ระหว่างนั่งประชุม สมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา ครั้งที่ 6 เรื่อง “ประเด็นอุบัติใหม่ที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 50 ผมเกิดความคิดแหวกแนวขึ้น ไม่ทราบว่าแหวกแนวเข้าป่า หรือเข้าท่า
ผมมีข้อสังเกตว่า เวลาเราพูดถึง ว&ท เรามักมองว่า พระเอก คือ นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี แต่ผมกลับมองว่า กระบวนทัศน์นี้แคบเกินไป ถ้าเราติดกระบวนทัศน์เดิมๆ ที่คับแคบ อย่างนี้ ว&ท ของประเทศก็จะไม่สามารถเป็นจิตวิญญาณ หรือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต (integral part) ของคนในสังคม เราต้องการมุมมองใหม่ ที่มอง “คนไทยทั้งมวล” เป็นพระเอก นางเอก ของ ว&ท ของประเทศ
ว&ท ที่จะมีความสำเร็จในการขับเคลื่อนสังคมไทย ไปสู่สังคมอุดมปัญญา จึงต้อง “หกคะเมนตีลังกา” ทำงาน นอกจากทำงานส่งเสริม supply side แล้ว ต้องทำงานส่งเสริม demand side อย่างสมดุล และเสริมพลังกัน
คิดเช่นนี้แล้ว ก็ต้องหันไปสร้างวิธีทำงาน ที่เป็นวิธีการแนวใหม่ สร้างนวัตกรรมในการทำงาน ซึ่งผมไม่มีสติปัญญามากพอที่จะมองเห็นได้ทั้งหมด
ที่พอมองเห็น คือการทำงานภายใต้มุมมองใหม่ ว่า นวัตกรรมด้าน “เทคโนโลยี” ส่วนหนึ่งมีอยู่แล้วในสังคม เกิดขึ้นในสังคมอยู่ตลอดเวลา เกิดขึ้นจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยี คือชาวบ้าน และผู้ประกอบหน้าที่การงานนั้นเอง จะต้องมีการจัดการเชิงระบบ เชิงนโยบาย ของประเทศ เพื่อโยงเอานักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง เข้าไปยกระดับความรู้ และเข้าไปอธิบายเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ แก่ชาวบ้านหรือผู้ปฏิบัติ ที่เป็นผู้ “ใช้และสร้าง” เทคโนโลยีนั้น
วิทยาศาสตร์แนวนี้ อาจเรียกว่า “การพัฒนาวิทยาศาสตร์จากเทคโนโลยีของแผ่นดินแม่” เอาเทคโนโลยีที่ใช้การได้ดีในระดับหนึ่งในสังคมหรือชุมชน มาเป็นเครื่องมือพัฒนาวิทยาศาสตร์ พัฒนาวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ (scientific thinking) พัฒนาขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของคนไทย (ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์) ทั้งมวล
วิจารณ์ พานิช
16 ก.ค. 50
ระหว่างนั่งฟังการบรรยาย ในสมัชชาฯ
อิมแพ็ค เมืองทองธานี
สวัสดีครับ
ดีครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอาโครงการ (หรือไอเดีย) ไปขายใคร จริงๆ แล้วมันเป็นวัฏจักร
พัฒนาเทคโนโลยีจากวิทยาศาสตร์ เพื่อเอาเทคโนโลยีที่พัฒนาได้ ไปเป็นเครื่องมือพัฒนาวิทยาศาสตร์ หมุนเวียนไม่รู้จบ
วิจารณ์
ขอบพระคุณครับ
เห็นภาพชัดแล้วว่า จะ 1 ไป 2 หรือ 2 มา 1 ย่อมได้