ดนตรีอีสาน



ความเป็นมา | ดนตรีชิ้นแรกของโลก | อิทธิพลเสียงแคน | แคนในพงศาวดาร | ลายแคน | เสียงแคน (โน๊ต) <div class="MsoNormal" align="center" style="margin: 0cm 0cm 0pt; line-height: 14pt; text-align: center"><hr width="100%" size="2"></div>
ประวัติความเป็นมาของแคน
คนเป็นชื่อเครื่องดนตรีพื้นเมืองภาคอีสานที่เก่าแก่มีมาแต่โบราณ แคนเป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ปากเป่าให้เป็นเพลงใครเป็นผู้คิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีที่เรียกว่า “แคน” เป็น คนแรก และทำไมจึงเรียกว่าแคน” นั้น ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนยืนยันได้ แต่ก็มีประวัติที่เล่าเป็นนิยายปรัมปราสืบต่อกันมา ดังต่อไปนี้หญิงหม้ายผู้คิดประดิษฐ์ทำแคน

               
าลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีพรานคนหนึ่งได้ไปเที่ยวล่าเนื้อในป่า เขาได้ยินเสียงนกกรวิก (นกการเวก)ร้องไพเราะจับใจมาก เมื่อกลับมาจากป่าถึงบ้านจึงได้เล่าเรื่องที่ตัวเองไปได้ยินเสียงนกกรวิกร้องด้วยเสียงไพเราะนั้นให้แก่ชาวบ้าน เพื่อนฝูงฟังในจำนวนผู้ที่มาฟังเรื่องดังกล่าวนี้มีหญิงหม้ายคนหนึ่งเกิดความกระหายใคร่อยากจะฟังเสียงร้องของนกกรวิกยิ่งนักจึงได้พูดขอร้อง ให้นายพรานล่าเนื้ออนุญาตให้ตนติดตามไปในป่าด้วยเพื่อจะได้ฟังเสียงร้องของนก ตามที่นาย พรานได้เล่าให้ฟังในวันต่อมาครั้นเมื่อนายพรานล่าเนื้อได้พาหญิงหม้ายดั้นด้นไปถึงในป่า จนถึงถิ่นที่นกกรวิก และนกเหล่านั้นก็กำลังส่งเสียงร้องตามปกติวิสัยของมันนายพรานก็ได้กล่าวเตือน หญิงหม้ายให้เงี่ยหูฟังว่า
               
นกกรวิกกำลังร้องเพลงอยู่ สูเจ้าจงฟังเอาเถอะ เสียงมันออนซอนแท้แม่นบ่”
               
หญิงหม้ายผู้นั้นได้ตั้งใจฟังด้วยความเพลิดเพลิน และติดอกติดใจในเสียงอันไพเราะของนกนั้นเป็นยิ่งนัก ถึงกับคลั่งไคล้ใหลหลง รำพึงอยู่ในใจตนเองว่า
               
เฮ็ดจั่งได๋นอ จั่งสิได้ฟังเสียงอันไพเราะ ม่วนชื่นจับใจอย่างนี้ตลอดไป ครั้นสิคอยเฝ้า ฟังเสียงนกในถิ่นของมัน ก็เป็นแดนดงแสนกันดารอาหารก็หายาก หมากไม้ก็บ่มี”จึงได้คิดตัดสิน แน่วแน่ในใจตนเองว่า
               
เฮาสิต้องคิดทำเครื่องบังเกิดเสียง ให้มีเสียงเสนาะไพเราะออนซอนจับใจ ดุจดังเสียง นกกรวิกนี้ให้จงได้”                 เมื่อหญิงหม้ายกลับมาถึงบ้านก็ได้คิดอ่านทำเครื่องดนตรีต่าง ๆ ทั้งเครื่องดีด สี ตี เป่า หลาย ๆ อย่างก็ไม่มีเครื่องดนตรีชนิดใดมีเสียงไพเราะวิเวกหวานเหมือนเสียงนกกรวิก ในที่สุดนางได้ไปตัดไม้ไผ่น้อยชนิดหนึ่ง เอามาประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นเครื่องเป่าชนิดหนึ่งแล้วลองเป่าดู ก็รูสึก ค่อนข้างไพเราะ จึงได้พยายามดัดแปลงแก้ไขอีกหลายครั้งหลายคราจนกระทั่งเกิดเป็นเสียงและ ท่วงทำนองอันไพเราะเหมือนเสียงนกกรวิกจนในที่สุดเมื่อได้แก้ไขครั้งสุดท้ายแล้วลองเป่าก็รู้สึก ไพเราะออนซอนดีแท้จึงคิดที่จะไปทูลเกล้าถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้ทรงทราบ
               
ก่อนที่จะได้เข้าเฝ้านางก็ได้เพียรพยายามปรับปรุงแก้ไขเสียงดนตรีของนางให้ดีขึ้นกว่า เดิมและยังได้ฝึกหัดเป่าเป็นท่วงทำนองต่าง ๆ จนมีความชำนาญเป็นอย่างดี
               
ครั้นถึงกำหนดวันเข้าเฝ้านางก็ได้เป่าดนตรีจากเครื่องมือที่นางได้คิดประดิษฐ์ขึ้นนี้ ถวาย เมื่อเพลงแรกจบลงนางจึงได้ทูลถามว่า
               
เป็นจั๋งได๋ ม่วนบ่ข้าน้อย”
               
พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ตรัสตอบว่าเออ พอฟังอยู่”
               
นางจึงได้เป่าถวายซ้ำอีกหลายเพลง ตามท่วงทำนองเลียนเสียงนกกรวิกนั้น เมื่อจบถึงเพลงสุดท้าย พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทรงตรัสว่าเทื่อนี่แคนแด่” (ครั้งนี้ ดีขึ้นหน่อย)
               
หญิงหม้ายเจ้าของเครื่องดนตรี จึงทูลถามว่าเครื่องดนตรีอันนี่ควรสิเอิ้นว่าจั่งได๋ ข้าน้อย” (เครื่องดนตรีนี้ ควรจะเรียกว่าอย่างไรพระเจ้าข้า)
               
พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงตรัสว่าสูจงเอิ้นดนตรีนี้ว่าแคน”ตามคำเว้าของเฮา อันท้ายนี้สืบไปเมื่อหน้าเทอญ” (เจ้าจงเรียกดนตรีนี้ว่า “แคน”ตามคำพูดของเราตอนท้ายนี้ ต่อไปภายหน้าเถิด)
               
ด้วยเหตุนี้เครื่องดนตรีที่หญิงหม้ายประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้ไม้ไผ่น้อยมาติดกันใช้ปากเป่าจึงได้ชื่อว่าแคน”มาตราบเท่าทุกวันนี้นี่เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมาไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอน                บางท่านก็สันนิษฐานว่า คำว่าแคน” คงจะเรียกตามเสียงเครื่องดนตรีที่ดังออกมาว่าแคนแล่นแคน แล่นแคน แล่นแคน”ซึ่งเป็นเสียงที่ดังออกมาจากการเป่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ แต่ บางคนก็มีความเห็นว่าคำว่า “แคน” คงเรียกตามไม้ที่ใช้ทำเต้าแคน กล่าวคือ ไม้ที่นำมาเจาะใช้ทำเต้าแคนรวมเสียงจากไม้ไผ่น้อยหลาย ๆ ลำนั้น เขานิยมใช้ไม้ตะเคียนซึ่งภาษาท้องถิ่นทางภาค อีสานเรียกว่าไม้แคน”แต่บางท่านก็ให้ความเห็นที่แตกต่างกันออกไป<div align="center">  <div align="center"><table border="1" cellpadding="0" class="MsoNormalTable" style="border: 2.25pt outset"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #ece9d8; padding: 0.75pt"> </td></tr></tbody></table></div></div>       ติดตามชมตอนต่อไป