การประชุมสภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เมื่อวันที่ ๑๔ ก.ค. ๕๐ ทำให้ผมนึกออก ว่า มหาวิทยาลัยอาจมีมุมมองต่อนักศึกษาแตกต่างกัน
มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่ง (ส่วนใหญ่?) มองนักศึกษาเป็นแหล่งของรายได้ แต่มีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งใน สรอ. ฉีกแนว หันไปมองนักศึกษาเป็นแหล่งของสมองเพื่อการสร้างสรรค์ (วิชาการ) ไม่มุ่งหวังหารายได้จากค่าเล่าเรียน
ก็หมายความว่ามหาวิทยาลัยที่ฉีกแนวได้ ก็เพราะมีรายได้จากแหล่งอื่น ซึ่งก็คือจากแหล่งงานวิจัย มหาวิทยาลัยแบบนี้ต้องเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มหาวิทยาลัยใด เข้าสู่สภาพนี้ได้ ก็จะอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ
แต่ประเทศนั้นๆ ต้องมีงบประมาณวิจัยที่มากพอ และต้องมีวิธีการจัดสรรงบประมาณวิจัย ที่แข่งขันกันด้วยความสามารถจริงๆ (ระบบ merit system)
วิจารณ์ พานิช
๑๔ ก.ค. ๕๐
บันทึกนี้ผมชอบมากครับ
มหาวิทยาลัยไหนเห็นนักศึกษาเป็นแหล่งรายได้ มหาวิทยาลัยนั้นโอกาสก้าวหน้าน้อยครับ เพราะ "ขาย" ความรู้อย่างเดียว เดี๋ยวเดียวก็เก่า เดี๋ยวเดียวก็หมด
มหาวิทยาลัยไหนเห็นนักศึกษาเป็นแหล่งพลังงานคิดสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยนั้นก้าวหน้าแน่นอนครับ เพราะ "สร้าง" ความรู้ ไม่านก็เจริญก้าวหน้าครับ
พอพูดเรื่องนี้ทำให้ต้องกลับมานึกเรื่องการให้ทุนเรียนต่อต่างประเทศของรัฐบาลไทยครับ
มหาลัยวิจัยในต่างประเทศมีทุนให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเยอะมาก ทุนรัฐบาลที่ให้ไปในปีหลังจากเข้าโปรแกรมปริญญาเอกสักพักไม่ควรจะต้องให้แล้ว แต่ช่วงต้นควรให้เพียงพอเพื่อให้สามารถเข้าถึงมหาวิทยาลัยวิจัยได้โดยง่าย ถ้าได้อย่างนี้เราจะมีนักวิจัยที่จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยวิจัยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากทีเดียวครับ
กราบสวัสดีครับ
ผมคิดว่า ถ้านักศึกษาเป็น assets นักศึกษาจะภูมิใจในตนเองมากกว่าเป็น customers เพราะ assets อาจถูกจัดอันดับและคัดเลือกอย่างดี เพราะ assets หัวกระทิจะเสริมพลังของมหาวิทยาลัยนั้น