เมื่อยิ่งคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตก็พบว่า เราได้ปล่อยให้โอกาสที่จะทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทีดีๆ กับตัวเอง กับพ่อกับแม่ กับครอบครัว กับญาติสนิทมิตรสหาย ผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ทันได้คิด ไม่ทันได้ใส่ใจ ไม่ทันได้ทำอะไรมากมายจริงๆ

วันหนึ่งขณะผมกำลังขับรถออกจากบ้าน เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่บ้านเต็มเวลา ลูกๆ ผมเรียกท่านว่า “ป้าเจตน์” เดินผ่านหน้าบ้านจะออกไปปากซอยพอดี ผมจึงชวนป้าเจตน์ขึ้นรถไปด้วยกัน ผมอาสาจะไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ไปเรียกแท็กซี่ที่ถนนใหญ่ รถประจำทาง หรือไปลงที่ไหนที่ผมจะผ่าน

เมื่อป้าเจตน์ขึ้นมานั่งในรถได้คุยกันแล้วจึงทราบว่าป้าเจตน์จะไปซื้อของไปสกลนครเพื่อไปสอนวิธีทำอาหารสำหรับคนป่วยให้กับญาติสามี

ความจริงพวกเราทราบมานานแล้วว่าป้าเจตน์เป็นคนชอบทำอาหารและมีฝีมือด้านการทำอาหาร ทุกคนในครอบครัวผมได้กินอาหารฝีมือป้าเจตน์บ่อยๆ บางครั้งป้าก็ยกมาให้ที่บ้าน บางครั้งก็เรียกลูกผมให้ไปยกมา บางครั้งในวาระพิเศษก็เรียกไปช่วยทำและกินกันที่บ้านป้าเจตน์เลย อาหารที่กินก็ล้วนแต่เป็นอาหารที่สดที่ดีต่อสุขภาพด้วย บางครั้งป้าเจตน์ก็มาสอนภรรยาและลูกๆ ผมทำอาหารที่บ้านผม

เมื่อส่งป้าเจตน์ลงที่หน้าซุปเปอร์มาร์เกตที่ผมผ่านพอดีแล้ว ผมก็ขับรถต่อไปพลางคิดไปพลางว่า ถ้าเป็นผม ผมคงจะไม่ทำอย่างป้าเจตน์ เพราะคิดว่าที่ไหนๆ เขาก็มีนักโภชนาการ มีหมอ มีพยาบาลดูแลคนป่วยอยู่แล้ว

แต่ป้าเจตน์ลงทุนลงแรงลงเวลาเดินทางไปกลับกว่าพันกิโลเมตร เพื่อไปสอนให้อีกคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติสามีรู้จักวิธีทำอาหารสำหรับผู้ป่วย แสดงว่าตัวเองต้องมี “ความมั่นใจ” ในวิชาความรู้ของตัวเองว่าช่วยเหลือญาติคนนั้นได้ และไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ตัวเองถนัดสามารถทำได้นี้ผ่านไป นอกจากนี้ คนนั้นต้องมีความสำคัญสำหรับป้าเจตน์ ป้าเจตน์จึงตัดสินใจทำเรื่องนี้

และหากไม่คิดอะไรมากก็จะเห็นว่าเป็นการเดินทางของคนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ไปทำอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ธรรมดาๆ

แต่เรื่องที่ดูเหมือนธรรมดาๆ ที่ป้าเจตน์ทำไปอย่างเป็นธรรมชาติของคนธรรมดาๆ คนหนึ่งนี้ ทำให้ผมได้ฉุกคิดขึ้นมาว่า การดำเนินชีวิตประจำวันของคนธรรมดาแบบนี้แหละที่มีความหมายมาก

ประการแรก มันทำให้ผมได้เห็นว่า จริงๆ แล้วในสังคมของเรายังมีความรักความห่วงใยกันมากในครอบครัวและญาติมิตร ความรักความห่วงใยนี้ก่อให้เกิดพฤติกรรมดีๆ ของคนในสังคม

ประการที่สอง การกระทำที่เป็นไปอย่างธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมากในแผ่นดินนี้เป็น “ตัวอย่าง” ที่ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะคิด (หากเราได้หยุดสังเกต) และปฏิบัติสิ่งธรรมดาๆ แต่มีความหมายตามตัวอย่างดีๆ นั้น

ผมเคยอ่านเจอข้อคิดของท่านปัญญานันทะภิกขุที่ไหนสักแห่งว่า “ตัวอย่างนั่นแหละคือคำสอนที่ดีที่สุด” ผมคิดว่าข้อคิดนี้เหมาะกับคนที่เป็นพ่อแม่เป็นครูบาอาจารย์(อย่างเช่นผม)มาก

จากเรื่องและข้อคิดที่เล่ามา ทำให้ผมได้ฉุกใจคิดว่า ขณะที่เรากำลังคิดว่าตัวเองทำงานใหญ่และไม่ธรรมดา เรามักจะละเลย ไม่เห็นความสำคัญ ไม่ได้คิดไม่ได้ทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ธรรมดาๆ แต่มีความหมายมากแบบนี้(แบบที่ป้าเจตน์ทำ)ในชีวิตประจำวัน

และเมื่อยิ่งคิดทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในชีวิตก็พบว่า เราได้ปล่อยให้โอกาสที่จะทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทีดีๆ กับตัวเอง กับพ่อกับแม่ กับครอบครัว กับญาติสนิทมิตรสหาย ผ่านไปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ทันได้คิด ไม่ทันได้ใส่ใจ ไม่ทันได้ทำอะไรมากมายจริงๆ

โอกาสเหล่านั้นผ่านแล้วก็ผ่านเลย ต่อไปจะต้องหมั่นสังเกต ดักจับ ไม่ปล่อยให้โอกาสที่จะได้ทำเรื่องเล็กๆ ธรรมดาๆ แต่เป็นเรื่องที่ทำแล้วดี มีความหมายผ่านไปอีกง่ายๆ

ขอขอบคุณป้าเจตน์ที่สอนเรื่องนี้แก่ผม โดยป้าไม่ต้องพูดอะไรเลย!