คาถา 6 P

   สงบ มุ่งมั่นอยู่กับงาน มองโลกในแง่บวก รู้ตน รู้สถานะ ไม่คิดฟุ้งซ่าน   
โลกในปัจจุบันก้าวหน้าไปรวดเร็ว  ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการแผนใหม่  อุปกรณ์สื่อสาร  การเกษตร  เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ  และยารักษาโรคอีกหลายชนิด  ที่มนุษย์พยายามค้นคว้ามาบำบัดและป้องกันโรคร้าย

บ้างก็สำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ  แต่บางอย่างยังอยู่ในขั้นทดลอง

หลายๆ  อย่างประสบกับความล้มเหลว  แต่นักวิทยาศาสตร์ก็พากเพียรต่อไปอย่างไม่ยอมย่อท้อ

ความรู้ความสามารถต่างๆ   ที่เกิดจากสมองและความขยันหมั่นเพียรของมนุษย์  ผู้ชอบศึกษาค้นคว้า   และทดลองสิ่งต่างๆ  เพื่อนำมาใช้ประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ล้วนได้มาจากการศึกษาค้นคว้า  หาประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า   โลกมนุษย์จึงได้เจริญรุดหน้าดังเช่นปัจจุบันนี้

คนที่อยู่ในวัยทำงาน  สร้างหลักฐานให้ตนเองและครอบครัว  อาจจะละเลยหรือหลงลืมบางสิ่งบางอย่าง  เป็นเหตุให้ไม่เจริญก้าวหน้าในกิจการงานสมปรารถนา  จึงขอแนะนำให้รู้จัก  คาถา  6  P”  ดังนี้

คาถาหกพี  (6  Ps)  ให้หมั่นท่องไว้เสมอ  แล้วจะเป็นคนทำงานที่มีความสุข  มีผู้ชื่นชอบ  อยากให้การสนับสนุน  มีดังนี้

1.  Positive  Thinking   คือการมองโลกในแง่ดี  มีทัศนคติที่เป็นบวกอยู่เสมอ  จะไม่มองอะไรในแง่ร้ายเลย  ใครทำได้อย่างนี้จะไม่มีปัญหากับคนอื่นเลย

2.  Peaceful  Mind   คือการมีจิตใจสงบ  จะสร้างความสุขที่คนอื่นต้องอิจฉา  เพราะใจเราจะไม่ดิ้นรน  นิ่ง  ไม่ตื่นเต้นหวั่นไหวตามกระแสที่ถูกปั่นจากผู้ที่มีจุดมุ่งหมายแอบแฝงอยู่

3.  Patient   คือการที่มีความอดทน   มิได้หมายถึงความเฉยชา  คนเราจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจเราคงยาก  มันต้องมีช่วงที่เป็นของคนอื่นบ้าง  แต่ถ้าเรารู้จักอดกลั้น   อดทน  รอคอยให้ถึงช่วงของเรา  การแก่งแย่งชิงดีย่อมไม่เกิด

การไม่ทำอะไรเลยแล้วส่วนรวมเดือดร้อนไม่ถือเป็นความอดทนที่ถูกต้อง

4.  Punctual  คือการตรงต่อเวลา  การมีวินัย  บ้านเราชอบหาข้อแก้ตัว  รออีกหน่อยไว้ให้ลูกหลานเรามีวินัยก็แล้วกัน  ทำไมเราไม่ทำเป็นตัวอย่าง  นิ้วก้อยกับนิ้วหัวแม่มือ  แม้มีขนาดไม่เท่ากันก็อยู่ในมือเดียวกัน  ต้องทำหน้าที่พร้อมกันในเวลาหยิบของ  จะเกี่ยงว่าตัวเล็กตัวใหญ่ไม่ได

5.  Polite   คือความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน  ยิ่งใหญ่ยิ่งต้องมีตัวนี้มาก  มีมากเท่าใดคนอื่นจะยิ่งเกรงมากขึ้นเท่านั้น  ยกตัวอย่างเรื่องรวงข้าวที่มีเมล็ดข้าวมากเท่าใด  ก็ยิ่งโน้มลงมาติดดินมากเท่านั้น  ช่อนั้นจะมีค่ามากเพราะให้ผลผลิตดีกว่าช่อที่ยืนล้อลมได้สูงๆ  แต่ไม่มีเมล็ด  เกี่ยวไปแล้วก็ทิ้งเป็นฟาง  เอาไปสีก็เปล่าประโยชน์

6.  Professional   หมายถึงความเป็นมืออาชีพ  ในงานของตนต้องรู้ต้องทำอย่างดีที่สุด  ต้องมีความรู้ความสามารถอย่างมืออาชีพ  ทำหน้าที่ให้เหมาะสมหมั่นฝึกปรือแสวงหาความรู้ให้ทันสมัยทันโลก  และต้องทำงานได้ตามความต้องการขององค์การด้วย   มิใช่เพียงตนเองมีความรู้เก็บไว้กับตัวเองแต่อย่างเดียว

คาถาทั้งหกข้อนี้   จะทำให้คุณมีจิตใจดี  สงบ   มุ่งมั่นอยู่กับงาน  มองโลกในแง่บวก  รู้ตน  รู้สถานะ  ไม่คิดฟุ้งซ่าน   ลงมือทำงานในหน้าที่ให้เต็มความสามารถด้วยพกสูตรนี้ไว้จะโตวันโตคืน

3.  ช้าที่ต้องทำ  คือ 

1.  ถ้ายังไม่มีคู่รักก็ช้าไว้ก่อน

2.  ถ้ามีคู่รักแต่ยังไม่ได้แต่งงานก็ช้าไว้ก่อน

3.  ถ้าแต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูกก็ช้าไว้ก่อน

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ว่าด้วยชีวิต

คำสำคัญ (Tags)#สิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้

หมายเลขบันทึก: 117161, เขียน: 05 Aug 2007 @ 20:20, แก้ไข, 18 May 2012 @ 10:53, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 4, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (4)

ไฉน
เขียนเมื่อ 06 Aug 2007 @ 13:21

สวัสดีครับคุณพิชชา

เยี่ยมครับ (หากทำได้)

ต้องพยายามทำชีวิตให้ได้ ๖ P

P

ไฉน

ทุกอย่างอยู่ที่ตั้งใจทำ และลงมือทำเดี๋ยวนี้  แต่ต้องคิดก่อนทำเสมอ  ครับ 

ไฉน
เขียนเมื่อ 10 Aug 2007 @ 15:19

สวัสดีคับ

วันนี้กลับมาอ่านอีกครั้ง อืม รู้นะ แต่ไม่เข้าใจ (งงป่าว) คือรู้ตามที่พูดที่เขี่ยนที่อ่านหรือรู้ตามหลักการหลักวิชา แต่ไม่สามารถทำได้ตามที่รู้นะครับ เรียกว่าทฤษฎีกับปฏิบัติมันไปกันได้ไม่ทั้งหมดนะ

ศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา ก็พอจะทราบๆ บ้างแต่ไม่กระจ่างนะครับ

ก็ขอชื่นชมนะครับที่แสวงหาอะไรดีๆมาให้อ่าน ขอบคุณครับ

 

P
ไฉน
เมื่อ ศ. 10 ส.ค. 2550 @ 15:19 [
345406] [ลบ]

สวัสดีคับ

วันนี้กลับมาอ่านอีกครั้ง อืม รู้นะ แต่ไม่เข้าใจ (งงป่าว) คือรู้ตามที่พูดที่เขี่ยนที่อ่านหรือรู้ตามหลักการหลักวิชา แต่ไม่สามารถทำได้ตามที่รู้นะครับ เรียกว่าทฤษฎีกับปฏิบัติมันไปกันได้ไม่ทั้งหมดนะ

ศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา ก็พอจะทราบๆ บ้างแต่ไม่กระจ่างนะครับ

ก็ขอชื่นชมนะครับที่แสวงหาอะไรดีๆมาให้อ่าน ขอบคุณครับ

สวัสดีครับ คุณไฉน

ผมเองก็เป็นคล้าย ๆ กัน คือ รู้แต่ไม่เข้าใจ ครับ
แต่เมื่อปีที่แล้ว ผมมี ทุกข์ อย่างสาหัส จึงได้ศึกษาธรรมะเพื่อดับทุกข์ ผมจึงเข้าใจครับ

ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า ศึกษาธรรมตอนมีทุกข์เพื่อดับทุกข์จะเข้าใจกว่าการอ่านและท่องจากพระไตรปิฏกนะครับ

ลองดูนะครับ