเคยได้รับแต่งตั้งมาเป็นลำดับที่สำคัญคือ
พ.ศ.2483 เป็นกรรมการแปลพระไตรปิฎก แผนกพระวินัย
พ.ศ. 2485 เป็นเจ้าคณะตรวจการภาคบูรพา
พ.ศ. 2488 เป็นสมาชิกสังฆสภา
พ.ศ. 2491 เป็นสังฆมนตรี และในปีเดียวกันเป็นเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนฯ
พ.ศ. 2492 – 2510 เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค 2 ภาค 7 และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และเป็นกรรมการต่างๆในด้านต่างประเทศ
พ.ศ. 2510 เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานผูกพัทธสีมาวัดเชตวัน ประเทศมาเลเซีย
พ.ศ. 2515 เดินทางไปเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา
ลำดับการได้รับพระราชทานสมณศักดิ์
เนื้อหา ชีวประวัติของสมเด็จพระสังฆราชในบอร์ดนี้เยอะมาก เป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ หนูมีรายงานที่ดีส่งแน่ๆเลย 5555
ขอบคุณครับที่บันทึกนี้มีประโยชน์