คศร.ถกมาตรการสู้บาทแข็งชง ครม.
จับตา คศร.ถกวันนี้ ยำรวม 8 มาตรการ ธปท.กับ 6 ข้อเสนอเอกชน บรรเทาผลกระทบเงินบาทแข็ง  ก่อนสรุปเสนอ ครม. 24 ก.ค.นี้ กุนซือ "ฉลองภพ" ยันไม่มีการสอดไส้มาตรการใหม่เพิ่ม  มั่นใจแบงก์ชาติไม่กล้าเข็นยาขมชุดใหม่สกัดเงินทะลักเข้าตลาดหุ้น  หวั่นโดนด่าอีก สมาคม บจ. เตรียมหารือสมาชิกรับมือค่าเงินผันผวน คาดสัปดาห์นี้บาทอ่อนลง หุ้นแกว่ง นายสมหมาย  ภาษี  รมช.คลัง  เปิดเผยว่า การประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 20 ก.ค. มีการหารือถึงมาตรการลดผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาทมากกว่า    8 มาตรการที่ ธปท.เสนอมา โดยได้มีการรวมมาตรการที่ภาคเอกชนเสนอทั้งหมดด้วย แต่รายละเอียดจะนำเข้าหารือ  ที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจส่วนรวม (คศร.) วันที่ 23 ก.ค.นี้อีกครั้ง  นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ประชุม คศร.วันที่ 23 ก.ค.นี้ คงมีการหารือกันให้ชัดเจนอีกครั้งว่า มาตรการใดทำได้ ก็คงเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  วันที่ 24 ก.ค.นี้ หรืออาจมีบางมาตรการที่ทำได้โดยไม่ต้องเสนอ ครม.ซึ่งจะสรุปกันวันนี้ให้ได้มาตรการที่ครบถ้วน นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า มาตรการที่รัฐบาลรับจะดำเนินการทั้ง 6 ข้อ สามารถดำเนินการได้ทั้งหมด นายสมชัย  จิตสุชน  ที่ปรึกษา  รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุม คศร.คงมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการทั้งหมดอีกครั้งเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่คงไม่มีการเสนอมาตรการอื่นเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้มีทั้งมาตรการของ ธปท. 8 มาตรการ และของภาคเอกชน 6 มาตรการที่รัฐบาลจะดำเนินการ แต่มีบางส่วนซ้ำซ้อนกัน คือมาตรการเพิ่มระยะเวลาถือครองเงินตราต่างประเทศ และการให้เปิดบัญชีเงินฝากเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ส่วนมาตรการที่แตกต่างออกไปในส่วนที่ ธปท. เสนอ ได้แก่ การอนุญาตให้มีการนำเงินโอนไปขออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศได้ในวงเงิน  1  ล้านดอลลาร์ต่อคนต่อปี  การอนุญาตให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีกำไร สามารถไปลงทุนโดยตรง (FDI) ในต่างประเทศได้ เป็นต้น  "มาตรการคุมเงินไหลเข้า ไม่มีเพิ่มเติม เพราะมีมาตรการกันสำรอง 30% คุมอยู่แล้ว หากแบงก์ชาติออกมาตรการคุมการลงทุนในหุ้นอีก คงโดนด่าเหมือนที่ผ่านมา ก็คงไม่ทำ" นายสมชัยกล่าว   สำหรับมาตรการทั้ง 8 ข้อของ ธปท. ไม่ได้มีกำหนดระยะเวลาดำเนินการว่าจะเป็นช่วงสั้นหรือยาว แต่หลาย ๆ ข้อจะมีความยืดหยุ่นที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนกลับมาเหมือนเดิม เนื่องจากเกรงว่าหากเปิดช่องให้เงินไหลออกได้ง่ายขึ้นแล้ว หากเงินไหลออกเร็วมากเกินไป  จะเป็นความเสี่ยงมากเช่นกัน อย่างเช่น กรณีที่มีการเก็งกำไรในหุ้นจนเกิดฟองสบู่ ถ้าฟองสบู่หุ้นแตก จะทำให้เงินไหลออกเร็ว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2549 ถึง ก.ค.2550 เงินบาทแข็งค่าขึ้น 18.5%  หรือแข็งค่าขึ้น 7.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ  อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทเป็นไปตามทิศทางของค่าเงินสกุลอื่น ๆ ในภูมิภาค แต่ช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ก.ค.เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐลดลง  ทำให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐมายังภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยมากขึ้น นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า   ในสัปดาห์นี้สมาคมบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะหารือกับสมาชิก โดยให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่มาแนะนำกลยุทธ์   การรับมือจากผลกระทบค่าเงินบาทให้บริษัทขนาดเล็ก หลังจากที่ ตลท.ได้หารือปัญหาเงินบาทแข็งค่ากับสมาคม บจ.  ถึงแนวทางการรับมือผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งไปแล้ว ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ค่าเงินบาทในประเทศสัปดาห์นี้ (23-27 ก.ค.) อาจมีกรอบเคลื่อนไหวที่ 33.40-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ควรจับตาคือ การออกมาตรการเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทจากทางการ  การเข้าแทรกแซงตลาดของ ธปท. และการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ  ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทย ดัชนีมีแนวโน้มปรับตัวผันผวนจากการสลับกลุ่มซื้อขาย ประกอบกับการชะลอการเข้าซื้อ เพื่อรอดูความชัดเจนของมาตรการดูแลค่าเงินบาท และตัวเลขดุลการค้าเดือน มิ.ย.ในสัปดาห์นี้ ไทยโพสต์  23  ก.ค.  50