"อาจารย์ครับ... ผมนะทำดีก็เสมอตัว เวลาผมทำผิดนะครับทุกคนก็รุมว่าผม ไม่มีชิ้นดีเลยครับ ทำดีก็แค่เสมอตัว แต่ทำผิดเนี้ยเห็นง่ายโดนเป็นเป้าง่ายครับ อาจารย์....."
นี่คือคำพูดที่มาจากปากของเด็กนิสิตชั้นปีที่ 3 คนหนึ่งขณะทำกิจกรรมกลุ่มในรายวิชาทันตกรรมชุมชน 3 คะ สิ่งที่ได้ฟังถึงกับอึ้งไปเหมือนกันนะคะ แต่ก็ให้คำแนะนำเค้าไปได้ประมาณว่า
"ถ้าสิ่งที่หมอทำหมอรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เรารู้อยู่กับตัว การที่เราไม่รู้ว่าคนอื่นเค้ารู้หรือไม่ คงไม่สำคัญเท่ากับที่เรารู้หรอกนะ และอาจารย์เชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดก็จะมีคนรู้ มีคนเห็นในสิ่งที่หมอทำ และสิ่งที่หมอทำมันไม่สูญหายไปไหนหรอก สิ่งดีๆ จงทำต่อ จงเชื่อและอย่าหยุดที่จะทำ เชื่ออาจารย์เถอะนะ....."
ก็พอจะเข้าใจความรู้สึกเค้านะคะว่า เวลาคนเราทำอะไรเพื่อคนอื่น ที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีๆ แต่พอทำไปแล้วถ้าไม่ผิดพลาดอะไรก็เสมอตัวไม่โดนว่า และก็ไม่ได้รับคำชื่นชม แต่พอผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยกลับโดนว่า หรือมีคำบ่นต่างต่าง นานา มันคงเป็นการบั่นทอนกำลังใจของคนๆ นั้นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากนี้ผู้เขียนบันทึกยังเชื่ออีกอย่างว่า พลังของการพัฒนางานหรือองค์กรต่างๆ หรือแม้แต่การเรียนรู้ มันต้องมาจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้วย แต่ถ้าคนที่อยู่ในสถานที่หรือในองค์กรนั้น ขาดซึ่งกำลังใจ หรือมีความคิดที่ว่า "ทำงานตามหน้าที่เป็นพอ อย่าพยามยามคิดหรือทำอะไรที่มากไปกว่านี้ ถ้าทำมากก็โดนจับผิดมาก ก็โดนเป็นเป้าได้ง่าย" แนวคิดอย่างนี้คงลดทอนการพัฒนาต่างๆ ไปได้มากเลยนะคะ
สิ่งที่ได้ฟังจากน้องนิสิตมา ก็ทำให้หวนกลับมานั่งนึกถึงแนวทางการสอนนิสิตที่เราพร่ำบอกเหลือเกินว่า "ต้องการให้เค้าจบออกไปเป็นหมอที่ดี มีความรู้ความสามารถ ดูแลผู้ป่วยด้วยใจ" แต่เรา (อาจารย์) ก็ต้องไม่ลืมเหมือนกันคะว่า นิสิตเค้าก็มีหัวจิตหัวใจเช่นเดียวกัน นิสิตเค้าก็คงต้องการน้ำหล่อเลี้ยงและกำลังใจจากผู้สอน ถ้านิสิตเค้าได้รับสิ่งเหล่านี้ที่เพียงพอ ก็น่าจะทำให้เค้าถ่ายทอดความรู้สึกถึงการเข้าอกเข้าใจ และความห่วงใย ส่งต่อไปยังผู้ป่วยของเค้าได้เอง
สิ่งที่ได้รับฟังจากเด็กนิสิตมา ทำให้ผู้เขียนหันกลับมาลองใช้ Positive Approach ในการพยายามดึงศักยภาพภายในตัวเด็กนิสิต และพยายามดึงสิ่งที่เราต้องการให้เค้าได้เรียนรู้และปฏิบัติจากสิ่งที่เค้าเองก็ทำอยู่ ทั้งจากที่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ผู้เขียนบันทึกได้ลองเปลี่ยนรูปแบบในการสอนและตรวจงานคลินิคเด็กนิสิต คือ ทุกครั้งที่นิสิตทำงานเสร็จและมา clear Chart คำพูดหนึ่งที่ตอนนี้ติดปากผู้เขียนบันทึกนี้ไปแล้ว คือ "หมอ ไหนลองบอกอาจารย์ซิว่า วันนี้หมอทำอะไรดีๆ บ้าง"
ทุกท่านเชื่อไหมคะว่า นิสิตทุกคนของอาจารย์ จะแสดงออกโดย ไม่อมยิ้มด้วยความเขินอาย ก็ต้อง งงในสิ่งที่อาจารย์กำลังถาม จนผู้เขียนบันทึกต้องพูดเหมือนเป็น pattern เดิมกันในทุกคนว่า "หมอไม่ต้องอายนะทำอะไรที่ดีๆ ไม่ต้องอายที่จะพูด และต้องเรียนรู้ที่จะประเมินตัวเองด้วยนะ ไหนลองนึกสิว่าวันนี้ทำอะไรดีๆ บ้าง"
กลับกลายเป็นว่าทุกครั้งในการสอนหรือตรวจงานคลินิค ผู้เขียนบันทึกจะคอยพยายามสังเกตและจับตามองในสิ่งที่เค้าทำ หรือพูด แม้แต่เรื่องเล็กน้อยที่เป็นสิ่งดีๆ ที่เราเห็นได้ แทนที่จะจับผิดเปลี่ยนเป็นการจับดูสิ่งดีๆ ที่เค้าทำ มันกลับยิ่งทำให้เรา (อาจารย์) รู้สึกคะว่า ที่จริงแล้วนิสิตเราเค้ามีสิ่งที่น่าชื่นชมมากมายที่เอามาเป็นสิ่งที่สอนเค้าได้ บางอย่างเค้าอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และพยามยามบอกกล่าวถึงสิ่งที่เค้าทำว่า สิ่งนั้นที่หมอทำนะดีแล้วจงทำต่อ จงทำในผู้ป่วยทุกคน และก็ตบท้ายถึงสิ่งที่ต้องการให้เค้าปรับปรุง แก้ไขหรือพัฒนาต่อไป...
แต่ไม่ได้หมายความมองข้ามสิ่งที่ผิดพลาดไปนะคะ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีความรู้ในเรื่องบางเรื่อง หรือปฎิบัติตัวบางอย่างที่ไม่ดี ก็จะปล่อยไป ไม่ทำอะไร เพียงแต่แกนกลางและหัวใจของแนวทางอย่างที่ตัวเองยึดและทำอยู่ คือ หาสิ่งดีๆ ที่เค้าทำมาเป็นแกนหลักเพื่อเป็นพลังให้เค้าได้ทำสิ่งที่ดีๆ นั่นต่อ และให้เค้ารู้สึกปลอดภัยและกล้าที่จะเรียนรู้ และกล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ได้ทำผิดพลาดไป และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง โดยไม่ได้เปลี่ยนเพราะโดนบังคับให้ทำหรือให้เชื่อในสิ่งที่อาจารย์บอกเท่านั้น
และอีกอย่างที่ตัวเองเชื่อเหลือเกินว่า คำที่มักพูดกันติดปากว่า "ก็มันเป็น Common sence ก็ควรรู้สิ ทำไมเรื่องง่ายๆ อย่างนี้ถึงไม่รู้นะ" ก็คงต้องยอมรับอย่างหนึ่งนะคะว่า การเรียนรู้หรือการเข้าใจในเรื่องเดียวกัน ของคนแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกัน ไม่เท่ากัน มันคงขึ้นกับว่าคุณจะใช้เกณฑ์ไหนกับใคร แต่เชื่อคะว่าการใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมดในทุกสถานการณ์ และในทุกคนนั้น คงทำไม่ได้ตลอดไปแน่ๆ คะ
พูดมาเสียยืดยาว ก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะว่า แนวทางที่ตัวเองเชื่อและกำลังปฎิบัติอยู่จะดี/ไม่ดี ถูก/ผิด ก็ไม่แน่ใจคะ แต่อยากลองในความเชื่อนี้ดูบ้าง ท่านผู้อ่านท่านไหนมีแนวคิดหรือความคิดเห็นอย่างไร แนะนำกันเข้ามาบ้างนะคะ ......................
เก่งจังเลยค่ะ
อยากให้อาจารย์ในคณะได้มาอ่านเยอะๆ เผื่อว่าจะเกิดไอเดียอะไรดีๆ ใหม่ๆ อย่างนี้ เพื่อช่วยกันสร้างโรงเรียนทันตแพทย์แสนสุขของเรา
เอ! แต่ถ้าพี่เอาไปทำบ้าง เด็กๆเค๊าจะตกใจไหมเนี่ย (อุอุ)
ขอขอบพระคุณท่าน อ. beeman , ผศ.ดร. วิบูลย์ วัฒนาธร , "สายลมที่หวังดี" และ Ninko มากนะคะ ยินดีและดีใจอย่างยิ่งคะที่ทุกท่านเข้ามาอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็นกัน
อันที่จริงเรื่องเหล่านี้ทุกท่านก็คงทำกันอยู่แล้วนะคะเพียงแต่รูปแบบและวิธีการที่ทำอาจแตกต่างกันไปตามคาแร็กเตอร์ของแต่ละคนคะ เพียงแต่สิ่งที่ตัวเองทำอยู่นี้มันเกิดจากการได้ฉุกคิดจากเสียงสะท้อนของเด็กนิสิตก็เลยอยากเอามาแชร์กับทุกคนน่ะคะ
ก็ต้องขอบคุณทุกเสียงที่ให้ความคิดเห็นกันมานะคะ
ขอบคุณ คุณ คนึง ตรงต่อกิจ มากๆ นะคะ ที่ชม มีกำลังใจทำงานเต็มล้านเลยคะ .... สู้สู้...555
ขอบคุณครั้งที่ล้านนะคะ............
ได้อ่านของพี่ tipแล้วต้องตกใจจริงๆๆว่าเราก็ป็นอาจานก็คิดแบบนี้น่าจะเกือบเก้าสิบ%แหละครับเราว่ามันเป็นธรรมชาติของคนอะ แต่ก็ต้องกลับว่าคิดว่าใจเค้าใจเราบ้างก็ดีนะ แต่ยังไงก็ยังเป็นกำลังใจให้เขียนบทความดีๆอย่างงี้ให้ได้อ่านต่อไปนะครับ ยังไงก็ชขอให้ได้ไปเรียนซากทีนะครับบบบ อิอิอิอิอิอิอิอิอ คิดถึงนะจ๊ะ ……………………….
ขอบใจมากนะจ๊ะ คุณ อ.หมอ tunster ที่อุตส่าห์ยังมีเวลาเข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นไว้ (ว่าแต่งานตัวเองเสร็จแล้วหรอ.......555)
ปล.กำลังพยายามอยู่จ้า ก็อยากตามไปเรียนด้วยจะแย่แล้ว.....คิดถึงเช่นกันจ้า........
ขอเป็นอีกเสียงที่สนับสนุนความคิดนี้
ทำต่อไปนะจ๊ะ จะเป็นกำลังใจให้จ้า
ชอบประโยคนี้จัง "หมอ ไหนลองบอกอาจารย์ซิว่า วันนี้หมอทำอะไรดีๆ บ้าง"
แต่ขอเพิ่มอีกนิด เราควรถามตัวเองด้วย
"วันนี้เราทำอะไรดีๆบ้าง"
ขอบคุณ คุณ The Kop มากนะคะที่ติดตามอ่านอยู่ตลอด และขอบคุณทั้งข้อคิดเห็นและกำลังใจ (อันนี้ขอบคุณเป็นพิเศษเลยคะ)
เอ!!! ว่าแต่ "วันนี้เราทำอะไรดีๆ บ้างนา" ..........คิดๆๆๆ ค่า
อาจานทิพย์ไปสอบมายังอะครับ ขอเป็นกำลังใจให้สอบได้เร็วๆๆๆๆๆๆๆ แล้วมาช่วยอ่านpaperด้วยนะคราบบบบบบบบบบ กองเป็นภูเขาแล้ว แล้วก็อยากอ่านอันใหมาของจานทิพย์แล้วอะครับไม่มีไรเด็ดๆมาให้อ่านอีกหรือครับ อิอิอิอิอิอิ จากแฟนคลับหนูทิพย์คราบบบบบบบบบ
สวัสดีจ้า อ.ตุลย์ อย่ากดดันสิจ้า ตอนนี้ก็เครียดจะแย่แร้ว..... (กินไม่ได้นอนไม่หลับเลยนะ....ฮือๆๆ)
ตอนนี้ไม่มีอะไรจะเขียนแหละ อดใจรอหน่อยแล้วกันนะ (ของดีต้องอดทนรอนานหน่อย....555....ก็ว่าไป)
ว่าแต่ อ.ตุลย์ ก็มี Blog ของตัวเองด้วยหรอ แวบเข้าไปอ่านแล้ว สำนวนการเขียนเนี้ยอ่านปุ๊ปนึกหน้า เห็นภาพคนเขียนเลยนะจ้า.... ว่างๆ จะเข้าไปแลกเปลี่ยนน้า
อ.ตุลย์ ก็ตั้งใจเรียนนะจ้า........เป็นกำลังใจเช่นกันเน้อ....สู้สู้ สู้ตาย.......
ลองเข้ามาแวะเยี่ยมเยียน เลยได้มาอ่านอะไรดีกะเค้าด้วยเหมือนกัน ที่ม.ช. ก็มีคนเคยเสนออะไรแบบนี้เหมือนกัน เป็นการพูดในวงเล็กๆสองสามคนที่ไม่ได้มีหน้าที่ไปเช็คงานคลินิก ได้แต่ฝัน(ฝันตุ้ยเอาเอง) หากไปเสนอมีหวังเขาคงหาว่าเราเพี้ยน เพราะ หากลองจินตนาการบรรยากาศตอนเช็คงาน เหมือนอยู่ในสนามรบ แต่พอหมดเวลาสงครามก็ค่อยเจรจากันดีๆ ว่าวันนี้ได้ทำดีอะไร พรุ่งนี้เราค่อยทำสงครามกันใหม่
อยากจะชี้ชวนมอง และขอย้ำค่ะว่า การเป็นครูผู้เกื้อหนุน ต้องกระทำในทุกย่างก้าวของการเป็นครู
ชื่นชมในวิธีคิด positive approach มากๆค่ะ ที่ดูเหมือนจะเป็นบทเรียนหนึ่งในวิชา commune แต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตเราๆได้ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ นอกจากทำให้เรามีความสุขแล้ว ยังทำให้คนรอบข้างมีความสุขอีกด้วย
หากการได้เริ่มทำอะไรเล็กๆ นำไปสู่การเปลี่ยนวิธีคิดต่อไป น่าจะเกิดอานิสงห์ไม่น้อยเนอะ
สวัสดีค่า อ.อ้อ
ขอขอบพระคุณ อ.อ้อ มากนะคะ และยินดีมากๆ คะที่อ.อ้อ เข้ามาอ่านและร่วมแสดงความคิดเห็นไว้
และขอขอบพระคุณอย่างสูงคะ สำหรับข้อชี้ชวนมองที่ว่า "การเป็นครูผู้เกื้อหนุน ต้องกระทำในทุกย่างก้าวของการเป็นครู"
สำหรับตัวหนูเองนะคะ ทุกย่างก้าวที่กำลังเดินอยู่ พยายามอย่างยิ่งคะที่จะเป็น "ครู" ให้ได้ (ย้ำเช่นเดียวกันคะว่า ไม่ใช่อาจารย์แต่เป็น ครู ) และจะพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ คะ จะพยายามลองคิด ลองหาแนวทางที่จะเหมาะกับทั้งตัวนิสิตและเหมาะกับตัวเอง เพื่อให้เอื้อต่อการเรียนรู้ที่สุดคะ
ขอขอบพระคุณ อ.อ้อ อีกครั้งนะคะ
อาจานทิพย์ ช่วงงี้ไม่เห็นเขียนไรให้อ่านอีกเลยอะครับบบบบบบบบบ อยากอ่านอะ