มุมมองของการปั่นช้า จะมีบางสิ่งอย่างที่หัวใจได้มองเห็นเสมอ

ตอนเย็นวันนี้ ผมปั่นจักรยาน ออกไปชมบรรยากาศรายรอบมหาวิทยาลัย ซึ่งพักหลังนี้ นาน ๆ ครั้งจะมีโอกาสได้ทำอย่างนี้ เพราะโดยมากจะมัวสาละวนอยู่กับกิจกรรมยามเย็น ประเภทดูโทรทัศน์ หรือ ไม่ก็ไปทานอาหาร จึงไม่ค่อยได้มีโอกาสออกไปเตร็ดเตร่ดูกิจกรรมของผู้คนในยามเย็นสักเท่าไหร่

วันนี้ ...ผมปั่นจักรยานช้ากว่าที่เคยปั่น เพราะโดยมากจะปั่นแบบใช้ความเร็วโดยมุ่งเน้นที่การออกกำลังเป็นสำคัญ

" ความเร็วทำให้เราพลาดที่จะชมความงามสองข้างทาง "  วลีนี้ดูจะสมจริง เพราะเมื่อผมปั่นช้า ๆ เนิบ ๆ สายตากรีดกรายมองผ่านสองข้างทางกลับพบสิ่งที่ไม่เคยพบจากการปั่นแบบเร็ว ๆ เป็นต้นว่า สายตาของผู้คนที่วิ่งออกกำลังที่มองเรา คล้ายกับสำรวจว่าผู้ชายตัวโตอย่างผม กับจักรยานคันเล็ก ๆ จะไปรอดหรือเปล่า  ... หรือ อย่างความเคลื่อนไหวของต้นไม้ใบหญ้า ที่โบกสะบัดตามแรงลม ...ดูคล้ายยั่วเย้าแบบสมเพชให้กับความอืดอาดของผม...โดยหารู้ไม่ว่า ผมแกล้งปั่นแบบช้า ๆ ดอก ... ฮึ !!!

การได้มองสิ่งรอบตัวในระดับความเร็วที่พอประมาณ  ให้สายตาได้สัมผัสความงดงามยามเย็น ขณะที่แสงสุดท้ายโรยตัว  หลีกเร้นหาย ทิ้งไว้เพียงสีแดงจ้า ฝั่งฟ้าตะวันตก ผมทดลองปล่อยมือทั้งสองข้างออกจากแฮนด์จักรยาน  เหยียดกายตรง กางสองมือให้ลมได้สัมผัส ขณะที่สองขาก็หมุนไปตามแรงปั่น ... เบื้องหน้าผมคือเส้นทางที่ทอดยาวไกลมีฉากแห่งโรงละครธรรมชาติของขุนเขา  นาม "เขาหลวง"  หยัดยืน โดดเด่น เป็นสง่า ให้หัวใจได้เอิบอิ่ม  ยามเมื่อใจปรารถนาจะคว้าฝัน ... หากปลายทางคือขุนเขาอันยิ่งยง ... ณ เส้นทางที่ทอดไกลสายนี้ คงต้องออกแรงปั่นอีกหลายวงรอบ  กว่าจะถึงปลายทางนั้น ...ประดุจดั่งชีวิตนี้  ที่ใฝ่คว้าหาเป้าหมายที่ยาวไกล กว่าจะไปถึงฝั่งฝัน ... คงต้องออกแรงเดินทางกันอีกไม่รู้สักเท่าไหร่

มุมมองเล็ก ๆ ของการปั่นจักรยานแบบช้า ๆ นอกจากจะได้สัมผัสสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่รายรอบตัวแล้ว ทำให้ผมมองเห็นความยิ่งใหญ่ของขุนเขา  ที่ทุกครั้งของการปั่นจักรยานไม่เคยได้เห็นอย่างจริงจัง เพราะมัวแต่มุ่งมั่นอยู่กับความเร็วที่เร่งรีบ มุมมองสายตาจึงลดต่ำลง  ได้เห็นเพียงการหมุนของล้อหน้าของจักรยาน ... ซึ่งเป็นมุมมองที่แคบ ... ต่อเมื่อเหยียดกาย เปิดตา เปิดหัวใจ จึงได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ในมุมที่กว้างขึ้น

จึงเรียนรู้ว่า มุมมองของการปั่นช้า จะมีบางสิ่งอย่างที่หัวใจได้มองเห็นเสมอ