เสมือนดั่งเดินบนคมมีด
ภาคต่อ การสนทนากับปีเตอร์ เฮิร์สต์
ในการเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญนั้น ต้องใช้เวลา ใช้สติ ใช้สมาธิ อย่างยวดยิ่ง ปีเตอร์ใช้คำว่า "เสมือนดั่งเดินบนคมมีด (like walking on the edge of razor blade)"
Man knows himself only to the extent that he knows the world;he becomes aware of himself only within the world,and aware of the world only within himself.Every object, well contemplated, opens up a new organ of perception within us.Jahann Wolfgang v. Goethe |
ซึ่งผมว่าได้อารมณ์มากเลยทีเดียว เดินอยู่บนคมมีด (โกน) นี่ ถ้าเผอเรอ ขาดสมาธิ ก็คงจะกลิ้งตกลงมา หัวร้างข้างแตก หรือโดนมีดบาดเป็นแน่
อะไรกันต้องทำกันขนาดนั้นเชียวหรือ? บางท่านอาจจะถาม (ในใจ)
มนุษย์เราไม่ได้อยู่เพียงภายในตัวเรา แต่ภายในและภายนอกเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันแบบเกาะติดนัวเนีย โลกภายในและภายนอกนั้น สะท้อนซึ่งกันและกันอย่างที่เกอเธว่าไว้ การคิด มอง รับรู้ แต่เพียงฉาบฉวยนั้น เราอาจจะแค่ "จำได้หมายรู้" ถึงสิ่งที่เราเห็น สังเกต หรืออ่าน แต่ยังไม่ได้ซึมซับอะไรเท่าไรเลย จนกว่าเราจะได้พิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างลึกซึ้ง เนิ่นนาน จนเกิด "อวัยวะใหม่" ที่จะรองรับความรู้ใหม่นั้นอย่างเต็มที่
ความสำคัญของการครองสติให้ได้มากที่สุด หรือตลอดเวลานี้ ก็เพื่อเราจะได้สามารถมองโลกอย่างที่มันเป็นจริง ลดโอกาสที่เรา "อยากจะเป็น ได้" ในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น ไม่ได้จำเป็นจะต้องได้ลง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดทุกข์ (anguish: Stephen Batchelor in Buddhism without Belief)
ถ้าการครองสติต้องใช้พละกำลัง เราก็คงจะมีการอ่อนล้า หมดแรง แต่โชคดีที่การครองสตินั้น สามารถฝึกฝน จนกลายเป็นธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เหมือนการหายใจ ที่ไม่ต้องใช้ effort
เมื่อนั้นเราจะมองเห็นปัญหาไปถึงรากที่มาของมันได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องมะงุมมะงาหรา แก้ปัญหาใหม่ด้วยวิธีเก่า (ที่เราก็ทราบว่ามันไม่ work) หรือภาษาของ Otto Scharmer (Theory U) เรียกว่า downloading วิธีการแก้ปัญหามาทำ (เรา download อะไรมา ก็จะมาทั้งดุ้น สำเร็จรูป และเหมือนเดิมทุกประการ)
การปรับมุมมองโลกจากภายใน ที่จะส่งผลมาให้โลกภายนอกมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปีเตอร์ได้มอบคำอีกคำหนึ่งที่โดนใจมาก ตอนนั้นเราพูดถึง I you it หรือ ความงาม ความดี และความจริง (Beauty, Goodness, Truth) เราก็สนทนากันว่า ตัวเรา องค์กรเรา ได้ทำอะไรให้ you แล้วหรือยัง ที่บอกว่าเราได้ทำความดี โน่น นี่ ฯลฯ ปรากฏว่าพลังงานส่วนใหญ่เรายังทุ่มเทกับการทำให้ "ตัวเอง" อยู่ร่ำไป
ปีเตอร์เรียกสภาวะจิตนี้ว่า "POVERTY MENTALITY หรือ สภาวะจิตอันขัดสน" เมื่อเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่า "เรายังไม่พอ ยังมีไม่พอ ยังขัดสน ยังขาด แล้วล่ะก็ เราจะไม่เคยคิดถึงเรื่องการให้เลย"
Poverty Mentality
สภาวะจิตขัดสนนี้ก็เกิดจากการ "วาดโลกภายใน" ของเรานั้นเอง ประเด็นนี้จะตรงกับหลักปรัชญาอยู่อย่างพอเพียง ของพ่อเจ้าอยู่หัวของเราอย่างยิ่ง การมีพอหรือไม่พอนั้น เราเองที่เป็นคนตั้ง แต่ใช้ชีวิตเช่นนั้น ตามที่เกอเธกล่าวไว้ โลกของเราจะรุ่มรวย ขัดสนข้นแค้น นั้นส่วนใหญ่แล้วก็มาจากการมองตัวเราเองอย่างไรนั้นเอง โลกภายในของเราก็สะท้อนออกมาเป็นโลกภายนอกอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเรายังต้องกู้เงิน เราจะทำบุญหรือไม่? เมื่อเรายังกระเสือกกระสน ไม่เพียงพอ เราจะมีอะไรไปเผื่อแผ่ แต่ถ้าหากคนนอกมองเข้ามา อาจจะฉงนฉงาย เพราะคนที่กระเสือกกระสน กู้หนี้ยืมสินนั้น บางทีก็ไม่ได้ทำจากความจำเป็น (ถ้ามองจากมุมอืน) ทั้งหมดล้วนเป็นโลกความจำเป็น "ส่วนตัว" ของคนๆนั้นเท่านั้น
ในบางสังคมมีการ "ยัดเยียด" ชั้น วรรณะ ให้คนอื่นๆด้วย บางประเทศให้ "นิยาม" ชนชั้นกลางว่าต้องมีเงินเดือนประมาณเท่าไหร่ มีรถกี่คัน มีคอมพิวเตอร์ใช้ไหม มี ฯลฯ แล้วคนในสังคมนั้นก็จะกระเสือกกระสนทุรนทุรายหาทาง "ยกระดับ" ชั้นวรรณะของตนเอง เกิด "ชีวิตที่มีความหมายลวง" ขึ้น ตามนิยามของคนที่ตั้งให้มา สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเป็นที่มาของ poverty mentality ด้วยส่วนหนึ่ง
แต่ทั้งหมดนั้น FREE WILL ของเราเอง ที่ยังมีบทบาทสำคัญที่สุด ที่จะกำหนด "คุณค่า" ของชีวิตที่มีความหมายของเราเอง