โจทย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ในฐานะเจ้าภาพจัดงานเสวนาเครือข่ายการจัดการความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัย หัวข้อเรื่องการเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชนในวันที่23-24 สิงหาคม 2550 เพื่อให้สมาชิกระหว่างมหาวิทยาลัยได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดแนวทางในการขับเคลื่อนเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชนของมหาวิทยาลัย  นับเป็นโอกาสดีที่สถาบันการศึกษาจะได้มานำเสนอวิธีคิดวิธีการเกี่ยวกับการนำวิชาการเข้าไปสู่วิชาชีพภายในชุมชน

มีการพูดกันมากเรื่องมหาวิทยาลัยมุ่งผลิตบัณฑิตสนองตอบตลาดแรงงาน เมื่อเห็นดีเห็นงามตรงกันในมุมมองนี้ แต่ละมหาวิทยาลัยต่างเปิดภาควิชาขึ้นเพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ในขณะเดียวกันเราละเลยมองไม่เห็นว่า ในวิถีชุมชนก็ต้องการวิชาความรู้และขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้มาช่วยฟื้นฟูกลไกการพัฒนาท้องถิ่นเช่นกัน แต่ความต้องการประเภทหลังนี้ ไม่ทราบว่านับเข้าไว้ในระบบที่จะสนองความต้องการแรงงานหรือเปล่า  

ผมไม่ทราบว่าเราตีความเรื่องแรงงานกันอย่างไร แต่มองว่าทุกคนต่างก็เป็นแรงงานด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่มีคุณสมบัติมีสถานการปฏิบัติงานแตกต่างกันไป การผลิตบัณฑิตเพื่อสนองตอบตลาดแรงงานเป็นความคิดที่พอรับได้ แต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับกลุ่มแรงงานในขณะนี้  คนงานกำลังถูกโล๊ะออกจากโรงงาน เท่าที่ประมาณการคร่าวๆนับเป็นแสนคน บวกกับบัณฑิตตกงานอยู่ก่อนแล้วรวมกันทั้ง2ส่วนนี้ประมาณ300,000 คน 

ถามว่าเราจะเอาแรงงานกลุ่มนี้ไปวางไว้ตรงไหน แต่ถ้าเราผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ที่พอที่จะพลิกแพลงเอาตัวรอด สามารถที่จะสร้างงานเองได้ คำว่าตกงานก็จะไม่สาหัสสากรรจ์เช่นในขณะนี้ การผลิตบัณฑิตให้ความรู้ความความสามารถอย่างแท้จริง น่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของสถาบันการศึกษา ควรเอาเรื่องการผลิตบัณฑิตไปสนองแรงงานเป็นเรื่องรั้งท้าย ถ้าคิดได้คิดทำอย่างนี้แนวทางผลิตบัณฑิตก็จะครอบคลุมตามความเป็นจริงของสังคมไทย  

บัณฑิตที่ดีมีความรู้จริงนั้น ไปตกหล่นอยู่ตรงไหนก็จะแพร่เชื้อการเรียนรู้ การยกระดับความรู้ การพัฒนางาน การสร้างงาน ความรู้ก็จะเข้าถึงทุกซอกทุกมุมของสังคมไทย ไม่ใช่ไปออกันอยู่หน้าโรงงาน แผนการต้อนบัณฑิตเข้าลู่เดียวก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ในประเด็นการเชื่อมโยงวิชาการกับชุมชน ยังมีคำถามอีกมาก เช่น 

  • ใครจะเชื่อมใคร
  • เชื่อมด้วยอะไร
  • ใช้กระบวนการอะไรเข้าไปเชื่อม
  • มีวิชาการที่พร้อมเชื่อมเข้ากับบริบทของชุมชนแล้วหรือยัง
  • ความพร้อม ความรู้ ความต้องการ จูนตรงกันแล้วใช่ไหม
  • แต่ละขั้วเข้าใจเรื่องนี้ว่าอย่างไร
  • เห็นความหมายความสำคัญตรงกันแค่ไหน
  • ตระหนักอย่างถ่องแท้แล้วหรือยังว่านี่คือ หน้าที่ บทบาท และจุดยืนของสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น

 ไม่ทราบว่าจะผิดหรือถูกนะครับ เรื่องการเชื่อมโยงวิชาการเข้ากับชุมชนที่ว่านี้ ที่ผ่านมาทั้ง2ฝ่ายต่างอ่อนล้าอ่อนแรง ไม่ค่อยมีการเอาจริงเอาจังด้วยกันสักเท่าไหร่ ถ้าชวนทำเรื่องนี้ก็จะเหมือนขืนโคให้กินมาม่า ทำท่าว่าจะผละลูกเดียว มองเป็นยาขมหม้อใหญ่ ไม่ยอมลงทุนไม่ยอมเหนื่อยยาก บางพื้นที่ทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองด้วยซ้ำไป 

  โจทย์ข้อนี้ถ้าจะให้เป็นไปในเชิงรุกได้เร็วกว่าที่เป็นอยู่  ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าใจตรงกันว่าทำไมถึงต้องร่วมมือกันทำเรื่องนี้ ตัวชุมชนเองต้องมีเจ้าภาพมาเตรียมความพร้อมด้านติดอาวุธทางปัญญา เพื่อให้เกิดความต้องการเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น 

วันไหนที่ชุมชนเรียกร้องหาความรู้ วันนั้นละครับ..

ที่บุคลากรในสถาบันการศึกษาจะต้องคิดหนักว่าจะเอาความรู้อะไรไปให้เขา 

อย่าบอกนะว่าเรามีอยู่ป๊ะเลอะปะเต๋อ ในความเป็นจริงแล้ววิชาความรู้ในสถาบันบางเรื่องก็ดีมาก บางเรื่องก็เหลาเหย่เหมือนกัน บางเรื่องต้องมาปอกเปลือกเสียก่อนชุมชนถึงจะบริโภควิชาความรู้ได้ วิชาการที่มาทั้งดุ้นทื่อๆแบบลอกพิมพ์เขียวจากต่างประเทศ ชาวบ้านเขาโยนทิ้งจนขี้เกียจแล้วละครับ ถ้าให้ดีต้องมานั่งจับเข่าคุยกัน จนเกิดความรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายหัวอกเดียวกัน เป็นที่พึ่งของกันและกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ถ้าทำได้ควรหาเจ้าภาพจับวิชาการแต่งงานกับวิชาเกิน หรือจะผูกเสี่ยวผูกดองก็แล้วแต่อัธยาศัย ผมไม่เชื่อว่าเราจะเชื่อมโยงวิชาการเข้าสู่ชุมชนได้ด้วยการตะโกนว่า ยู้ฮู ชุมชนอยู่ไหน หรือการจัดแบบปล่อยให้ผู้ใหญ่ลีไปตีกลองประชุมฝ่ายเดียว ไม่มีพันธมิตรวิชาการไปร่วมด้วย   

ยุคนี้ชุมชนบางแห่งเขาพัฒนาไปจนเป็นเครือข่ายG2K มีBlogไปเชื่อมโยงข้ามมหาวิทยาลัยไปแล้ว คิดผิดคิดใหม่ได้นะครับ ไม่มีอะไรสายเกินแก้ เว้นแต่อย่าทำแบบ ไร๋ทำเถิด อย่าเปิดผ้า ..ปิดผ้า กับ แก้ผ้า คนละความหมายใช่ไหมครับ ถ้าเข้าใจผิดก็แนะนำผมด้วย. อิอิ..