ท่ามกลางค่านิยมแห่งการบริโภคของสังคมเมืองที่แผ่เข้าไปถึงชนบทจนหมดสิ้นแล้วนั้น วงจรหนี้สินกำลังเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินครอบครัว ชุมชนและแพร่ขยายความรุนแรงมากขึ้นทุกวี่วัน ผู้บันทึกมีตัวเลขที่จัดเก็บมาจากหมู่บ้านด้วยกระบวนการ PRA และพบว่า เกษตรกรกลุ่มที่มีฐานะปานกลางมีเงินคงเหลือต่อปีประมาณ 5,000 บาท แต่มียอดหนี้สินจำนวน 122,000 บาทต่อครอบครัว ส่วนคนยากจนในชุมชนนั้น มีเงินติดลบ 9,000 บาทและยังมียอดหนี้สินอีก 42,000 บาทต่อครอบครัว

ในชีวิตการทำงานของเราพบกันบ่อยที่มีการแสดง เจตนาดีแต่กลับเกิดผลร้าย หรือ ประสงค์ดีแต่ผลกลับเกิดในทางที่เสียหาย มากน้อยแล้วแต่กรณีไป สิ่งที่ผู้บันทึกจะกล่าวต่อไปนี้ก็คือการแก้ปัญหาชนบท ทุกยุคสมัยมักจะกล่าวกันว่าความยากจนนั้นเกิดจากปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งคือการที่เกษตรกรไม่มีเงินในการลงทุนทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการเกษตรรัฐก็ตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือที่เราคุ้นกันดีในชื่อ ธกส.  

หลังจากนั้นก็มีสหกรณ์การเกษตร ซึ่งเสนอให้เกษตรกรสมัครเป็นสมาชิกมีกิจกรรมหลายประการรวมทั้งการกู้เงินเพื่อการลงทุนการเกษตร ขึ้นกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ต่อมาก็มีกองทุนในระดับหมู่บ้านที่เรียก กข.คจ. หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บักสองแสนแปด ขึ้นกับกรมการพัฒนาชุมชน วัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรที่ยากจนในชุมชนมาแสดงตัวกู้เงินไปทำกิจกรรมต่างๆเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว  

ที่ฮือฮา สุดสุด และยังเป็นกรณีที่หยิบมาพูดคุยกันไม่จบคือ กองทุนหมู่บ้าน หรือเงินล้านของรัฐบาลชุดที่แล้วทั้งชื่นชมและก่น เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่เข้าไปให้ชาวบ้านบริหารงานกันเอง ดีก็ดีไป หากไม่ดีก็จะทำให้ชุมชนพังได้ 

นอกจากนี้ก็มีแหล่งเงินอีกหลายแหล่งที่ถูกตั้งขึ้นในชุมชนเช่น กลุ่มออมทรัพย์ของหน่วยงานต่างๆทั้งรัฐและเอกชน กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน และธนาคารชุมชนที่เพิ่งจะเข้าไป ไม่นับธนาคารพาณิชย์ และแหล่งเงินกู้นอกระบบที่ยังมีบทบาทที่สำคัญอยู่ในปัจจุบัน หรือกองทุนเพื่อเกษตรกรของหน่วยงานรัฐต่างๆอีก เช่น กองทุนเพื่อการปฏิรูปที่ดิน ของ สปก. 

โดยภาพรวมเช่นนี้ น่าจะกล่าวได้ว่าชนบทกล่าวไม่ได้อีกแล้วว่าไม่มีแหล่งเงินเพื่อการลงทุนการเกษตร ตรงข้ามมีมากเกินไปเสียด้วยจนเกิดการกู้ที่นอกเหนือวัตถุประสงค์เดิมที่เพื่อการลงทุนทางการเกษตรและกิจกรรมเพื่อเพิ่มรายได้ครอบครัว เหลือแต่ว่า บริหารจัดการกันอย่างไร ซึ่งนี่แหละคือปัญหาในปัจจุบันที่ก่อให้เกิดผลเสีย เพราะท่านเกษตรกรจำนวนมากมิได้กู้เงินไปตามวัตถุประสงค์ หรือมิได้กู้เพื่อการลงทุน หรือเป็นหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ Non Profit Loan  

ท่ามกลางค่านิยมแห่งการบริโภคของสังคมเมืองที่แผ่เข้าไปถึงชนบทจนหมดสิ้นแล้วนั้น วงจรหนี้สินกำลังเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินครอบครัว ชุมชนและแพร่ขยายความรุนแรงมากขึ้นทุกวี่วัน ผู้บันทึกมีตัวเลขที่จัดเก็บมาจากหมู่บ้านด้วยกระบวนการ PRA และพบว่า เกษตรกรกลุ่มที่มีฐานะปานกลางมีเงินคงเหลือต่อปีประมาณ 5,000 บาท แต่มียอดหนี้สินจำนวน 122,000 บาทต่อครอบครัว ส่วนคนยากจนในชุมชนนั้น มีเงินติดลบ 9,000 บาทและยังมียอดหนี้สินอีก 42,000 บาทต่อครอบครัว 

ยอดเงินกู้เหล่านี้มาจากกองทุน และแหล่งเงินกู้ในชุมชนนั้นเอง หากกลับไปดูว่าทำไมจึงเป็นหนี้สินกันมากมายขนาดนี้ พบว่า

  • เป็นการกู้เงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ก่อเกิดรายได้ พูดอีกทีคือ ไม่ได้ใช้เงินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนต่างๆนั้น เช่นที่ทราบกันดีคือ บอกกู้มาลงทุนการเกษตร แต่มาซื้อรถมอเตอร์ไซด์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
  • ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ค่าปุ๋ยเคมี ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าจ้างแรงงาน ฯลฯ
  • การลงทุนซ้ำเพราะประสบความล้มเหลวในการลงทุนครั้งแรกเพราะปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่มีอยู่ เช่น ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ราคาผลผลิตตกต่ำ โรคระบาด ฯลฯ

 แต่เมื่อเอาเหตุผลต่างๆมาจัดลำดับก็พบว่าการกู้เงินเพื่อไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ก่อเกิดรายได้มีจำนวนมากที่สุด โอ้พระเจ้าช่วย กล้วยปิ้ง..มันจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหนครับ นี่คือภาระที่รัฐจะต้องหยิบมาพิจารณาแก้ไขในระยะยาวต่อไป ส่วนผู้บันทึกรับเอาไปเต็มๆสำหรับงานใน Phase ต่อไปของโครงการ