โจทย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในฐานะเจ้าภาพจัดงานเสวนาเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย หัวข้อเรื่อง“การเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชน”ในวันที่23-24 สิงหาคม 2550 เพื่อให้สมาชิกระหว่างมหาวิทยาลัยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดแนวทางในการขับเคลื่อนเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชนของมหาวิทยาลัย นับเป็นโอกาสดีที่สถาบันการศึกษาจะได้มานำเสนอวิธีคิดวิธีการเกี่ยวกับการนำวิชาการเข้าไปสู่วิชาชีพภายในชุมชน
มีการพูดกันมากเรื่องมหาวิทยาลัยมุ่งผลิตบัณฑิตสนองตอบตลาดแรงงาน เมื่อเห็นดีเห็นงามตรงกันในมุมมองนี้ แต่ละมหาวิทยาลัยต่างเปิดภาควิชาขึ้นเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ในขณะเดียวกันเราละเลยมองไม่เห็นว่า ในวิถีชุมชนก็ต้องการวิชาความรู้และขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้มาช่วยฟื้นฟูกลไกการพัฒนาท้องถิ่นเช่นกัน แต่ความต้องการประเภทหลังนี้ ไม่ทราบว่านับเข้าไว้ในระบบที่จะสนองความต้องการแรงงานหรือเปล่า
ผมไม่ทราบว่าเราตีความเรื่องแรงงานกันอย่างไร แต่มองว่าทุกคนต่างก็เป็นแรงงานด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่มีคุณสมบัติมีสถานการปฏิบัติงานแตกต่างกันไป การผลิตบัณฑิตเพื่อสนองตอบตลาดแรงงานเป็นความคิดที่พอรับได้ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานในขณะนี้ คนงานกำลังถูกโล๊ะออกจากโรงงาน เท่าที่ประมาณการคร่าวๆนับเป็นแสนคน บวกกับบัณฑิตตกงานอยู่ก่อนแล้วรวมกันทั้ง2ส่วนนี้ประมาณ300,000 คน
ถามว่าเราจะเอาแรงงานกลุ่มนี้ไปวางไว้ตรงไหน แต่ถ้าเราผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ที่พอที่จะพลิกแพลงเอาตัวรอด สามารถที่จะสร้างงานเองได้ คำว่าตกงานก็จะไม่สาหัสสากรรจ์เช่นในขณะนี้ การผลิตบัณฑิตให้ความรู้ความความสามารถอย่างแท้จริง น่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของสถาบันการศึกษา ควรเอาเรื่องการผลิตบัณฑิตไปสนองแรงงานเป็นเรื่องรั้งท้าย ถ้าคิดได้คิดทำอย่างนี้แนวทางผลิตบัณฑิตก็จะครอบคลุมตามความเป็นจริงของสังคมไทย
บัณฑิตที่ดีมีความรู้จริงนั้น ไปตกหล่นอยู่ตรงไหนก็จะแพร่เชื้อการเรียนรู้ การยกระดับความรู้ การพัฒนางาน การสร้างงาน ความรู้ก็จะเข้าถึงทุกซอกทุกมุมของสังคมไทย ไม่ใช่ไปออกันอยู่หน้าโรงงาน แผนการต้อนบัณฑิตเข้าลู่เดียวก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ในประเด็นการเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชน ยังมีคำถามอีกมาก เช่น
- ใครจะเชื่อมใคร
- เชื่อมด้วยอะไร
- ใช้กระบวนการอะไรเข้าไปเชื่อม
- มีวิชาการที่พร้อมเชื่อมเข้ากับบริบทของชุมชนแล้วหรือยัง
- ความพร้อม ความรู้ ความต้องการ จูนตรงกันแล้วใช่ไหม
- แต่ละขั้วเข้าใจเรื่องนี้ว่าอย่างไร
- เห็นความหมายความสำคัญตรงกันแค่ไหน
- ตระหนักอย่างถ่องแท้แล้วหรือยังว่านี่คือ หน้าที่ บทบาท และจุดยืนของสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น
ไม่ทราบว่าจะผิดหรือถูกนะครับ เรื่องการเชื่อมโยงวิชาการเข้ากับชุมชนที่ว่านี้ ที่ผ่านมาทั้ง2ฝ่ายต่างอ่อนล้าอ่อนแรง ไม่ค่อยมีการเอาจริงเอาจังด้วยกันสักเท่าไหร่ ถ้าชวนทำเรื่องนี้ก็จะเหมือนขืนโคให้กินมาม่า ทำท่าว่าจะผละลูกเดียว มองเป็นยาขมหม้อใหญ่ ไม่ยอมลงทุนไม่ยอมเหนื่อยยาก บางพื้นที่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองด้วยซ้ำไป
โจทย์ข้อนี้ถ้าจะให้เป็นไปในเชิงรุกได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจตรงกันว่าทำไมถึงต้องร่วมมือกันทำเรื่องนี้ ตัวชุมชนเองต้องมีเจ้าภาพมาเตรียมความพร้อมด้านติดอาวุธทางปัญญา เพื่อให้เกิดความต้องการเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น
วันไหนที่ชุมชนเรียกร้องหาความรู้ วันนั้นละครับ..
ที่บุคลากรในสถาบันการศึกษาจะต้องคิดหนักว่าจะเอาความรู้อะไรไปให้เขา
อย่าบอกนะว่าเรามีอยู่ป๊ะเลอะปะเต๋อ ในความเป็นจริงแล้ววิชาความรู้ในสถาบันบางเรื่องก็ดีมาก บางเรื่องก็เหลาเหย่เหมือนกัน บางเรื่องต้องมาปอกเปลือกเสียก่อนชุมชนถึงจะบริโภควิชาความรู้ได้ วิชาการที่มาทั้งดุ้นทื่อๆแบบลอกพิมพ์เขียวจากต่างประเทศ ชาวบ้านเขาโยนทิ้งจนขี้เกียจแล้วละครับ ถ้าให้ดีต้องมานั่งจับเข่าคุยกัน จนเกิดความรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายหัวอกเดียวกัน เป็นที่พึ่งของกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ถ้าทำได้ควรหาเจ้าภาพจับวิชาการแต่งงานกับวิชาเกิน หรือจะผูกเสี่ยวผูกดองก็แล้วแต่อัธยาศัย ผมไม่เชื่อว่าเราจะเชื่อมโยงวิชาการเข้าสู่ชุมชนได้ด้วยการตะโกนว่า ยู้ฮู ชุมชนอยู่ไหน หรือการจัดแบบปล่อยให้ผู้ใหญ่ลีไปตีกลองประชุมฝ่ายเดียว ไม่มีพันธมิตรวิชาการไปร่วมด้วย
ยุคนี้ชุมชนบางแห่งเขาพัฒนาไปจนเป็นเครือข่ายG2K มีBlogไปเชื่อมโยงข้ามมหาวิทยาลัยไปแล้ว คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ ไม่มีอะไรสายเกินแก้ เว้นแต่อย่าทำแบบ ไร๋ทำเถิด อย่าเปิดผ้า ..เปิดผ้า กับ แก้ผ้า คนละความหมายใช่ไหมครับ ถ้าเข้าใจผิดก็แนะนำผมด้วย. อิอิ..
สืบเนื่องจาก การเสวนาจัดการเครือข่ายความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย ครั้งที่ 11 ของอาจารย์ขจิต และ KM ในมหาชีวาลัยอีสาน » นักวิชาการกับชุมชน มาเป็นหุ้นส่วนความรู้กันดีไหม ของท่านครูบาสุทธินันท์ ผู้บันทึกจึงขออนุญาตแสดงความคิดเห็นในหัวข้อเรื่อง “การเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชน” ที่ มมส.กำลังจะจัดเสวนาขึ้นในวันที่ 23-24 สิงหาคมนี้ เนื่องจากผู้บันทึกลองใช้มุมมองในฐานะคนทำงานกับชุมชน ซึ่งอาจจะแตกต่างจากมุมมองอื่นๆ หากเป็นประโยชน์บ้างก็ใคร่เสนอไว้ในที่สาธารณะนี้ดังต่อไปนี้
มีสาระอย่างน้อย 5 เรื่อง(Key word) ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ กล่าวคือ วิชาการอะไร / ใครเป็นผู้เชื่อมโยง / เครื่องมืออะไรที่จะเอาความรู้ไปเชื่อม / เชื่อมด้วยการบวนการอะไร / ใครคือชุมชนที่เป็นเป้าหมาย เพราะหัวข้อนี้น่าสนใจมาก และเป็นเจตนาที่ดีของสถาบันที่จะดำเนินการ จึงใคร่เสนอความคิดเห็นเป็นเชิงประเด็นคำถาม หรือประเด็นอภิปราย ต่อไปนี้
วิชาการอะไร: ที่จะเอาไปเชื่อมกับชุมชน อาจมองได้สองส่วนคือ
แต่ทั้งหมดต้องเน้นว่าชุมชนได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งเรานิยมมองแบบเอาชุมชนเป็นตัวตั้งหลัก แล้วจัดวิชาการไปให้สอดคล้อง ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาเสมอว่าวิชาการไม่เหมาะสมกับชุมชน อาจจะไม่ได้ย่อยให้ง่าย และหรือ วาการนี้เหมาะกับชุมชนนี้ แต่อาจจะไม่เหมาะกับชุมชนอื่นๆ ฯลฯ
ใครเป็นผู้เชื่อมโยง: หากจะเข้าใจไม่ผิดจะหมายถึงมหาวิทยาลัย หรือเรียกรวมๆก็คือ สถาบันการศึกษา องค์ความรู้ของสถาบันมีมากมายก่ายกอง แต่ผู้เชื่อมมีทักษะ ความจัดเจนแค่ไหนถึงจะเชื่อมกันติด เชื่อมแล้วเกิดประโยชน์ต่อเนื่อง ยั่งยืน หรือเพียงแต่เบื้องต้น แล้วก็จางหายไปในเบื้องกลางและเบื้องปลาย ฯลฯ
มีเครื่องมืออะไรเชื่อมโยง: เราเคยเห็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ในหมู่บ้านที่ล้มครืน เราเคยเห็นที่พักเกษตรตำบลในหมู่บ้านร้าง ผุ พัง ทั่วประเทศ ไม่มีเจ้าหน้าที่อาศัยอยู่ เราเคยเห็นหอกระจายข่าวประจำหมู่บ้านที่ยังคงทำงานเพียงไม่กี่แห่งจากทั่วประเทศ เรากำลังเห็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลรกร้าง ว่างเปล่าฝุ่นจับหนังสือ ตำราเกรอะไปหมด เรากำลังเห็นศูนย์คอมพิวเตอร์ที่อบต.เป็นที่เล่นเกมส์ของเจ้าหน้าที่ ฯลฯ
มีกระบวนการอะไรในการเชื่อม: ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อบต. และผู้แทนกลุ่มองค์กรชาวบ้านต่างๆในวันพิธีเปิด ใช่หรือไม่ มีการประชุมทำความเข้าใจกับผู้นำชุมชนบ้าง แต่เนื้อหาสาระยังห่างไกลจากวิถีชีวิตของเขาหรือเปล่า หรือวิธีการอะไรในการเชื่อม มีความต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไร จัดทำที่ไหน ช่วงไหนของฤดูกาล สอดคล้องกับวิถีเข้าแค่ไหน ? ฯลฯ
ใครคือชุมชนที่เป็นเป้าหมาย: ชุมชนในเมืองกับชนบท ต่างกัน ชุมชนชนบทที่มหาสารคามกับที่ดงหลวง ต่างกัน ทั้งในแง่ระบบภูมินิเวศน์วัฒนธรรม และวิถีชีวิต และลักษณะเฉพาะของชนเผ่า ต่างกันมาก เมื่อชุมชนต่างกัน ทุกเรื่องข้างต้นที่กล่าวมาแล้วสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะนี้อย่างไร? ฯลฯ
ผู้บันทึกเพียงตั้งประเด็นให้ทุกท่านที่จะเข้าร่วมสัมมนาได้นำไปถกต่อ แล้วนำผลมาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ ทั้งหมดนี้ผู้บันทึกอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนก็ได้ ต่อสาระ ต้องขออภัยล่วงหน้าก่อน แต่หากไม่คลาดเคลื่อน ลองอภิปรายประเด็นดังกล่าวซิครับ ??
ขออนุญาต ท่านบางทรายเอายอดความคิดพันธุ์ดี มาเสียบยอดกับต้นพันธุ์พื้นเมือง ยอดของดีก็จะเจริญเติบโตไปได้ด้วยวิธีเรียนลัดนี้ เสนอทางเลือกในการจัดเสริมวิธีค้นหาความรู้ ที่อาจารย์หนักใจในวัฒนธรรมCopy
บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา)
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 23:25 [ 341839 ] <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ถูกจริตผมจริงๆ “อะไหล่ความคิด” มันเป็นโรงเรียนในอากาศ เสกเอาความรู้มาได้จริงๆ คนโบราณมาเห็นคงต๊กกะใจ เสกความรู้มาได้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">กูเรียนจากมึง มึงเรียนจากกู จะเรียนแบบเงียบๆ จะเรียนแบบดังๆ จะเรียนไปนั่งไขว่อีเก็ก ซดกาแฟโฮกใหญ่ก็ไม่มีใครมาดุด่า ใครขยันมากจะแหกตาเรียนกันยันสว่างตำรวจก็ไม่จับ เรียนไปโดดไปออกกำลังกายสักพักแล้วเข้ามาก็ไม่ผิดประเพณี ฮีตคองอะไรที่ไหน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">เพื่อร่วมเรียนก็มีสารพัด คนก็มี สัตว์ป่าก็มี อิ.อิ.(ก็นายเสือ(ครูเสือ) กะนายสิงห์(สิงห์ป่าสัก) อยู่ร่วมกัน รักกันจะตายไป นี่แหละห้องเรียนจริงๆหละ เรียนแบบธรรมชาติจริงๆ </p> ทฤษฎีชั้นเรียนนั้นหมดสมัยตั้งแต่เริ่มศัตวรรษที่ 20 แล้วนะครูนะ ไม่เชื่อ ดูครูลูกหว้าบ่นซิ ลูกศิษย์แอ๊บแบ๊วอะไรน่าเขกเข่านัก ให้ทำรายงานดันไป copy มาส่งครูลูกหว้า ทั้งผิดๆ อย่างนี้เขกเข่าไม่พอ เอาหนังยางยิงตะปอมข้างละทีอีกด้วย แล้วสำทับไปว่า “หัวมีไว้ให้คิด ไม่ใช่เอามาตั้งบนบ่าเฉยๆ หนักคอเปล่าๆ” หา ห่า ห้า…. <p> </p>
เมื่อ อ. 07 ส.ค. 2550 @ 00:21 [ 341895 ] จาก 202.28.35.1 ลบ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 18:33 [ 341467 ] จาก 202.151.41.2 ลบ
นักวิชาการกับชุมชน ยาขมหม้อใหญ่เลยล่ะครับ แต่ว่า ยาหวาน นั้นพิษแรงมาก น่าจะชวนกันเลิกกิน เลิกทาได้บ้างแล้ว .. หวานเป็นลม ขมเป็นยา ไม่น่าลืมกันง่ายๆเลย ที่ว่าขมนั้นกินบ่อยๆก็ติดใจได้ไม่ยาก ดูแต่ มะระ สะเดา เป็นตัวอย่าง
ก่อนที่จะงงไปมากกว่านี้ ขอร่วมฟันธงว่า วิชาการ ที่ละทิ้งหรือห่างเหินจากชุมชน จะเป็น วิชาเกิน ไปในที่สุดครับ มีก็เหมือนไม่มี หรือ น่ารำคาญเสียจนรู้สึกว่าไม่ต้องมียังจะดีเสียกว่าก็ได้ครับ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 18:33 [ 341469 ] จาก 222.123.222.169 ลบ
ผมเห็นด้วยครับกับการเป็นหุ้นส่วนความรู้ แต่ ขอโหวตรับเพิ่มอีกสักอย่างนะครับ คือ หุ้นส่วนความดี เพราะ ความรู้ กับ ความดี ต้องเดินคู่กันไปครับ สังคมจะงดงามได้ ด้วยการเสริมสร้างความรู้ให้แข็งแกร่งและสานต่อความดีให้แน่นเหนียว ครับ
ขอบพระคุณครับ
ขออนุญาติชมอีกครั้งหนึ่งครับ ว่า รูปใหม่ของพ่อ เท่ห์จริง ๆ ครับ อิอิ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 18:40 [ 341480 ] จาก 203.170.150.103 ลบ
ได้เลยพ่อหนุ่ม ความรู้+ความดี=รู้ความพอดี
รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี มีงานต้องทำอีกเยอะ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 18:44 [ 341481 ] จาก 203.170.150.103 ลบ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 19:15 [ 341524 ] จาก 202.12.97.116 ลบ
กำลังคิดค่ะว่า เราควรเพิ่มทางเลือก หรือเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีมุมมองในด้านการนำความรู้ไปใช้เพื่อพัฒนาท้องถิ่นด้วย ... เผื่อเมื่อเรียนจบแล้วจะได้มีบัณฑิตกลับไปพัฒนาท้องถิ่นในรูปแบบต่างๆค่ะ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 19:24 [ 341539 ] จาก 203.170.150.103 ลบ
ดีครับอาจารย์ มี2-3มุมยิ่งดี
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 19:24 [ 341540 ] จาก 125.26.182.241 ลบ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 19:26 [ 341544 ] จาก 203.170.150.103 ลบ
แม่นแล้ว บรึมส์ บรึมส์
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 20:03 [ 341585 ] จาก 202.12.97.116 ลบ
ขอสนับสนุนอาจารย์ พินิจครับ
ยาขมดี มีประโยชน์ แต่หาคนกินยาก
ส่วนใหญ่ นักวิชาการจะรังเกียจการทำงานกับชุมชน เพราะ
จนทำให้มีนักวิชาการที่ทำงาน กับชุมชนมีน้อยมาก
แม้แต่ในกลุ่มที่เหลือน้อย ก็ยังมี นักวิชาการที่
แม้จะพยายามเคลือบยาขมด้วยน้ำตาลหนาขนาดไหน ก็หาคนกินยาก และบางคนก็แค่ชิมเปลือกนอกแล้วคายทิ้งก็มีมาก
ถ้าทิศทางลม(นโยบาย)ยังไม่เปลี่ยน คนทำงานกับชุมชนคงมีอยู่ประมาณนี้แหละครับ
แต่ถ้าใครรอให้เปลี่ยน ก็คงจะเป็นชาติหน้านั่นแหละครับ
เมื่อ จ. 06 ส.ค. 2550 @ 20:14 [ 341597 ] จาก 203.170.150.103 ลบ
ครูบาครับ ผมเอาของดีมาฝากครับจากน้องยอดดอย
เมื่อ อ. 07 ส.ค. 2550 @ 02:31 [341938] [ลบ]
ว่าจะเข้านอนแล้ว เห็นบันทึกพี่บางทรายมาแหย่ไว้ ก็เลยมาแจมสักนิด
ดีครับที่มีนักปฏิบัติอย่างยอดดอยมาสะท้อนคิด เราจะเห็นภาพความจริงมากขึ้นว่า กระแสชุมชนกำลังเบี่ยงแบบไปในทางใด จะต้านกระแสสังคมโลกาภิวัตน์ได้สักกี่น้ำ จะถูกกลืนหรือยืยหยัดต่อไปได้ก็ยากจะตอบได้ แต่ถ้าดูตัวอย่างทั้งโลกแล้วก็พบว่ายังไม่มีประเทศไหนทำได้สำเสร็จ เพราะเรากำลังแพ้สงครามกิเลศ ความสะดวกสบาย แสงสี ไม่มีแมลงเม่าตัวไหนยั้งคิดที่จะไม่บินเข้าไปเสียด้วย อัฟริกา ลาติน เอเซีย แม้แต่จีนยักษ์ใหญ่ ก็กำลังถูกโรคนี้คุกคามอย่างหนัก มาตรฐานโลกหรือกระแสโลก ทรงพลังยิ่งนัก เราต้องหาคำตอบตัวเองให้พบ งานชุมชนยังอยู่แค่การเปิดสารบัญเท่านั้น ยังฟันธงอะไรไม่ได้หรอก อิอิ
สวัสดีครับ ท่านครูบา
อ่านแล้ว คิดแล้ว กำลังทำอยู่แล้ว แต่ยังไม่พอครับ สิ่งที่คิดไว้ว่าจะทำกลับมีน้อยเกินไปครับ ยิ่งได้เจอกับประโยคนี้ " วันไหนที่ชุมชนเรียกร้องหาความรู้ วันนั้และครับ...ที่บุคลากรในสถานบันการศึษกาจะต้องคิดหนักว่าจะเอาความรู้อะไรไปให้เขา" ยิ่งต้องคิดหนักไปกว่าเก่าอีกครับ นักวิชาการ มีหลายประเภทอย่างที่อาจารย์แสวง บอก แต่จริง ๆ แล้วเราลืมนึกถึงบุคลากรที่สำคัญที่สุดไปอีกอย่างคือ ครู ... ใช่ครับ ครูที่อยู่กับชุมชน ถ้าให้ความสำคัญกับครู ส่งเสริมให้มีการวิจัยร่วมระหว่างครูกับชุมชน หรือครูกับสถานบันการศึกษา ก็จะสามารถช่วยเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาไปสู่การกินดีอยู่ดี มีสุขของชุมชนได้ครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ โรงเรียนบ้านของครูบาครับ...
Key Word
" นักวิชาการจะเอาความรู้อะไรไปใส่ลงในชุมชน"
พ่อครูบาค่ะ
ตอนนี้ มี 12 ชุมชน ต้องเข้าด่วนไม่รู้จะเอาอะไรไปให้ดี เจ้าของโครงการให้แต่งบ และกำหนดเวลาอย่างอื่นไม่สน ปวดใจจริงๆ คิดถึงพี่จุ๋มและนักวิชาการทั้งหลายมากๆ เพราะต้องโทรหาด่วนแล้วค่ะ
ผมขออนุญาติให้ท่านครูบาเอา
Key Word
" นักวิชาการจะเอาความรู้อะไรไปใส่ลงในชุมชน"
ไปเสนอต่อที่ประชุม ผมอยากฟังนักวิชาการในที่ประชุมตอบจังเลยครับ น่าจะมีความเห็นดีดีออกมาบ้างครับ
พ่อค่ะ