ความประทับใจ
ได้ไปร่วมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ
“ภาษาไทยในเพลง”
ผมได้รับหนังสือเชิญ จากหอสมุดแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรีเฉลิมพระเกียรติ ตามเอกสารที่ วธ 0416.12/ จากการประสานงานของเจ้าหน้าที่ประจำหอสมุด ให้ผมนำลูกศิษย์ 2 คนไปร้องเพลงพื้นบ้าน ในการบรรยาย และในภาคบ่ายมีการขับร้องเพลงไทย และเพลงลูกทุ่ง โดยนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ (ดูเหมือนว่าทางผู้จัดจะเจาะจงนำมาเป็นพิเศษ)
วันทื่ 25 กรกฎาคม 2550 ผมเดินทางไปถึงหอสมุดแห่งชาติฯ ในเวลา 13.05 น. พร้อมด้วยลูกศิษย์ คือ หทัยกาญจน์ เมืองมูล และ รัตนา ผัดแสน 2 แม่เพลงคนดังของวงเพลงพื้นบ้าน โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา 1 เมื่อไปถึง ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ผู้จัดงานเป็นอย่างดี ต้องขอขอบพระคุณน้อง ๆ ทุกคนที่มีอัธยาศัยไมตรียอดเยี่ยมมาก สมกับที่ทำงานบริการห้องสมุด หลายคนกุลีกุจอจัดที่นั่งให้ผมและเด็ก ๆ อีก 2 คน พร้อมด้วยน้ำเย็นเจี๊ยบ 3 แก้ว (ชื่นใจ)
ในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาบ่ายและเป็นช่วงสุดท้ายของการประชุม ผมได้พบกับคนคุ้นเคยกันหลายคน เป็นต้นว่า ได้พบกับพี่สาวที่แสนดี จากกันมาเสียนาน พี่นิ่มนวล หาญทะนง ธำรง มาลาวงษ์ น้องละเอียด อาจารย์วรรณา แก้วกล้า แห่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ (เป็นพิธีกร) และท่านหัวหน้าห้องสมุด คุณทัศนีย์ เทพชัย (นามสกุลคนดัง) รู้สึกอบอุ่น ความจริงผมไม่ค่อยมีเวลาเลยในช่วงนี้ เพราะติดภารกิจหลาอย่าง โดย เฉพาะเตรียมศิลปะการแสดงไปในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 56 ที่จังหวัดชลบุรี จะต้องนำคณะเพลงอีแซว สายเลือดสุพรรณฯ ไปนำเสนอผลงานตลอด 3 วัน (31 ก.ค. 50 และ 1-2 ส.ค. 50) หากท่านมีโอกาสไปในงานพบกันที่เต็นท์ 8X8 ของ สพท. สพ. เขต 2 ได้ตลอดทั้ง3 วันครับ เด็ก ๆ ไปด้วยวันละ 12 คน (จะขอนำเอาความประทับใจในงานนี้มาเล่าทีหลัง)
เวลาประมาณ 13.15 น. พิธีการคนเก่ง อาจารย์วรรณา แก้วกล้า ก็เชิญนักร้องที่เป็นนักเรียนของแต่ละโรงเรียนขึ้นไปร้องเพลงไทยบนเวทีตามลำดับ ผมนับคร่าว ๆ น่าจะประมาณ 10 โรงเรียน มีนักร้อง ประมาณ 12-15 คน เมื่อจบบทเพลงในแต่ละเพลง พิธีกรก็จะสรุปประเด็นสำคัญที่มีความเด่นชัดของการนำเอาภาษาไทยเข้ามาใช้ในเพลง เป็นต้นว่า คำคม คำที่มีคติ คำคล้องจอง คำเปรียบเปรย คำสอน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ฟังได้รับ จนถึงเวลาประมาณ 15.15 น. พิธีกรประกาศให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมทราบว่า ต่อไปนี้จะเป็นการร้องเพลงพื้นบ้านของนักเรียนที่มีผลงานชนะเลิศจากรายการโทรทัศน์ 2 คน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ชำเลือง มณีวงษ์ (ปัจจุบันต้องเรียกว่าครู นะครับ) และพิธีกรก็เชิญผมขึ้นไปบนเวที
เราได้เสวนากันในช่วงเวลาอันสั้น ประมาณ 10 นาที ความจริงผมมีสิ่งที่จะกล่าวเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย และภาษาไทยในเพลงอีกมากมาย แต่บทบาทที่ผมไปร่วมกิจกรรมไม่ตรงกับสิ่งที่อยากนำเอาไปให้ (ผมอยากจะบอกทุกคนว่า เพลงพื้นบ้านยังน่าพิสมัยอยู่มากครับ) ผมได้กล่าวชื่นชมนักเรียนทุกคนที่ขึ้นมาร้องบนเวที เด็ก ๆ เขาเก่งกันทุกคน ครับ เสียงดี ลีลาท่าทางสวยงาม น่าสนใจ แต่ ณ วันนี้เพลงลุกทุ่งไม่เฟื่องฟูเหมือนอย่างเมื่อ 20 ปีก่อนเสียแล้ว
นักร้องเพลงลูกทุ่งที่มีเพลงดัง มีชื่อเสียง เก่งคนเดียวยืนหยัดอยู่บนเวทีไม่ได้ จะต้องสังกัดค่ายเพลง ร้อยเวที พันคนร้องที่ได้รับการยอมรับในที่ต่าง ๆ เกือบทุกคนถึงทางตัน ไม่มีที่ไป จำเป็นต้องเข้าไปสังกัดวงดนตรีในท้องถิ่น หารายได้ในการแสดงงานเลี้ยงสังสรรค์ไปตามยุค น่าเสียดายความสามารถ (สื่อความบันเทิงบุกมาถึงบ้านคนดูทุกหัวระแหงเสียแล้ว)
ที่บนเวทีการเสวนา ภาษาไทยในเพลง มียุ้ย-รัตนา ผัดแสน กับ อิม-หทัยกาญจน์ เมืองมูล ร้องเพลงพื้นบ้านชื่อ “ตำนานเพลงแหล่” ผมเขียนบทร้องมีความยาว 44 บรรทัด ใช้เวลาร้อง 7 นาที จบแล้ว ยุ้ย ร้องเพลง สุดท้ายที่กรุงเทพฯ (ร้องได้ดีมาก ๆ ) ส่วนอิม ร้องเพลงโรง แรมใจ ก็ได้รับเสียงปรบมือดังลั่นห้องประชุม ทั้ง 2 เพลง (ได้รับดอกไม้และรางวัลกันมาด้วย)
เมื่อจบเสียงร้องของน้องอิม พิธีกรเชิญประธาน หัวหน้าห้องสมุด กล่าวสรุปในภาพรวม และมอบรางวัลให้นักเรียน พิธีกรเชิญนักร้องทั้งหมดถ่ายภาพร่วมกัน เด็ก ๆ เขายิ้มแย้มแจ่มใส พูดคุยกันอย่างสนิทสนม เด็ก ๆ หลายคนมายกมือไหว้ กล่าวคำอำลาผมที่ห้องประชุม ผู้เข้า ร่วมสัมมนาต่างแยกย้ายกันกลับบ้านพัก (งานเลี้ยงมีเลิกรา)
แต่สำหรับตัวผม ยังจะต้องคิดต่อไปอีกว่า เด็ก ๆ ที่เสียงดี ๆ (ตรึงอยู่ในหัวใจคนฟัง)เหล่านั้น เขาควรที่จะเดินทางไปสู่ประตูแห่งความสำเร็จได้อย่างไร ใครจะเป็นผู้จุดแสงสว่างที่แท้จริงให้พวกเขา เพราะเด็ก ๆ เหล่านั้นคือ ยอดนักเพลงรุ่นเยาว์ หากจะย้อนตำนานไปร้องเพลงพื้นบ้านแบบเก่า ก็หาจุดขายได้ยาก หรือจะไปสู่เพลง “ฮิพฮอพ” ของต่างชาติ ไปได้แน่ แต่ว่า ใครเล่าจะยืนหยัดรักษาเอกลักษณ์ไทย ภาษาที่ไพเราะของเราใครจะรักษาไว้ในเพลง
(ชำเลือง มณีวงษ์ / พบกันในตอนต่อไป ความประทับใจ (2) งานศิลปหัตถกรรม ที่ชลบุรี)
ขอบคุณ ครับ ninimaya