วันที่ 1 ส.ค. 50 ผมเข้าร่วมประชุม คณะกรรมการพัฒนาวิธีการและหลักเกณฑ์คัดเลือกบุคคลลงตำแหน่งนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป     คณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งโดย รมต. กระทรวงสาธารณสุข    มี นพ. บรรลุ ศิริพานิช “เปาบุ้นจิ้นไทย” เป็นประธาน    

         เมื่อก่อนการแต่งตั้งลงตำแหน่งดังกล่าวเป็นอำนาจของปลัดกระทรวง     ซึ่งก็จะมี “อำนาจที่มองไม่เห็น” แต่ก็เห็นๆ กันอยู่      ทำหน้าที่ “คุณขอมา”    ผู้คนก็สยบยอม เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอำนาจ

         2 ปีที่ผ่านมา สมัย รมต. พินิจ จารุสมบัติ มีการนำระบบสอบ ที่เรียกกันเล่นๆ ว่า    “สอบจอหงวน” มาใช้     เห็นชัดว่า เป็นการเคลื่อนสู่ระบบความรู้ความสามารถเป็นหลัก   

ใ         ช้มา 2 ปี เสียงบ่นดังหนาหูขึ้น    ว่าทำให้มีการข้ามผู้อาวุโส    ไม่ยุติธรรม    ท่าน รมต. รับฟังเสียงบ่น จึงตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้น

         ผมชอบใจหลักการที่ผู้ใหญ่รับฟังเสียงร้องทุกข์ ที่ฟังดูมีเหตุผล     จึงยอมรับเป็นกรรมการ แม้งานจะล้นท่วมตัว    

         ผมคิดไว้ล่วงหน้า ตอนออกไปวิ่งออกกำลังเมื่อเช้า ว่าหลักการที่สำคัญคือ
1. ยึดหลักผลประโยชน์ส่วนรวม/ของประเทศ เหนือประโยชน์ส่วนบุคคล
2. พิจารณาคุณสมบัติหลายๆ อย่างประกอบกัน    อาวุโสก็เป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งไม่ใช่เอาแต่คะแนนสอบอย่างเดียว     แต่ก็ต้องดูว่าอาวุโสแบบไหน    ถ้าอาวุโสแบบก่อผลลบ ก็ยิ่งได้คะแนนลบหรือศูนย์     แต่ถ้าอาวุโสในลักษณะที่จะก่อผลดี ก็ให้คะแนนด้วย
3. ไม่มีคะแนน “ผู้ใหญ่ฝาก”     ให้เป็นไปตามคุณสมบัติจริงๆ    

               เรากำลังเคลื่อนสังคมไทย จาก “สังคมพวกใครพวกมัน”   สู่สังคม “ความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ส่วนรวม”     พอไปร่วมประชุมคณะกรรมการเข้าจริง ก็พบว่ามีการศึกษาข้อมูลเรื่องนี้มาแล้วอย่างดีทีเดียว     ท่านประธานได้ขอเอกสารมาแจก    เป็นเอกสารจากการหารือโดย รมช. มรกต,  นพ. วิชัย โชควิวัฒน์,  รองปลัดมานิตย์  และ นพ. ปัญญา     และเชิญหัวหน้าคณะทำงานศึกษาข้อมูลในเรื่องนี้ คือ นพ. ปัญญา สอนคม มาให้ข้อมูลและความเห็น

         ผมฝึกวิชา macroanalysis มาจาก ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต     จึงถามหาข้อมูลเชิง macro 2 ข้อ
1. ระบบใหม่ที่ใช้มา 2 ปี   กับระบบเก่าที่ใช้มานาน    อันไหนได้คนที่เหมาะสมมาทำงานมากกว่า
2. ระบบใหม่ที่ใช้มา 2 ปี    มี error สักกี่ %    ขอตัวเลขเชิงประมาณ  

         รองปลัดฯ นพ. กิตติศักดิ์ กลับดี ตอบคำถามข้อแรก ว่าระบบใหม่ดีกว่าระบบเก่าอย่างชัดเจน    เป็นระบบคุณธรรมมากกว่า    แต่ยังมีจุดบกพร่องในวิธีดำเนินการอยู่บ้าง 
  
         ผมอ่านระหว่างถ้อยคำ ว่า error ของระบบใหม่มีแน่ๆ   แต่ไม่น่าจะถึง 10%         

               ระหว่างนั่งประชุมคณะกรรมการ     ผมแว้บขึ้นมาว่า      เรากำลังทำงานภายใต้ระบบที่ไม่สมบูรณ์     มีความบกพร่องเชิงโครงสร้างอยู่     คือเราอยู่ในระบบปิรามิด     การเลื่อนขั้นสู่ระดับสูงต้องควบไปกับตำแหน่งบริหาร     ผมมองว่าโครงสร้างที่ดีกว่าคือระบบยอมรับผลงานหลายแบบ    การเลื่อนขั้นผ่านตำแหน่งบริหารก็ให้คงอยู่     และให้มีการเลื่อนขั้นผ่านผลงานด้านบริการและวิชาการด้วย     รูปของโครงสร้างก็จะเป็นคล้ายๆ ทรงกระบอก ที่ฐานกว้างหน่อย ยอดสอบเข้าไปหน่อย     แต่ไม่สอบเข้าไปอย่างปิรามิด      

         ชีวิตของคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง     ในหลายกรณี เราทำงานอยู่ภายใต้ระบบ หรือโครงสร้างใหญ่ ที่บกพร่องอยู่ โดยเราไม่รู้ตัว     เราจึงต้องทำงานหนัก แต่ได้ผลน้อย โดยเราไม่รู้ตัว     เป็นการทำงานหนักจากการกดทับโดยระบบที่บกพร่อง   

         นพ. ดำรงค์ บุญยืน ให้ความเห็นว่า วิธีใหม่เป็นวิธีการสอบ competency (สมรรถนะหลัก – กพ. กำหนดไว้ 12 ข้อ) เพื่อให้ได้ competency – based worker     ผู้เป็นกรรมการสอบต้องเข้าใจ competency ของตำแหน่งที่สอบ   

         มีการพูดกันว่า กฎหมายกำหนดให้อำนาจการแต่งตั้ง ซี 9 เป็นของปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นข้าราชการประจำ     การที่ รมต. แต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ และเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ    จึงอาจมองว่าเป็นการที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาก้าวก่ายอำนาจของข้าราชการประจำ     เป็นอีกมิติหนึ่งของประเด็นที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน

         ผมจึงให้ความเห็นว่ากรรมการชุดนี้น่าจะให้ความเห็นเชิงนโยบายต่อรัฐมนตรี เท่านั้น     ส่วนเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการต้องยกให้ทางปลัดกระทรวงตั้งกรรมการขึ้นพัฒนาเอง     และนโยบายสำคัญก็คือ ใช้ระบบคุณธรรม เพื่อ (1) ผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย อันเป็นผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม  และ (2) รักษาขวัญ กำลังใจ ของผู้ปฏิบัติงาน อันเป็นผลประโยชน์ของบุคคล     โดยให้น้ำหนักข้อแรก 2 ส่วน  และให้น้ำหนักข้อ 2 หนึ่งส่วน    

         ผมอยู่ร่วมประชุมได้เพียงครึ่งเวลาก็ต้องออกไปประชุมคณะกรรมการบริหารแผน คณะ 3  ของ สสส.

วิจารณ์ พานิช
1 ส.ค. 50