ดีเดย์ 24 ก.ค.นี้ ใช้ 6 มาตรการสยบ 'บาท' แข็ง
เงินบาทอ่อนตัวรอรับมาตรการสกัดการแข็งค่าจาก ครม.ที่จะประกาศ 6 มาตรการในวันที่ 24 ก.ค.นี้      ปิดตลาดที่ 33.69-33.71 บาทต่อดอลลาร์ ระบุรอดูผล 2 สัปดาห์ ยังไม่อ่อนค่าพร้อมทบทวน "โฆสิต" ฟุ้งไม่ต้องกลัว   มีมาตรการอีกเยอะ ตั้งกรรมการติดตามบาททดแทนคณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อวันที่  23 กรกฎาคม 2550 ได้มีการประชุมคณะกรรมการทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งถือเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายก่อนปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตามที่พระราชบัญญัติทุนรักษาระดับกำหนดไว้ โดย       นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมเสนอให้ธนาคาร   แห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินสถานการณ์ค่าเงินบาท รวมทั้งเป็นเวทีการแสดงความเห็น  โดยต้องรายงานผลมายัง ธปท. และกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่อง หลังการปิดตัวของคณะกรรมการทุนรักษาระดับฯ นายฉลองภพกล่าวอีกว่า ที่ประชุมแบงก์ชาติรายงานว่า  เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แทรกแซงเงินบาทส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้น และมีแนวโน้มอ่อนลงอย่างมีเสถียรภาพ  ซึ่งมาตรการสกัดการแข็งค่าเงินบาทที่เตรียมประกาศใช้ก็จะทำให้ตลาดเกิดความต้องการเงินตราต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะดอลลาร์ แต่ ธปท. ต้องมีระบบบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผันผวน "ถ้าบริหารอย่างจริงจัง เงินบาทก็จะเห็นผล อย่างอาทิตย์ก่อนก็เห็นผล ถ้าบริหารเงินบาทให้เห็นผลตลาดก็จะมองในทิศทางเดียวกับเรา" นายฉลองภพระบุ นายฉลองภพยังกล่าวถึงกรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ระบุว่ารัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจลอยตัวเหนือปัญหาว่า กระทรวงการคลังดำเนินการอยู่แล้ว และจะคืนหนี้ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ โดยคาดว่าส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจะคืนหนี้ได้ในวงเงินกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งการชำระหนี้นั้นไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ กระทรวงการคลังอยากจะชำระก็ทำได้ทันที ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ด้วย ด้านนายสมหมาย  ภาษี  รมช.คลัง กล่าวว่า การเร่งรัฐวิสาหกิจคืนหนี้ได้ประสานงานกับรัฐมนตรีกระทรวงต้นสังกัดของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ แล้ว ส่วนจะทำได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีต้นสังกัดซึ่งการคืนหนี้ในส่วนธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิค) ไม่มีปัญหา จะมีเพียงหนี้ของธนาคารโลกกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ที่อาจมีเงื่อนไขบ้าง "คุยกันไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับรัฐมนตรีจะจัดการอย่างไร ถ้ายังไม่ทำรัฐมนตรี ก็สามารถเสนอเปลี่ยนคณะกรรมการ (บอร์ด) ได้ เพราะนี่เป็นเรื่องนโยบายของรัฐบาล เป็นเรื่องของชาติ"        นายสมหมายกล่าว ด้านนางธาริษา  วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะทยอยประกาศใช้ 8 มาตรการสกัดการแข็งค่าเงินบาทในเร็ว ๆ นี้ แต่บางมาตรการต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่น การขยายการถือครองดอลลาร์ของผู้ส่งออกจาก 120 วัน เป็น 360 วัน ส่วนการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นการหารือระหว่างภาคเอกชน กับสถาบันการเงิน

 ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ระดับค่าเงินบาทในตลาดนอกประเทศ (ออฟชอร์) ไม่มีผลต่อค่าเงินตลาดในประเทศ (ออนชอร์) เนื่องจาก 2 ตลาดแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่มีผลต่อจิตวิทยาผู้ส่งออกที่ไม่ทราบว่าจะต้องตั้งราคาขายสินค้าในตลาดใด จึงไปตั้งตามราคาตลาดนอกประเทศ แต่เมื่อมีมาตรการที่อนุญาตให้ผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (นอนเรสซิเดนท์) สามารถซื้อป้องกันความเสี่ยงตลาดในประเทศได้ จะส่งผลให้ค่าเงินบาททั้ง 2 ตลาดมีระดับใกล้เคียงกันวันเดียวกัน มีการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม (คศร.) โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังประชุมว่า การประชุม ครม. วันที่ 24 ก.ค.นี้ กระทรวงการคลังและ ธปท. จะเสนอมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดให้ที่ประชุม ครม. พิจารณา โดยมีประมาณ 6 มาตรการหลัก ๆ  ซึ่งหาก ครม. เห็นชอบคาดว่ากระทรวงการคลังจะประกาศใช้ได้ทันที      4 มาตรการ และอีก 2 มาตรการจะหารือเพิ่มเติมอีกครั้งภายใน 1 สัปดาห์  "อีก 2 เรื่องที่ต้องหารืออีกครั้งคือ การตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยที่ประชุมได้ให้สมาคมธนาคารไทย กับ ธปท.   ไปทำรายละเอียดร่วมกันอีกครั้งภายใน 7 วัน รวมถึงเรื่องการเอาเงินฝากเงินตราต่างประเทศไปชำระค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศโดยตรง ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติม จึงได้ให้ภาคเอกชนและ ธปท. ไปดูแลให้เสร็จภายใน 1 สัปดาห์เช่นกัน" นายโฆสิตกล่าวนายโฆสิตกล่าวอีกว่า กองทุนช่วยเอสเอ็มอีฯ จะเป็นในลักษณะกองทุนหมุนเวียน โดยได้แบ่งสัดส่วนการนำเงินสนับสนุนเปลี่ยนไป  จากเดิมที่เคยกำหนดว่า ธปท.และสมาคมธนาคารไทยองค์กรละ 2,500 ล้านบาท เป็น ธปท. จะสนับสนุนวงเงิน 2,700 ล้านบาท  ส่วนอีก 2,300 ล้านบาท สมาคมธนาคารไทยจะเป็นผู้สนับสนุน "หากมาตรการที่จะออกมาในครั้งนี้ยังดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพได้ไม่ดี ก็พร้อมออกมาตรการเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ต้องรอดูผลการใช้มาตรการเหล่านี้ก่อน ซึ่งคงไม่ถึงขั้นต้องมีการประเมิน เพราะผลของมาตรการจะฟ้องออกมาเอง แน่นอนเราเตรียมเอาไว้เยอะ ให้มีเครื่องมือเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็น แต่จำเป็นเมื่อไหร่ยังบอกไม่ได้" นายโฆสิตกล่าวส่วนกรณี ม.ร.ว.ปรีดิยาธรวิจารณ์ว่า รัฐมนตรีที่ดูแลเศรษฐกิจลอยตัวเหนือปัญหานั้น นายโฆสิตกล่าวว่า ไม่ทราบว่าใครวิจารณ์ว่าอย่างไร แต่การดูแลค่าเงินเป็นสงครามที่ยืดเยื้อ ต้องติดตามดูแลไปอีกนาน ไม่ใช่ศึก  ที่จะรบแล้วจบลงง่าย ๆ และการดูแลค่าเงินนั้นต้องเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วย เพื่อไม่ให้ออกนอกกรอบจนเกินไปนายโฆสิตกล่าวอีกว่า ในที่ประชุมยังมีการเสนอมาตรการลงทุนในต่างประเทศผ่านตลาดหุ้น ซึ่งมาตรการนี้จะยังไม่เสนอ ครม.  แต่วันที่ 24 ก.ค. ภาคเอกชนที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจะหารือร่วมกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และนำเสนอรายละเอียดเข้าหารือข้อสรุปร่วมกันอีกครั้งในการประชุม คศร. วันที่ 6 ส.ค. ซึ่งกรอบเดิมกำหนดเพดานเอาไว้ว่า ให้นำเงินไปลงทุนได้ถึง 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันยังมีการอนุญาตเพียง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งคาดว่าคงมีการผ่อนปรนวงเงินลงทุนให้ทำได้มากขึ้นส่วนนายฉลองภพกล่าวว่า ภาคเอกชนได้เสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขอคืนภาษี เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา มีความล่าช้า เพราะกรมศุลกากรเพิ่งเปลี่ยนมาใช้พิกัดฮาร์โมไนซ์ซึ่งกระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็ว โดยที่ประชุมเอกชนก็ตอบรับมาตรการค่อนข้างดี เพราะเป็นไปในเชิงสนับสนุนให้เงินไหลออกมากขึ้น แต่ก็ต้องพร้อมปรับเปลี่ยนหากสถานการณ์ด้านเงินทุนกลับข้างเป็นเงินไหลเข้า  โดยทั้ง 6 มาตรการของ ธปท. ถือเป็นการผ่อนปรนมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งคิดว่าน่าจะช่วยได้  "ค่าเงินบาทขณะนี้มีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยมีความผันผวนลดลง  จากเดิมที่เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป โดยตอนนี้ถือว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม  เพราะรัฐบาลแสดงเจตจำนง  ในการให้ความสำคัญกับการทำให้ตลาดมีเสถียรภาพ ตลาดก็มีเลยการปรับพฤติกรรม" นายฉลองภพกล่าวสำหรับความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท เมื่อวันที่  23  กรกฎาคม  นักบริหารอัตราแลกเปลี่ยนธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งกล่าวว่า เปิดตลาดที่ 33.64-33.70 บาทต่อดอลลาร์ และปิดตลาดที่ระดับ 33.69-33.71 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากที่เปิดตลาดในช่วงเช้าเนื่องจากนักลงทุนคาดการณ์ว่ามาตรการของ ธปท. ที่จะออกมาดูแลค่าบาทน่าจะสัมฤทธิผล โดยระหว่างวันค่าเงินบาทแข็งค่าสุดที่ 33.64 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าสุดที่ 33.73 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวในวันที่ 24 ก.ค. คาดว่าจะอยู่ที่ 33.63-33.80 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือ มาตรการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท.ที่จะประกาศออกมานายสันติ  วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การหารือเพื่อจัดตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอีฯ นั้น คาดว่าปลายสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้าคงหารือร่วมกับ ธปท.ได้ โดยเบื้องต้น  ธปท.จะคิดดอกเบี้ยในลักษณะซอฟต์โลน ซึ่งกองทุนมีหลักการว่า วงเงิน 5,000 ล้านบาท จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก 500 ล้านบาท จะช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แต่มีออเดอร์สินค้าอยู่ และอีก 4,500 ล้านบาท จะช่วยลูกหนี้ทั่ว ๆ ไปนายประมนต์  สุธีวงศ์  ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่ประชุมรับข้อเสนอ 6 มาตรการ แต่มี 2-3 ประเด็น โดยเฉพาะการรับซื้อสินค้าล่วงหน้าที่ยังไม่แล้วเสร็จเนื่องจากมีรายละเอียดยุ่งยาก ซึ่งต้องมีการหารือกับ ธปท.อีกครั้งในวันที่ 24 ก.ค.นี้ "เราจะรอดูผลหลังจากประกาศใช้มาตรการ 2 สัปดาห์ ถ้ามีอะไรที่ผิดคาดก็จะทบทวนใหม่ ซึ่งมาตรการที่คาดว่าจะทำได้คือการเร่งใช้หนี้เงินกู้ต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้เร็วที่สุด" นายประมนต์กล่าวนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ กล่าวว่า ธปท. ควรมีมาตรการทำให้ค่าเงินบาทระหว่างตลาดในประเทศและนอกประเทศอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เพื่อป้องกันปัญหาการเก็งกำไรและป้องกันการสับสนของผู้ส่งออกต่อการกำหนดราคาสินค้าส่งออก นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมแผน 2 โดยการอนุญาตประชาชนสามารถลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น  และการสนับสนุนให้ธุรกิจส่งออกย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศที่ค่าเงินและแรงงานถูก.ไทยโพสต์  24  ก.ค.  50