ถ้าคนเราไม่ทำชั่วได้น่าจะดี

เริ่มต้นจากรู้จักวัดประมาณกันยายน 2548 ที่รู้จักวัดแห่งนี้ได้เพราะ ที่ทำงานได้มีการจัดโครงการปฏิบัติธรรมขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มีความสนใจอยากปฏิบัติอยู่แล้ว จึงถือเป็นโอกาสที่ทำให้ได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าศรีถาวรนิมิต จังหวัดนครนายก และหลังจากกลับจากไปวัดคราวนั้นก็ได้สิ่งดี ๆ กลับมาด้วยจากคำสั่งสอนของหลวงตาสุวรรณ พระผู้ใหญ่ที่มีเรื่องราวประวัติในการมาบวชเป็นพระที่น่าอัศจรรย์มากค่ะ และพระอาจารย์รูปอื่น ๆ จึงรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา จากนั้นจึงหาโอกาสกลับมาปฏิบัติธรรมที่นี่อยู่ตลอดค่ะ โดยจะมากับกลุ่มเพื่อนๆ พี่ ๆ กัลยาณมิตร ซึ่งเดินในเส้นทางสายเดียวกันแบบถึงไหนถึงกันเลยค่ะ ทุกครั้งที่ไปวัดเราจะเริ่มกิจกรรมจากตอนเช้าจะลุกแต่เช้ามานั่งสมาธิที่กุฏิของตนเอง หลังจากนั้นจะออกมาช่วยกันประกอบอาหารเท่าที่พอจะช่วยป้า ๆ ที่อยู่ประจำที่นั่นทำได้ค่ะ จากนั้นก็จะตักบาตรตอนเช้า หากพอมีเวลาบ้างก็จะเดินออกกำลังกายขึ้นไปชมบรรยากาศบนสันเขื่อนเก็บน้ำคลองท่าด่าน และเมื่อใกล้ถึงเวลาแปดโมงเช้าจึงพากันลงมาที่ศาลาเพื่อสวดมนต์และถวายอาหารเช้า เมื่อถวายอาหารเช้าเสร็จญาติโยมก็จะแยกย้ายพากันไปทานข้าวเช้าค่ะ จากนั้นก็จะเป็นเวลาส่วนตัวซึ่งจะประกอบกิจกรรมใดตามแต่สะดวก ซึ่งส่วนมากกลุ่มพวกเราที่ไปบ้างก็กลับไปนอนที่กุฏิ หรือไปปฏิบัตินั่งสมาธิเดินจงกลม บ้างก็ไปช่วยทำงานต่าง ๆ เท่าที่พอจะทำได้เช่น ล้างห้องน้ำ กวาดถูศาลา ปลูกต้นไม้ เย็บผ้าให้พระสงฆ์ ตามความสามารถของตนเองที่มีค่ะ ประมาณห้าโมงเย็นก็จะเริ่มทยอยกันออกจากกุฏิเพื่อกลับเข้าไปนั่งสมาธิสวดมนต์ทำวัตรเย็นอีกครั้ง กว่าจะเสร็จก็ประมาณสองทุ่มหรือกว่านั้นนิดหน่อยค่ะ และนี่เป็นเวลาที่พวกเรารอคอยกันมาก เพราะเมื่อเสร็จจากทำวัตรเย็น เราจะมีกิจกรรมตามหมู่คณะที่เราชอบไปหาที่นั่งสมาธิกัน โดยรวมกลุ่มไปด้วยกัน ถือไฟฉายไปคนละกระบอก นำเสื่อไปคนละผืน เพื่อไปนั่งสมาธิตามจุดต่าง ๆ เช่น ป่าช้า ศาลาเรือนไทย ศาลาขาว สันเขื่อน หรือที่อื่น ๆ ตามแต่จะตกลงกันไปค่ะ โดยการนั่งแต่ละครั้งจะนั่งเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย อาจมีเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง เปลี่ยนจากนั่งสมาธิเป็นเดินจงกลมบ้าง ตามสะดวกค่ะ หลังจากนั้นเราก็จะย้ายสถานที่ไปนั่งที่อื่นกัน โดยแต่ละคืนจะนั่งกันคืนละสองที่ค่ะ เสร็จจากการนั่งสมาธิก็ประมาณห้าทุ่มถึงเที่ยงคืนก็มีค่ะ หลังจากนั้นเราก็จะแยกย้ายกันกลับกุฏิเพื่อทำภารกิจส่วนตัวและเข้านอนเพื่อที่จะตื่นมาใหม่ในวันต่อไป

จากเหตุการณ์ที่ได้ไปนั่งสมาธิได้มีเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความประหลาดใจอยู่บ้างในแต่ละครั้งก็จะมีเหตุการณ์แตกต่างกันไป แต่ละคนก็จะพบเรื่องราวอะไรที่เกิดขึ้นเฉพาะตนค่ะ สำหรับเราแล้วก็เกิดเรื่องราวมหัศจรรย์ใจในหลายคราวเท่าที่พอจะจำได้ และคราวหนึ่งที่จะเล่าให้ฟังจากนี้ คือ เมื่อไปนั่งสมาธิที่ศาลาเรือนไทย ก็ขอเล่าถึงประวัติของศาลาเรือนไทยแห่งนี้แบบย่อ ๆ นะคะ  เริ่มจากมีคนนำศาลาเรือนไทย ซึ่งเป็นเรือนเก่าแต่สมัยโบราณได้ถูกถอดสลักออกแล้วนำล่องเรือมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อมาถวายหลวงพ่อถาวร ซึ่งหลวงพ่อก็รับไว้แล้วนำมาต่อสลักประกอบเป็นเรือนไทยหลังใหญ่สวยงามและคงรักษารูปลักษณ์เดิมไว้ได้ อาจจะมีบูรณะบ้างเล็กน้อยตามกาลเวลา แต่นับดูแล้วเรือนไทยหลังนี้ถือได้ว่าสมบูรณ์มากทีเดียวค่ะ ภายในเรือไทยได้เก็บของมีค่าล้ำค่าหาที่เปรียบได้ยากสำหรับหลวงพ่อค่ะ ของมีค่าที่ว่านี้ถือเป็นของของหลวงพ่อ เช่น พระธาตุ ของเก่าแก่สมัยโบราณ เรือโบราณ และอื่น ๆ ค่ะ .ซึ่งจากที่ได้ยินเรื่องราวมากจากเรือนไทยหลังนี้คือ จะมีเสียงผู้หญิงกับผู้ชายคุยกันประจำ ประมาณว่าเป็นเรือนของเค้า เค้าอยู่ของเค้ามาแต่เนิ่นนาน พระภิกษุสงฆ์ท่านจะมีอาณาเขตสงฆ์ติดกับเรือนไทยหลังนี้ก็จะได้ยินเสียงเป็นประจำ และมักจะพบเห็นและได้ยินอะไรแปลก ๆ มากมายค่ะ จึงไม่ค่อยมีใครกล้าเข้าไปภายในเรือนไทยมากนัก นอกเสียจากได้รับอนุญาตจากท่านเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่ค่ะ ซึ่งเมื่อครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปภายในเรือนไทยจากการนำของหลวงพี่จ่า พระสงฆ์ที่อยู่ที่นั่นค่ะ ท่านให้ความกรุณาพวกเราพาเข้าไปชม เราก็ได้พบเห็นของมีค่าต่างๆ มากมาย ของเก่าแก่แต่โบราณ ก็ได้ชมค่ะ ก่อนจะเข้าไปก็ยกไม้ยกมือไหว้กันยกใหญ่ ก่อนออกก็ไหว้กันเสียอีกทีเพื่อความสบายใจ บางคนก็สัมผัสและสื่อกับบางสิ่งได้จากที่นั่น รวมถึงตัวเราเองด้วยที่ได้รู้สึกถึงไออุ่นอะไรบางอย่างเมื่อปลายเท้าได้มายืนตรงจุดนึง ตอนที่อยู่ในเรือนไทยไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดจะอยากรู้สึกสัมผัสอะไรต้องบอกตรง ๆ ว่ากลัว แต่พอออกมาแล้วได้มาคุยกันในหมู่เพื่อน ๆ พี่ ๆ ถึงสื่อที่แต่ละคนสัมผัสได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ทำให้รู้ว่าที่เรือนแห่งนี้มีดีแน่นอน

และเมื่อคืนหนึ่งที่พวกเราพากันไปนั่งสมาธิบริเวณศาลาเรือนไทยแห่งนี้ ซึ่งไม่กล้าถือวิสาสะเข้าไปนั่งข้างในหรอกนะคะ พวกเราพากันขึ้นบันใดนั่งกันตรงนอกชานบริเวณระเบียงเท่านั้นค่ะ ไม่กล้าเข้าไปนั่งข้างในค่ะยอมรับว่ากลัว บรรยากาศที่วัดจะเงียบและมืดมากค่ะเพราะเป็นวัดป่ารอบๆติดกับบริเวณเขาใหญ่ มีภูเขาล้อมรอบภายในบริเวณวัดไม่ได้ติดไฟริมทางอะไร นอกจากเขตอุบาสิกายังพอจะมีไฟอยู่บ้างค่ะ แต่นอกนั้นไม่มีไฟเลยเราจะได้แสงไฟก็จากไฟฉายของเราที่ติดตัวกันไปกับแสงจันทร์เท่านั้นค่ะ เท่านั้นจริง ๆ  และเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราก็อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่น่าสนใจหรืออาจจะไม่แปลกใจสำหรับใครหลาย ๆ คน แต่ว่าเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจดจำในชีวิตเลยทีเดียวค่ะ เพราะการนั่งสมาธิคราวนั้นเป็นการที่ทำให้เราระลึกได้ถึงบุพกรรมที่เคยกระทำลงไป โดยไม่ได้นึกคิด ไม่ได้คิดถึงโทษ ไม่ได้คิดถึงใจเค้าใจเรา พอกระทำเสร็จแล้วก็แล้วกัน ไม่ได้เก็บมาคิดหรือไม่ได้คิดถึงใด ๆ อีกเลยค่ะ คือครั้งหนึ่งเมื่อตอนอายุประมาณ10-11ขวบ บ้านเก่าอยู่แถวกิโลแปดอยู่ในซอยซึ่งเป็นทางเข้าโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง ลุงกับป้าได้มาเที่ยวบ้านแล้วก็พาลูก ๆ มาด้วยซึ่งก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน รวมทั้งเราและน้องชายอีกสองคนเป็นห้าคน มี ฝน เมฆ หมอก พี่ตั้ม และต้อง นี่คือบรรดาพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ร่วมก่อกรรมไม่ดีด้วยกันค่ะ เราพากันถีบจักรยานไปเล่นที่โรงเรียนนั้นค่ะ แล้วพวกเราก็ทำสิ่งที่เลวร้ายมากโดยไม่ได้คิดถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย ขาดความยั้งคิด ขาดสติ คิดอย่างเดียวคือความสนุกสนานที่เราได้เล่นกัน คือ เราได้เข้าไปในอาคารเรียนแล้วก็เข้าไปในห้องเรียนที่บางห้องสามารถเปิดเข้าไปได้ เราเข้าไปพังเก้าอี้นักเรียน โต๊ะนักเรียน โต๊ะครู ข้าวของทรัพย์สิน สมุดหนังสือ เราทำลายจนพินาศ พังโต๊ะ ล้มโต๊ะ ฉีกสมุดหนังสือ ทำลายข้าวของกันด้วยความคะนองค่ะ ห้องแล้วห้องเล่าเราทำลายทุกห้องที่เราเข้าไปได้ค่ะ เล่ามาถึงตรงนี้แล้วสะเทือนใจนัก เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจจนถึงวันนี้ พอนึกได้ก็สายไปเสียแล้วตอนที่ทำไปไม่ได้คิด หลังจากทำเสร็จก็ไม่เคยจะเสียใจ มีแต่กระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจไม่ได้สำนึกอะไรได้เลย จนกระทั่งมีภารโรงคนหนึ่ง วิ่งมาดูแล้วเห็นพวกเราจึงเอาไม้มาไล่ตีแต่พวกเราก็พากันหนีไปจนได้แล้วก็ไปเล่นน้ำบ่อที่โรงเรียนขุดสร้างไว้ตอนนั้น สมัยนี้ตรงนั้นก็เป็นอาคารเรียนไปแล้วค่ะ แล้วพวกเราก็พากันถีบจักรยานกลับบ้านเมื่อค่ำลง พอกลับถึงบ้านเราก็ได้มาคุยกันด้วยความภูมิใจถึงวีรกรรมที่ได้กระทำไปในวันนี้ ไม่มีใครเปิดปากพูดกับพ่อแม่เลยค่ะพวกเราพากันเงียบ แล้วก็เงียบ ตัวเราเองก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องนี้เลยจนมาเข้าเรียนมัธยมตอนม.2 เราได้นำเรื่องนี้ไปเล่าให้กับเพื่อนฟังแต่ในการเล่าครั้งนี้ก็เพียงแต่เล่าให้ฟังเท่านั้นก็ยังไม่ได้สำนึกอะไรอีกเหมือนเดิม ไม่ได้นึกถึงอะไรเลยค่ะ แล้วเราก็เก็บเรื่องราวพวกนั้นไว้ต่อไป คงเหลือไว้แค่จำได้ว่าเคยกระทำเท่านั้นแต่ความสำนึกไม่เคยเกิดขึ้นได้เลยแม้แต่นิดเดียวแล้วเราก็ดำรงชีวิตมา จนกระทั่งถึงวันนี้ วันที่เราได้มานั่งสมาธิแล้วสิ่งที่ทำให้เรารับรู้ได้ถึงบุพกรรมนี้และผลกรรมที่ทำให้เราได้รับ ตอนนี้สะเทือนใจมากนะคะ จิตเรานั่งไปถึงจะที่ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเกิดกระแสเย็น ๆ บริเวณรอบ ๆ กาย ภาวนาพุทธโธไปตามลมหายใจ จู่ ๆ ก็เกิดภาพเห็นการณ์ในอดีตขึ้นมาเป็นลำดับเรื่องราวเหมือนในฟิล์มภาพยนตร์เลยค่ะ ยังไงอย่างงั้นเลยจริง ๆ เกิดมโนภาพของเหตุการณ์ในโรงเรียนคราวนั้นและภาพต่อมา ภาพต่อมาที่ว่าก็คือผลของกรรมที่ได้รับค่ะ คืออะไรรู้ไหม ก็คือ จากผลกรรมคราวนั้น ทำให้เรามีความยากลำบากในการศึกษาเล่าเรียน เกิดความลำบากยากแค้นแสนเข็ญในการศึกษาเล่าเรียนค่ะ ทั้งขาดแคลนทุนทรัพย์ อุปกรณ์ในการศึกษา การที่ได้เรียนในสถานที่ที่ขาดไปด้วยอุปกรณ์การเรียน ต้องเรียนในอาคารเรียนชั่วคราว ขาดแคลนอุปกรณ์หรือสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ ในขณะที่เพื่อน ๆ คนอื่นเพียบพร้อมแต่สำหรับตัวเรามีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องประสบความยากลำบากขึ้นค่ะ  กว่าจะเรียนจบมาได้มีความยากแค้นแสนเข็ญ เมื่อนึกถึงเรื่องการศึกษาเล่าเรียนที่ไรต้องมีความช้ำใจขึ้นมาทุกทีค่ะ ซึ่งความยากลำบากที่เกิดขึ้นหากบรรยายเป็นตัวอักษรคงไม่หมด หากมีโอกาสได้เจอกันแล้วก็ยินดีจะเล่าให้ฟังค่ะ เพื่อจะเป็นประโยชน์บ้างค่ะ ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ได้รับผลแห่งกรรมนี้ลดลั่นกันไปค่ะ ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือพี่ชายอีกคนที่ชื่อพี่ตั้ม ก็มีส่วนได้รับกรรมนี้อยู่เหมือนกันค่ะ ตอนนี้ที่รู้ได้เพราะในมโนความคิดบอกอย่างงั้นค่ะ เหตุที่เกิดกับพี่ตั้มก็คือ ทำให้พี่เค้าเรียนไม่จบแม้กระทั่งป.ตรี เปลี่ยนที่เรียนก็มาก พ่อแม่เสียเงินทองมากมาย ปัจจุบันชีวิตเค้าแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีค่ะ หากบรรยายไปก็คงไม่หมดเช่นกันค่ะ ทุกคนได้รับผลของกรรมคราวนั้นหมดทุกคนค่ะ อาจจะยกเว้นน้องชายเราสองคนที่เค้าไม่ได้มีเจตนาไปกับพวกเราด้วย คือ เมฆกับหมอก แต่เค้าก็ได้รับผลกรรมนั้นส่งผลกระทบถึงเค้าเช่นกันค่ะ แต่ไม่มากมายเท่าพี่ตั้มกับฝน ส่วนต้อง น้องชายพี่ตั้มก็ได้รับผลกรรมเช่นกันค่ะ แต่ก็ลดหลั่นกันไปตามวัยตามเจตนาค่ะ ที่กล่าวนี้มโนความคิดบอกนะคะ ณ ตอนนั้นคิดได้แบบนี้จริง ๆ ค่ะส่วนรายละเอียดว่าฝนเจออะไรมาบ้างก็อย่างที่บอกไปแต่หากจะให้เล่าลึก ๆ กว่านี้ถ้ามีโอกาสจะเล่าให้ฟังนะคะ พอหลังจากที่เราได้รับรู้ถึงบุพกรรมและผลของกรรมจากการนั่งสมาธิคราวนั้น สิ่งที่เรากระทำต่อมาก็คือ เช้ามาเราได้นำเงินส่วนหนึ่งมาร่วมทำบุญสร้างโรงเรียนอนุบาลถาวรนิมิต และส่วนหนึ่งก็นำเงินมาทำบุญค่าเล่าเรียนการศึกษาของภิกษุสามเณรค่ะ และก็ได้ทำบุญสิ่งนี้มาโดยตลอดค่ะ เพื่อจะขอให้เคราะห์กรรมบรรเทาค่ะและก็ได้อุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรค่ะ รวมถึงการขออโหสิกรรมจากภารโรงคนนั้นและเจ้ากรรมนายเวรผู้อื่นด้วยค่ะ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt" class="MsoNormal">นี่ก็เป็นเรื่องราวเพียงส่วนหนึ่งค่ะที่พอจะเล่าให้ฟังได้ หากจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างก็ยินดีเผยแพร่ค่ะเพื่อให้คนทั้งหลายได้พึงยุติและรู้จักยับยั้งชั่งใจในการทำชั่วค่ะ และขออนุโมทนาในบุญทุกบุญด้วยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จัก และอย่าลืมแผ่เมตตาให้ด้วยนะคะสาธุ</p>