ครูที่สอนกิจกรรมโครงงานมักจะพบปัญหาความเครียดและวิตกกังวลของนักเรียนที่ทำโครงงาน เปรียบได้กับนักวิจัยที่ทำงานวิจัยสิ่งยาก ความวิตกกังวลดังกล่าวเกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ได้แก่ ไม่รู้จะทำโครงงานเรื่องใด ได้เรื่องแล้วจะเริ่มต้นอย่างไร จะต้องออกแบบการดำเนินการอย่างไร วัสดุอุปกรณ์ มีหรือไม่ ใช้งบประมาณสูงหรือเปล่า ผลจะได้ตามสมมุติฐานหรือไม่ จุดประสงค์กับสมมุติฐานที่สอดคล้องสร้างความกดดันแก่นักเรียนทำโครงงานเป็นอย่างมาก ดังตัวอย่าง
ความผิดหวังของนักเรียนที่ทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง สารจากสะเดาป้องกันหนอนกินใบผัดกาด โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลอง ระดับช่วงชั้นที่ 3 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ในหลักสูตรสาระเพิ่มเติมวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์กับการแก้ปัญหาชีวิต รหัสวิชา ว33201 จำนวน 1 หน่วยกิต 40 ชั่วโมงเรียน นักเรียนสมาชิก 7 คน มีที่มาจากแปลงเกษตรที่เขาปลูกผักชนิดต่าง ๆ ถูกแมลงกัดกิน แต่อีกแปลงหนึ่งเป็นแปลงสาธิตของนักเรียนในโครงการได้ปลุกผักในแปลงกางมุ้ง เขาไม่มีงบประมาณมากพอที่จะทำเช่นนั้น ความถ้าท้ายที่ครูได้ยุให้กลุ่มเหล่านั้นว่า “พวกเธอมีความสามารถที่จะทำให้ผักที่เธอปลอกปลอดจากแมลงได้อย่างไร ถึงแม้จะไม่ได้กางมุ้งให้ผักก็ตาม” กลุ่มนักเรียนใช้เวลาศึกษา 1 สัปดาห์ แต่ก็ไม่ได้ผล ครูยุต่อว่า “เธอไปศึกษาดูว่าเคยมีโครงงานที่เขาศึกษามาแล้วเยอะเต็มไปหมด ลองทำดู” นั้นหมายความว่าครูให้ไปศึกษาแบบโครงงานที่มีอยู่แล้วนั้นเอง ความง่ายก็เริ่มเกิด สมาชิกบางคนในกลุ่มเริ่มแสดงความคิดที่ว่า “เราลอกเขาส่งครูเลย ครูไม่รู้หรอก” แต่อีคนทักท้วงว่า “แปลงผักนั้นถ้าครูมาตรวจแล้วไม่ได้ผลจะทำอย่างไร” ความคิดง่าย ๆ แบบสนับสนุนความเกียจคร้านบังเกิดตอบว่า “เราก็ใช้วิธีการโกงเอาซิ” “ใช้ยาฆ่าแมลงง่ายดี” การระดมสองที่เกิดความแตกต่างทางความคิดเกิดกับผู้เรียนแล้ว เพียงแต่ว่าหัวหน้ากลุ่มจะดำเนินการตามหลักประชาธิปไตยที่อาจจะได้ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้องเสมอไป
นักเรียนกลุ่มดังกล่าวเสนอเค้าโครงงานที่ได้จากการคัดลอกโครงงานบทที่ 1 – 3 มาให้ครูตรวจสอบ ครูตอบกลับด้วยความภาคภูมิในนักเรียน ว่า “พวกเอนี้เยี่ยมจริง ๆ” คำชมของครูมันก่อให้เกิดพลัง แต่อีกความรู้สึกของนักเรียนที่มีความดีแฝงมันทำให้เขาวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณ เพราะสิ่งนั้นไม่ได้เกิดจากความพยายามของพวกเขา ถ้าครูปล่อยไห้ความสับสนบวกกับเล่ห์เหลี่ยมของนักเรียนมันจะทำให้กลุ่มดำเนินการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก ครูจะรู้ได้อย่างไร คำตอบนี้จะเห็นได้ว่าครูจำเป็นต้อง ศึกษาเรื่องโครงงานให้มาก ๆ ติดตามการแข่งขันโครงงาน หรือศึกษาเล่มรายงานโครงงานให้มาก ๆ แบบ หรือเรื่อง สิ่งเหล่านี้ครูจำเป็นต้องไปติดต่อสถาบันการศึกษาที่เขาจัดการประกวดโครงงาน เพื่อขอคัดสำเนาเล่มรายงานโครงงานมาเป็นเอกสารเพื่อการศึกษาของนักเรียน เพราะสถานบันทางการศึกษายังไม่ได้กำหนดให้รายงานโครงงานดังกล่าวเป็นเอกสารทางการศึกษาประจำห้องสมุด เพราะมองว่าเป็นงานวิจัย ละเป็นงานวิจัยแบบเด็ก ๆ เกินไป จึงยากที่ครูหรือผู้สนใจจะได้ศึกษาดำเนินการต่อ หรือแม่แต่สถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ยังไม่มีการจัดทำทะเบียนเพื่อการเผยแพร่อย่างจริงจัง
ครูสังเกตเห็นความพยายามของนักเรียนที่มีความเสียงต่อการล้มเหลวในการทำโครงงาน ครูก็จะต้องสละเวลาเพื่อร่วมศึกษาไปพร้อมกับนักเรียน คำถามว่า ถ้ามีหลายกลุ่มครูจะจัดการเวลาอย่างไร บางโรงเรียนมีนักเรียนมากถึง 10 – 13 ห้องเรียน ชื่อโครงงานก็อาจจะซ้ำหรือใกล้เคียงกัน สิ่งนี้และที่ครูควรไกด์ Guide ให้นักเรียนหาที่ปรึกษาที่เขาทำ คำชี้แนะของครูที่จะต้องรู้บ้างว่าใครพอที่จะเป็นที่ปรึกษาโครงงานให้กับนักเรียน มีบางกลุ่มที่ใช้แม่ค้าใจดีเป็นที่ปรึกษา เพราะเขาทำโครงงานเรื่องระดับความร้อนของน้ำลวกเส้นก๊วยเตี๋ยวที่ประหยัดพลังงานที่สุด แม้ค้าก็ชอบเพราะทำให้เขาประหยัดละเป็นการแก้ปัญหาที่ท้าทาย ครูควรอนุญาตให้นักเรียนเหล่านั้นแต่งตั้งที่ปรึกษานั้น ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นครูหรือผู้เชียวชาญทางวิชาการเสมอไป
การดำเนินการโครงงานเป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ ยกเว้นผลการทดลองที่จำเป็นต้องสรุปสมมุติฐานเกิดไม่สอดคล้องกัน นักเรียนที่ทำโครงงานเรื่องน้ำสะเดาประสบปัญหาผลการทดลอง ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาผักกาด 15 วัน พบว่า ผักกาดก็ยังมีแมลงกินใบผักเหมือนเดิม ทั้งทั้งที่นักเรียนกลุ่มนี้พ่นน้ำยาสะเดาวันที่ 1 และวันที่ 7 ปัญหาดังกล่าวยังเกิดโดยที่เวลาศึกษาเหลืออีก 15 วัน สิ่งที่กลุ่มเหล่านั้นเคยเอ่ยว่า จะเพิ่มส่วนผสมของยาฆ่าแมลงก็จะเป็นจริงมากขึ้น ปัญหาดังกล่าวนักเรียนไม่กล้าที่ปรึกษาครู เขากลัวว่าจะไม่ได้คะแนน กลัวว่าจะไม่ได้ผลเหมือนกลุ่มอื่น ความวิตกกังวลเกิดขึ้นอีกแต่ก็มีความเบาบางลงกว่าครั้งที่แล้วก็เนื่องด้วยพวกเขามีแผนสำรองไว้แล้ว
ครูจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนกำลังจะ make ผลการทดลอง ถ้าครูไม่ไปดูที่แปลงผักก็จะถูกนักเรียนต้มสุกแน่นอน กระบวนการใช้คำถามของครูจึงมีประโยชน์ ครูจำเป็นต้องมีทักษะของนักสืบ ที่ใช้ทักษะการสืบเพื่อให้ได้ข้อจริง หรือข้อที่เป็นเท็จจากนักเรียนในรูปแบบ InQuiry ครูเริ่มจับพิรุจนักเรียนได้ เมื่อครูพบความจริงว่าไม่ได้ผล ครูควรเพิ่มคำแนะเพื่อให้กำลังใจ เช่นคำถามว่าความเข้มข้นระดับใดได้ผลดีที่สุด นักเรียนตอบได้ แต่เมื่อครูและนักเรียนนั่งสังเกตแปลงผักนานกว่า 4 ชั่วโมงก็พบว่า แมลงน้ำสะเดาใช้ได้เพียงแมลงบางชนิดเท่านั้น และอีกอย่างหนึ่ง น้ำสะเดามีน้ำเป็นตัวทำละลาย เมื่อโดนน้ำลดผัก สารจากสะเดาก็เจือจางลงเช่นกัน ข้อสังเกตนี้จะนำไปสู่การอภิปรายในบทที่ 5 ของรายงานโครงงาน อย่างน้อยครูก็ควรที่จะให้กำลังใจดังที่ เอดิสันเคยกล่าวว่า “อย่างน้อยเราก็รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ได้ผล”
นักเรียนจะรู้สึกผิดและบาปกับการที่จะต้องหลอกครูและหลอกตัวเองมากยิ่งขึ้นถ้าครูที่ปรึกษาหรือครูผู้สอนไม่มีโอกาสร่วมทำโครงงานกับนักเรียนที่มีทักษาะการทำโครงงานไม่มาก ถ้านักเรียนเหล่านั้นเติบใหญ่ได้เป็นนักวิจัย ก็จะเป็นงานวิจัยลวงโลกตลอดไป ครูควรคิดและตระหนักว่าเรื่องหลอกลวงโดยไม่เจตนาเป็นจะติดเป็นนิสัยของเด็กที่ทำโครงงาน
ทักษะการสื่อสารมีความจำเป็นอย่างมากต่อกระบวนการสืบเสาะ Inqury ของผู้เรียน บางสิ่งบางอย่างที่ผู้เรียนพยายามนำเสนอในรูปแบบภาษาของเขา แต่เราไม่เข้าใจ ความคลาดเคลื่อย่อมก่อให้แผลงเป็นการ”ลวงที่สุจริต” เพราะภาษา ต่างจากคนที่บรรญัติความว่า “ผิดโดยสุจริต” เป็นพวกรู้มาก ทำผิดต่อสังคม แต่ทำกฎหมาย ยังกล่าวชื่นชมอยู่หรือ….
ถามเองตอบเอง
มีคนถามว่า โครงงานนี้มีผู้ที่เขาทำไว้แล้วมากมาย ทำไม่ครูยังปล่อยให้นักเรียนยังทำโครงงานเรื่องนี้อยู่อีก?
คำตอบ
ความสามารถของนักเรียนที่พยายามค้นหาเรื่องที่เขาสนใจและสอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเขา เป็นเงื่อนไขที่หนึ่งที่ก่อให้เกิดการ blockทางความคิดของเขา เมื่อเขาเลือกเรื่องนี้ เพราะเขายังไม่มีความรู้ และยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่คนทำมันเป็นผลจริงหรือไม่ ครูจึงปล่อยให้ดำ