ในสัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์แรกที่พวกเราเหล่าแพทย์เวชศาสตร์การบินทั้ง 20 คน
จะได้ขึ้นเครื่องบินของทหารอากาศเป็นครั้งแรก หลังจากเรียนมาเกือบสามเดือน
โดยภารกิจที่เราจะขึ้นบินครั้งนี้ คือ ให้พวกเราทำตัวเหมือน Flight nurse
คือ พยาบาลเวชศาสตร์การบิน ซึ่งมีหน้าที่ลำเลียงผู้ป่วยทางอากาศ
สาเหตุที่พวกเราแพทย์เวชศาสตร์การบินต้องแปลงกายเป็นพยาบาลเวชศาสตร์การบินนั้น
เพราะหน้าที่และความรับผิดชอบจะต่างกัน
โดยแพทย์จะมีหน้าที่วางแผนและดูแลผู้ป่วยทั้งหมด
ส่วนพยาบาลมีหน้าที่รับคำสั่งและทำตามแผนที่แพทย์วางไว้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด
(งงมะ ถ้างงอ่านต่อ)
จะขยายความให้ฟัง ดังนี้
ก่อนที่พวกเราจะขึ้นบินนั้น อาจารย์ได้กำหนดให้พวกเราแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ๆ ละ 10 คน
โดยให้กลุ่มแรกเป็นพยาบาลเวชศาสตร์การบินก่อน และอีกกลุ่มเป็นคนไข้
โดยก่อนที่จะเริ่มฝึกบินลำเลียงนั้น ต้องมีการวางแผนก่อน
กล่าวคือ อาจารย์จะให้ case ผู้ป่วยสมมติมาสิบคน อาการต่าง ๆ กันตั้งแต่เบาไปหนัก
มีทุกโรคให้เลย ตั้งแต่โรคทางกายต่าง ๆ ทุกระบบ ยันไปถึงโรคทางจิตเวช (คนบ้าน่ะ)
ซึ่งพวกเราจะต้องวางแผนก่อนว่า จะให้คนไข้คนไหน อยู่ตรงไหนของเครื่องบิน
คนไข้คนไหนนั่งได้ และคนไข้คนไหนต้องนอนไปบนเครื่องบิน
และจัดว่าพยาบาลคนไหนดูแลคนไข้คนไหน
นอกจากนี้ยังต้องเตรียมแผนสำรองเผื่อไว้ด้วย หากมีเหตุฉุกเฉินขึ้น
เช่น หากมีผู้ป่วยหัวใจวาย ใครจะเป็นทีมงานปั๊มหัวใจ ใครจะดูแลผู้ป่วยที่เหลือ
และยังต้องเตรียมแผนสำรองไว้ เผื่อมีเครื่องบินตกด้วยว่า จะจัดการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เครื่องตกอย่างไร
และหากรอดชีวิตจากเครื่องตก จะออกทางออกฉุกเฉินใดบ้าง และออกยังไง
ซึ่งสนุกมากเกี่ยวกับการวางแผนนี้ เพราะได้คิดแก้ปัญหาต่าง ๆ
แต่พอมาถึงวันที่ต้องเดินทางจริง ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเครื่องบิน
โดยตอนแรกพวกเราจะฝึกลำเลียงโดยเครื่อง C-130
แต่ภายหลัง เครื่องนี้มีภารกิจอื่นที่ต้องปฏิบัติแทน
พวกเราเลยได้โยกมาฝึกเครื่อง G-222 แทน (อ่านว่า จีตองสอง นะ)
ซึ่งเครื่องนี้เป็นเครื่องบินลำเลียงที่หน้าตาเหมือน C-130 แต่มีขนาดเล็กกว่า
มีสองใบพัด และมีที่นั่งแค่สามแถว (C-130 มีสี่แถว)
โดยเครื่องนี้ไทยซื้อจากอิตาลี (ประเทศที่กระผมมีเชื้อสายอยู่ครึ่งนึง สังเกตได้จากหน้าตาลูกครึ่งของกระผม)
ก้อไม่เป็นไร พวกเราเปลี่ยนเครื่องก้อเลยต้องปรับเปลี่ยนแผนนิดหน่อย
พอถึงเวลา พวกเราก้อจัดเพื่อนกลุ่มสองอีกสิบคน แต่งแผลให้เหมือนผู้ป่วยที่กำหนดไว้
แล้วจัดลงเปล แล้วหามขึ้นเครื่องบินไป ซึ่งค่อนข้างทุลักทุเล
เพราะหมอส่วนมากอ้วน ทำให้แบกยาก และหมอแรงน้อย จึงแบกไม่ค่อยขึ้น
กว่าจะหามผู้ป่วยสมมติขึ้นได้หมด ก้อหมดแรงพอดี
แล้วเครื่องก้อบินขึ้นไป
เนื่องจากแพทย์ทุกคนเหนื่อยกับการแบก เมื่อเครื่องขึ้น ทุกคนจึงหลับหมด
แล้วพออาจารย์สมมติว่าคนไข้หัวใจวาย ปรากฎว่าไม่มีหมอคนไหนได้ยินเสียงเครื่องตรวจหัวใจร้องเลย
อาจเป็นเพราะเสียงเครื่องบินดังกลบจนหมด และพวกเราก้อหลับกันหมดด้วย
หุหุ น่าอายมาก กว่าจะเสด็จตื่นมาปั๊มคนไข้ได้ สงสัยของจริงคงเดี้ยงไปแย้ว
น่านแหละ แต่ก้อสนุกดี หลายคนเพิ่งเกิดมาได้นอนราบบนเครื่องบินขณะบิน ดีเหมือนกัน
การเดินทางครั้งนี้ไปหัวหิน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง
และขณะบินมีการซ้อมเครื่องตกด้วย
โดยกัปตันจะกดกริ่งสัญญาณลงฉุกเฉินหกครั้ง
พวกเราก้อรีบย้ายคนไข้ที่นั่งได้มานั่งเตรียมพร้อม ผูกมัดรัดตึง แล้วอยู่ในท่าที่ปลอดภัย
เตรียมรอรับแรงกระแทกกัน แล้วก้อสมมติว่าตก ก้อไม่มีอะไร
ถ้าตกจริงก้อหวังว่าจะรอดเนอะ
จากนั้นพอลงที่สนามบินหัวหินแล้ว
พวกเราก้อได้ไปดูงานที่สถาบันวิจัยฝนหลวงด้วย
โดยสถาบันวิจัยฝนหลวงนี้ เป็นที่หลักของสถาบันทั่วประเทศซึ่งในหลวงเราเป็นคนก่อตั้งมา
โดยเขาบรรยายสรุปให้ฟัง ประมาณหนึ่งชั่วโมง
(ก็ตามสูตร แพทย์ไทยหลับไปเกินครึ่งห้อง แต่กระผมไม่หลับนะ ตาค้าง)
จะขอเล่าสั้น ๆ ให้ฟังนะ เกี่ยวกะเรื่องฝนหลวงที่ไปฟังมา
โดยแรกเริ่ม โครงการนี้เกิดขึ้นตั้งนานแล้ว สมัยที่ในหลวงเสด็จไปต่างจังหวัด
แล้วเห็นประเทศเราแห้งแล้ง
ในหลวงทรงคิดได้ว่า ทำไมเราไม่ใช้ทรัพยากรน้ำที่มีอยู่ในท้องฟ้า มาทำให้เกิดความชุ่มชื้นล่ะ
เพราะประเทศเรา ถ้าแห้งแล้งจะแล้งมาก ถ้าฝนตกก้อน้ำท่วม
จึงคิดได้ว่าจะทำสองโครงการหลัก ๆ
คือ สร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำ เวลาที่มีฝนตกมาก ๆ
และทำฝนหลวง เพื่อบรรเทาการขาดแคลนน้ำ
จากนั้นจึงให้ทีมนักวิจัยของ มรว.เทวฤทธิ์ เทวกุล (จำชื่อได้ไม่น่าผิดนะ)ไปทำการวิจัยฝนหลวง
โดยเริ่มแรกนั้น มรว.เทวฤทธิ์ฯ ได้เริ่มจากไปฝึกเป็นนักบินก่อนเลย
โดยไปเรียนการบิน และหลังจากที่ท่านบินเป็นแล้ว
ได้เริ่มทดลองโดยใช้น้ำแข็งแห้งโปรยใส่เมฆก่อนเป็นอันดับแรก
โดยขณะนั้นยังไม่มีเครื่องบินที่พ่นสารเคมีได้ ท่านจึงต้องใช้วิธีเปิดหน้าต่างห้องนักบิน
แล้วโปรยน้ำแข็งแห้งที่เหนือเมฆ ซึ่งน้ำแข็งแห้งบางส่วนได้ปลิวกลับเข้าห้องนักบิน
ทำให้หูของท่านหนวกตลอดมา แต่ท่านก้อไม่ย่อท้อ ทำการวิจัยต่อจนสำเร็จ
แต่ขณะนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่งานของท่านก้อได้รับการพัฒนาต่อมา
จนในที่สุดในหลวงได้เขียนตำราออกมาเรียกว่า ตำราวิจัยฝนหลวง
ซึ่งได้จดลิขสิทธิ์เป็นของไทยแล้วในขณะนี้
โดยมีสูตรการทำฝนเรียกว่า สูตร sandwich และสูตร super sandwich
นั่งคือ ใช้เครื่องบินบินพ่นสารเคมีต่างชนิดกัน ทั้งเหนือ กลาง ล่างเมฆ
เพื่อกระตุ้นให้เมฆตกลงมาเป็นฝน โดยฝนนี้ได้ผ่านมาตรฐานวิจัยแล้วพบว่าสามารถดื่มได้
โดยในหลวงได้ทดลองให้นานาประเทศได้ชม โดยสามารถทำให้ฝนตกได้ในเวลา 5 ชม.
สุดยอดมะ น่าภูมิใจจริง ๆ
ล่าสุดประเทศเราได้เป็นตัวแทนจัดประชุมในการทำฝนเทียมโลกด้วยนะ
เจ๋งป่าว อ้อ...ลืมบอก ต่างประเทศเขาไม่ได้ใช้สูตรนี้เหมือนกับเราหรอกนะ
เพราะว่าเขามีบรรยากาศและภูมิอากาศที่ไม่เหมือนกับเรา ของเขามีหิมะด้วยอ่ะ
จากนั้นหลังจากชมสำนักวิจัยฝนหลวงจบแล้ว
พวกเราก้อได้ไปชมศูนย์ฝีกการบินพลเรือนอีก
นั่นคือ ใครก้อตามที่เป็นประชาชนทั่วไป แต่ดันอยากเป็นนักบิน
ก้อสามารถมาสมัครเรียนได้ที่นี่ แต่ต้องมีทุนหนาหน่อย (สืบทราบมาว่าประมาณสองล้านบาท)
โอ้โห เยอะมาก โดยที่นี่มีหลักสูตรทั้งระยะสั้น เพื่อจบมาขับเครื่องบินส่วนตัว
เรียนกับเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ เท่านั้น
และมีหลักสูตรระยะยาวประมาณสองปีมั้ง เรียนทุกวัน มีที่พักที่กินให้ตลอด
เพื่อจบไปขับเครื่องบินโดยสารให้สายการบินต่าง ๆ
และยังมีหลักสูตรขับเฮลิคอปเตอร์ด้วย
โดยนักเรียนที่นี่มีทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ
เช่น ภูฎานส่งมาเรียนตั้งสี่คนแน่ะ พูดไทยไม่ได้เลย แต่ไหว้สวยเหมือนเดิม
โดยเราได้ไปชมตั้งแต่เริ่ม คือ ฝึกในเครื่อง simulator คือเครื่องจำลองขับเครื่องบินอ่ะ
หนุกดี หน้าตาเหมือนเกมส์ตู้ใหญ่ ๆ ตามห้างอ่ะ แต่ปุ่มบังคับเยอะกว่ามาก ๆ
จากนั้นก้อได้ไปชมเครื่องบินเล็กชนิดต่าง ๆ
ซึ่งที่สถาบันนี้มีเครื่องบินเล็กเยอะมาก
ทั้งที่ความจริงไม่ถูกหลัก เพราะนักบินควรฝึกเครื่องใดเครื่องหนึ่งแค่ชนิดเดียว
เพื่อการไม่สับสนเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้แก้ไขอย่างอัตโนมัติตามที่ฝึกมา
แต่ที่นี่ดันมีเครื่องหลายแบบมาก ตั้งแต่เก่ายันทันสมัยสุด ๆ
สอบถามได้ความว่า ขึ้นกับนักการเมืองครับท่าน !! ตัวอย่างเช่น
เครื่องบิน A มีราคา 34 ล้านบาท เก่ากว่า สมรรถนะน้อยกว่า
เครื่องบิน B มีราคา 22 ล้านบาท ใหม่กว่า สมรรถนะดีกว่า ซ่อมง่ายกว่า
ต่างประเทศเช่น จีน สั่งซื้อเครื่อง B 150 ลำ และ มาเลเซียสั่งซื้อเครื่อง B 60 ลำ
แล้วทายสิครับว่า พี่ไทยสั่งเครื่อง B กี่ลำ
เฉลย ....แต่น แต๊น สองลำครับท่าน แค่สองลำเท่านั้น
ไม่เข้าใจจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ครูการบินทุกคนต่างอยากได้เครื่องนี้
แต่ท่านรัฐมนตรี (สมแศกดิ์ รักตพงษ์ไพศ...) ดันเรียกครูการบินไปสอบถาม
แล้วบอกว่าท่านอยากได้เครื่อง Cesna มากกว่า น่าน อนาถไหม
ถามว่า ท่านรู้จักเครื่องบินอะไรบ้าง ท่านบอกว่าไม่รู้จัก ท่านรู้จักแต่เครื่อง Cesna
ก้อแน่ละสิครับ ก้อบริษัท Cesna เพิ่งเข้ามาหาท่านเมื่อวานนี้นิ
เฮ้อ ...น่าอายแทนจริง ๆ ผมไม่เข้าใจเล้ยจริง ๆ
เลิกดีกว่า เริ่มเข้าเรื่องการเมืองแล้ว
วันนี้พอแค่นี้แหละ เด๋วจะติดคุกซะก่อน เนอะ